16 มีนาคม 2553

คนขับรถแท็กซี่นอกระบบของประเทศมองโกเลีย

เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมได้มีโอกาสไปทำงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่เมืองอูลันบาตาร์ (Ulanbaartar) ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศมองโกเลีย ในระหว่างการเดินทางกลับจากร้านอาหารมายังโรงแรมที่พัก ทางทีมวิจัยได้ประสบปัญหาในการเรียกรถแท็กซี่เนื่องจากเป็นเวลาที่ดึกพอสมควร เราได้ถามกับคนท้องถิ่นที่นั้นว่าเราจะเรียกรถแท็กซี่กลับโรงแรมได้อย่างไรดี คำตอบที่ได้ทำให้เราแปลกใจมากก็คือ “เขาบอกให้เรายืนโบกรถ แล้วถ้ารถคันไหนจอดรับ รถคันนั้นก็คือรถแท็กซี่นั้นเอง” ตอนแรกก็ไม่เชื่อครับ แต่พอลองทำดูก็พบว่าว่ามีรถที่วิ่งผ่านมาจอดรับจริงๆ ซึ่งหลังจากได้ตกลงราคาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คนขับรถคนนั้นก็ขับมาส่งพวกเราได้ตามต้องการ คนขับรถเหล่านั้นไม่ได้ประกอบอาชีพขับรถแท็กซี่หรอกครับ แต่เป็นคนธรรมดาทั่วไป ที่หารายได้เสริมจากการใช้รถส่วนตัวของตัวเองมาประกอบอาชีพเสริม คนท้องถิ่นที่แนะนำเรายังบอกว่า ไม่ได้เพียงขับรถแท็กซี่อย่างเดียว แต่ถ้าเราหิว เขาก็อาจจะทำอาหารเลี้ยงเราด้วย (กรณีนี้ยังไม่ได้ลองแต่เชื่อว่าน่าจะจริง)

ประสบการณ์จากการขึ้น “รถแท็กซี่นอกระบบ” (Informal Taxi Driver) ของประเทศมองโกเลียในครั้งนี้ได้ให้แง่คิดบางประการ ประการแรก การพยายามดิ้นรนของคนในปัจจุบันที่พยายามหารายได้เสริมเพื่อให้เพียงพอแก่การครองชีพ ในขณะที่งานที่ช่วยในการหารายได้เสริมเหล่านั้นมักจะเป็นงานที่อยู่ “นอกระบบ” (Informal Sector) ซึ่งมักเป็นงานที่ยากแก่การควบคุมจากภาครัฐ ทั้งการเก็บภาษีรายได้ และป้องการการประกอบมิฉาชีพแอบแฝง โดยทั่วไปแล้ว จำนวนผู้ประกอบอาชีพนอกระบบ (Informal Workers) จะมีสัดส่วนที่สูงในประเทศที่ยังไม่มีการพัฒนามากนัก ยกตัวอย่างในประเทศไทยที่มีแรงงานนอกระบบสูงถึงร้อยละ 60 ของกำลังแรงงานทั้งหมด ในขณะที่ในประเทศลาว สัดส่วนดังกล่าวกลับสูงขึ้งกว่าร้อยละ 85 สัดส่วนของแรงงานนอกระบบที่สูงจะสร้างความลำบากแก่ภาครัฐในการกำหนดมาตรการการให้ความคุ้มครองทางสังคม (Social Protection) ต่างๆ เช่นการรักษาพยาบาล การประกันการว่างงาน หรือการสงเคราะห์บุตร เป็นต้น การเข้าถึงระบบคุ้มครองทางสังคมจะส่งผลทำให้แรงงานนอกระบบเหล่านั้นไม่มั่นคงในการดำรงชีพ
ประการที่สอง การทำงานนอกระบบจะแนวโน้มเพิ่มขึ้นถ้าคนในประเทศนั้นๆ ไม่มีงานในระบบ (Formal Sector) ให้ทำอย่างเพียงพอ ในกรณีของประเทศมองโกเลีย ถ้าสามารถจัดให้มีกรให้บริการขับแท็กซี่อย่างถูกระบบมากพอทั้งกลางวันและกลางคืนแล้ว คงจะเป็นการยากที่คนขับรถแท็กซี่นอกระบบเหล่านั้นจะเกิดขึ้นได้ การสร้างงาน (Job Creation) ให้อยู่ในระบบมากขึ้นจึงเป็นนโยบายสำคัญที่ประเทศเหล่านี้จะต้องให้ความสำคัญ โดยการสร้างงานดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งจากการลงทุนของภาคเอกชน การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน หรือการลงทุนของภาครัฐเอง ซึ่งในการที่จะเน้นสร้างงานแบบใดนั้นก็คงต้องขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดแรงงานของประเทศนั้นๆ เป็นสำคัญด้วย อย่างในกรณีของประเทศไทย การสร้างงานควรที่จะกระจายไปในระดับชุมชนและท้องถิ่น (Community) มากกว่าที่จะกระจุกอยู่ในเมืองใหญ่

อย่างไรก็ดี วิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ส่งผลกระทบต่อแรงงานในระบบ โดยเฉพาะแรงงานที่ทำงานในโรงงานภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออก การสร้างงานในภาคนอกระบบแบบชั่วคราว (Temporary Job Creation in informal sector) น่าจะเป็นนโยบายที่ภาครัฐควรให้การสนับสนุน นอกจากโครงการการฝึกอบรม (แบบให้เงินเดือน) อย่างโครงการต้นกล้าอาชีพแล้ว การสร้างงานชั่วคราวในภาคนอกระบบน่าจะช่วยในการดูดซับแรงงานที่ตกงานจากในระบบได้เป็นอย่างดี งานง่ายๆ ที่คนไทยถนัด เช่น การทำอาหาร การดูแลผู้สูงอายุ การรับทำงานบ้าน การทำงานฝีมือ หรืองานก่อสร้าง ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการสร้างงานนอกระบบเหล่านั้นให้เกิดขึ้น แต่ประเด็นที่ควรจะคิดตามมาก็คือ รัฐควรจะมีแนวทางในการบริหารจัดการอย่างไร มีการกำหนดงบประมาณอย่างไร และมีการกำกับดูแลอย่างไร แนวทางหนึ่งที่หลายๆ ประเทศนิยมใช้แต่ยังไม่ได้มีการใช้ในประเทศไทยมากนักก็คือ “การสร้างงานสาธารณะ (Public Work Program)” ถ้ามีโอกาสจะมาอธิบายในคราวหน้าครับ