ศตวรรษที่ 21 ผ่านมาได้
15 ปีแล้ว ต้องยอมรับว่าเป็น 15 ปีที่โลกการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอันส่งผลต่อความท้าทายในการดำเนินธุรกิจ
โดยเฉพาะกับภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดมาจาก
ประการแรก การเปลี่ยนแปลงด้านนวัตกรรม โดยเฉพาะนวัตกรรมทางด้านดิจิตอล
อิเล็คโทรนิกส์ และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) อันส่งผลต่อการปรับตัวในการประกอบธุรกิจที่จะต้องประสบปัญหาการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากการมีผู้ประกอบการรายใหม่ๆ
ประเภท Start-Up Company
ประการที่สอง ผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงจาก
Consumer มาเป็น Prosumer ซึ่งหมายถึงการที่ Consumer มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น
โดยที่หันมาสนใจซื้ออุปกรณ์เพื่อผลิตสินค้าหรือบริการใช้เอง
ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งบ้าน การทำภาพยนตร์ไว้ดูเอง หรือกระทั่งการทำอัลบั้มภาพหรืออัลบั้มเพลงด้วยตัวเอง
ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ “Mass
Customization” หรือการผลิตสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละคน ประการที่ 3 ความไม่มีเสถียรภาพของทั้งเศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลกที่ทำให้การดำเนินธุรกิจ
(โดยเฉพาะธุรกิจที่ขาดการวางแผน) จะต้องประสบปัญหา นอกจากปัจจัยภายนอกดังกล่าวแล้ว
ภาคธุรกิจไทยเองก็ยังคงประสบปัญหาแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนในนวัตกรรมต่ำ
การขาดแคลนการเข้าถึงสินเชื่อ การขาดความสามารถในการทำการตลาด
รวมไปถึงการขาดแคลนแรงงาน/ลูกจ้างที่มีความสามารถและตรงตามความต้องการ
วิทยาลัยนานาชาติ
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (International College of NIDA) ได้จัดประชุมวิชาการในหัวข้อเรื่อง
Sustaining Performance of Thai SMEs in the 21st Century ขึ้นในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2558
โดยมีงานวิจัยนำเสนอจากนักวิชาการทั้งสิ้น 5 ผลงานวิจัย ผลที่ได้จากงานวิจัยชิ้นแรก
(โดย ดร.ธีระวัฒน์ เจริญราษฎร์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และ Professor
Charles Harvie จาก University of Wollongong, Australia) เกือบ 20ปีที่ผ่านมา ประสิทธิภาพในการผลิตของภาค SMEs ไทยไม่ได้มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นแต่อย่างไรถึงแม้ว่าภาครัฐจะมีนโยบายในการพัฒนาศักยภาพของ
SMEs ไทยมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม
โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการที่ภาค SMEs ไม่ได้มีการปรับปรุงกระบวนการผลิต
มีการลงทุนในนวัตกรรมค่อนข้างต่ำโดยยังคงพึ่งพิงเพียงแรงงานที่มีค่าจ้างถูกเท่านั้น
ทั้งนี้ด้วยแนวคิดของการเข้าสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative
Economy) ภาค SMEs ไทยได้เรียนรู้ในการนำความคิดสร้างสรรค์
(Creativity) เข้ามาสู่การประกอบธุรกิจมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี
จากผลการศึกษาของงานวิจัยชิ้นที่ 3 (โดย ผศ.ดร.วีระ ปาติยะเสวี
จากมหาวิทยาลัยมหิดล และ Professor Vincent Dutot จาก ESG
Management School, France) พบว่าภาค SMEs ไทยยังมีระดับของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตสินค้า/บริการที่น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจ
SMEs ในประเทศอื่นๆ
การใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นเพียงการผลิตซ้ำๆ หรือปรับปรุงรูปแบบ ลวดลาย
หรือสีสันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ยังขาดอัตลักษณ์ของตนเอง และยังขาดศักยภาพในการพัฒนาสินค้า/บริการที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์นั้นออกไปสู่ตลาดสากล
