29 ธันวาคม 2554

“เศรษฐกิจ” กับ “จิตอาสา”

หลังสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ (ประกอบกับเป็นช่วงปลายปี) หน่วยงานทางเศรษฐกิจต่างๆ (ทั้งภาครัฐ สถาบันการเงิน องค์กรอิสระ สถาบันการศึกษา และองค์กรระหว่างประเทศ) ต่างได้ออกมาประเมินการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นไปตามคาดครับ ทุกหน่วยงานต่างเห็นพ้องต้องกันว่า เศรษฐกิจของไทยในปีนี้ (โดยเฉพาะในช่วงของไตรมาสที่ 4 นี้) จะต้องประสบกับปัญหาเศรษฐกิจถดถอยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ภาพโดยปกติที่เข้าใจกันก็คือ เศรษฐกิจถดถอยมักเป็นภาวะการที่ไม่พึงประสงค์ของคนทั่วไป (โดยเฉพาะกับภาคธุรกิจ) เพราะมันหมายถึง ยอดการสั่งซื้อที่ลดลง ยอดขาย (หรือกำไร) ที่ลดลง รวมไปถึงรายได้หรือเงินเดือนที่คนงานจะได้รับก็อาจถุกปรับลดลงตามมาด้วย (หรืออาจส่งผลต่อการถูกเลิกจ้าง)

โดยทั่วไปแล้ว ตัวชี้วัดมาตรฐานที่ใช้วัดการขยายตัว/การหดตัวทางเศรษฐกิจก็คือ การคำนวณ “ผลิตภัณท์มวลรวมในประเทศเบื้องต้น” (Gross Domestic Product) หรือ GDP ของประเทสนั้นๆ โดย GDP ในที่นี้ก็คือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มีการกระทำผ่านระบบตลาดอันส่งผลต่อการสร้างรายได้ให้กับคนในประเทศ ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์มักใช้ตัว GDP นี้เป็นตัวแปรสำคัญในการอธิบายถึงความกินดีอยู่ดี (Well-Being) หรือ สวัสดิการ (Welfare) ของคนในประเทศ เพราะเราเชื่อว่า ถ้าคนในประเทศมีรายได้ที่สูง (จากเศรษฐกิจที่ขยายตัว) ก็ย่อมแสดงว่าคนในประเทศนั้น (โดยเฉลี่ย) น่าจะมีความกินดีอยู่ดีเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งต่อมาสู่จะเป็นการสร้าง “ความสุข” ให้กับคนในประเทศนั้นๆ

อย่างไรก็ดี จุดอ่อนที่สำคัญที่สุดข้อหนึ่งของการใช้ GDP เป้นเครื่องวัดระดับความกินดีอยู่ดีหรือระดับของความสุขก็คือ GDP จะสามารถวัดหรือคำนวณได้เฉพาะกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากในระบบตลาดและสามารถประเมินมูลค่าตลาด (Market Value) ได้เท่านั้น ซึ่งมูลค่าทางตลาดในที่นี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อกิจกรรมนั้นจะต้องมี “ผู้ซื้อและผู้ขาย” หรือมีการ “ว่าจ้าง” โดยใช้เงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ในขณะที่กิจกรรมที่ไม่ได้ผ่านระบบตลาดจะไม่ได้ถุกนำมานับใน GDP

ยกตัวอย่างเช่น ร้านอาหารแห่งหนึ่งให้บริการในการทำอาหารและขายอาหารให้กับลูกค้าที่เข้ามาในร้าน แน่นอนว่า กิจกรรมดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผ่านระบบตลาด เพราะมีทั้งผู้ขาย (ร้านอาหาร) และผู้ซื้อ (ลูกค้า) โดยมีราคาอาหารเป็นมูลค่าทางการตลาดที่เกิดขึ้นกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจนี้ ซึ่งจะเป็นกิจกรรมที่จะถูกนับเข้ารวมอยู่ใน GDP
ในขณะที่ การทำอาหารกินกันเองภายในครัวเรือนของเจ้าของร้านอาหาร หรือการที่เจ้าของร้านอาหารได้ทำอาหารเลี้ยงผู้ประสบภัยน้ำท่วม (โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย) ต่างก็เป็นกิจกรรมที่ไม่ได้ผ่านระบบตลาดและไม่ได้มีมูลค่าทางตลาด (เพราะเป็นการให้เปล่า) ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้จะไม่ได้ถูกนำเข้ามารวมอยู่ใน GDP   

ในช่วงวิกฤตภาวะน้ำท่วม ด้วยความดีของคนไทย เราได้เกิดผู้มีจิตอาสาเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหารเลี้ยงฟรี การเปิดที่พักให้พักฟรี การรักษาพยาบาลฟรี การตัดผมฟรี การสอนหนังสือฟรี รวมไปถึงการแจกจ่ายถุงยังชีพฟรีจากภาครัฐและเอกชนแก่ผู้ประสบภัยน้ำท่วม แน่นอนว่ากิจกรรมจิตอาสาเหล่านี้ไม่ได้ถูกนำเข้ามานับใน GDP ของประเทศ แต่เป็นกิจกรรมที่สร้างความกินดีอยู่ดี ความอิ่มเอิบใจ พลังใจ และความสุข (ในช่วงภาวะวิกฤต) แก่ทั้งผุ้ประสบภัยและกับผู้กระทำจิตอาสานี้อยู่ไม่มากก็น้อย

ดังนั้น ถ้านำ “มูลค่าของจิตอาสา” เหล่านี้เข้ามารวมอยู่ใน GDP ที่ประกาศออกมา ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ถูกประกาศออกมานี้ก็อาจจะไม่ได้สะท้อนมูลค่าทางลบมากอย่างที่คิด เพราะต้องยอมรับว่า ในปีนี้ (ภายใต้ภาวะวิกฤต) คนไทยได้สร้างมูลค่าทางจิตอาสาที่สูงมาก 

ถึงแม้ว่า “มูลค่าของจิตอาสา” จะไม่ถูกนำเข้ามาคิดอยู่ใน GDP (และคงจะเป็นการยากในทางปฏิบัติ) ก็ตาม แต่มูลค่าของจิตอาหานี้ก็สามารถนำมาเป็นตัวแปรที่สำคัญอย่างหนึ่งในการวัดระดับของการ “พัฒนาคุณภาพมนุษย์” (Human Development) ของคนในประเทศนั้นๆ เศรษฐกิจที่เจริยเติบโตอาจเกิดขึ้นมาพร้อมกับการแก่งแย่งชิงดี การเห้นแก่ตัว และการเบียดเบียนผุ้อื่น ในขณะที่ ความเมตตา ความเอื้ออาทร และการเห้นแก่ผุ้อื่น เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้สังคมไทยสามารถผ่าวิกฤตและเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืน