07 เมษายน 2558

เพิ่มศักยภาพ SMEs ไทยในศตวรรษที่ 21


ศตวรรษที่ 21 ผ่านมาได้ 15 ปีแล้ว ต้องยอมรับว่าเป็น 15 ปีที่โลกการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอันส่งผลต่อความท้าทายในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะกับภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดมาจาก ประการแรก การเปลี่ยนแปลงด้านนวัตกรรม โดยเฉพาะนวัตกรรมทางด้านดิจิตอล อิเล็คโทรนิกส์ และการใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) อันส่งผลต่อการปรับตัวในการประกอบธุรกิจที่จะต้องประสบปัญหาการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากการมีผู้ประกอบการรายใหม่ๆ ประเภท Start-Up Company   ประการที่สอง ผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงจาก Consumer มาเป็น Prosumer ซึ่งหมายถึงการที่ Consumer มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น โดยที่หันมาสนใจซื้ออุปกรณ์เพื่อผลิตสินค้าหรือบริการใช้เอง ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งบ้าน การทำภาพยนตร์ไว้ดูเอง หรือกระทั่งการทำอัลบั้มภาพหรืออัลบั้มเพลงด้วยตัวเอง ซึ่งทำให้เกิดปรากฏการณ์ “Mass Customization” หรือการผลิตสินค้าและบริการให้ตรงกับความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละคน  ประการที่ 3 ความไม่มีเสถียรภาพของทั้งเศรษฐกิจในประเทศและเศรษฐกิจโลกที่ทำให้การดำเนินธุรกิจ (โดยเฉพาะธุรกิจที่ขาดการวางแผน) จะต้องประสบปัญหา นอกจากปัจจัยภายนอกดังกล่าวแล้ว ภาคธุรกิจไทยเองก็ยังคงประสบปัญหาแบบเดิมๆ ไม่ว่าจะเป็น การลงทุนในนวัตกรรมต่ำ การขาดแคลนการเข้าถึงสินเชื่อ การขาดความสามารถในการทำการตลาด รวมไปถึงการขาดแคลนแรงงาน/ลูกจ้างที่มีความสามารถและตรงตามความต้องการ

 
 
วิทยาลัยนานาชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (International College of NIDA) ได้จัดประชุมวิชาการในหัวข้อเรื่อง Sustaining Performance of Thai SMEs in the 21st Century ขึ้นในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2558 โดยมีงานวิจัยนำเสนอจากนักวิชาการทั้งสิ้น 5 ผลงานวิจัย ผลที่ได้จากงานวิจัยชิ้นแรก (โดย ดร.ธีระวัฒน์ เจริญราษฎร์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น และ Professor Charles Harvie จาก University of Wollongong, Australia) เกือบ 20ปีที่ผ่านมา ประสิทธิภาพในการผลิตของภาค SMEs ไทยไม่ได้มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นแต่อย่างไรถึงแม้ว่าภาครัฐจะมีนโยบายในการพัฒนาศักยภาพของ SMEs ไทยมาอย่างต่อเนื่องก็ตาม โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการที่ภาค SMEs ไม่ได้มีการปรับปรุงกระบวนการผลิต มีการลงทุนในนวัตกรรมค่อนข้างต่ำโดยยังคงพึ่งพิงเพียงแรงงานที่มีค่าจ้างถูกเท่านั้น

 
อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าภาค SMEs ไทยจะเน้นกระบวนการผลิตที่ใช้แรงงานราคาถูกเพื่อให้เกิดการประหยัดต้นทุนในการผลิตก็ตาม แต่จากงานศึกษาชิ้นที่ 2 (โดย ดร.ยศ อมรกิจวิไกร จากมหาวิทยาลัยรังสิต) พบว่า การใช้แรงงานที่มีค่าจ้างถูกนั้นกลับไม่ได้นำมาสู่การใช้ประสิทธิภาพต้นทุนการผลิตที่ต่ำที่สุดอย่างแท้จริงหากยังคงปราศจากการใช้เทคโนโลยีในกระบวนการผลิต (Process Innovation) ผลการศึกษานี้พบว่า ระดับการศึกษาและประสบการณ์ในการทำงานของ CEO มีความสำคัญต่อการผลิตที่จะมีประสิทธิภาพต้นทุนที่ต่ำที่สุด (Least-Cost Efficiency)  รวมไปถึงภาค SMEs ที่เน้นการส่งออกยังมีโอกาสในการเกิดประสิทธิภาพต้นทุนที่ต่ำที่สุดมากกว่าภาค SMEs ที่พึ่งพาเพียงตลาดภายในประเทศ

 ทั้งนี้ด้วยแนวคิดของการเข้าสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) ภาค SMEs ไทยได้เรียนรู้ในการนำความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) เข้ามาสู่การประกอบธุรกิจมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดี จากผลการศึกษาของงานวิจัยชิ้นที่ 3 (โดย ผศ.ดร.วีระ ปาติยะเสวี จากมหาวิทยาลัยมหิดล และ Professor Vincent Dutot จาก ESG Management School, France) พบว่าภาค SMEs ไทยยังมีระดับของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตสินค้า/บริการที่น้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจ SMEs ในประเทศอื่นๆ การใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นเพียงการผลิตซ้ำๆ หรือปรับปรุงรูปแบบ ลวดลาย หรือสีสันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ยังขาดอัตลักษณ์ของตนเอง และยังขาดศักยภาพในการพัฒนาสินค้า/บริการที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์นั้นออกไปสู่ตลาดสากล  

 ประกอบกับนโยบายปัจจุบันของรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจดิจิตอล (Digital Economy) ภาค SMEs จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการใช้ไอทีในการประกอบธุรกิจสร้างสรรค์เหล่านั้นมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านการทำการตลาด จากผลงานวิจัยชิ้นที่ 4 (โดย ศ.ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์ จากนิด้า และ ผศ.ดร.วีระ ปาติยะเสวี จากมหาวิทยาลัยมหิดล) พบว่า ปัญหาและอุปสรรคสำคัญของภาค SMEs ต่อการลงทุนในด้านไอทีก็คือ การขาดแคลนมืออาชีพทางด้านไอที (IT Professionals) ทั้งการขาดแคลนในเชิงปริมาณ (จำนวนมืออาชีพทางด้านไอที) และคุณภาพ (ทักษะทางด้านไอที) ซึ่งผลจากการศึกษาพบว่า ถ้าแรงงานที่จ้างในบริษัทมีทักษะทางด้านไอทีเพิ่มสูงขึ้น  และได้รับการฝึกอบรมในทักษะดังกล่าวมากขึ้น บริษัทก็จะมีแนวโน้มในการลงทุนในไอทีเพิ่มขึ้นในอนาคต อันจะส่งผลบวกต่อศักยภาพในการทำการตลาดในเครือข่ายพาณิชย์อิเล็กโทรนิกส์ (E-Commerce Marketing) และสร้างมูลค่าเพิ่มในการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการผลิตสินค้า/บริการมากขึ้น

 นอกจากการเน้นปรับปรุงในด้านโครงสร้างการผลิตแล้ว ความสำเร็จของภาค SMEs ยังขึ้นอยู่กับศักยภาพของเจ้าของหรือตัวผู้ประกอบการเอง งานวิจัยชิ้นสุดท้าย (โดย ดร.พีรยุทธ เจริญสุขมงคล จากวิทยาลัยนานาชาติ นิด้า) ได้ศึกษาถึงความสำคัญของ “ความฉลาดทางวัฒนธรรม (Cultural Intelligence) ของผู้ประกอบการ ต่อศักยภาพในการส่งออกพบว่า ระดับของความฉลาดทางวัฒนธรรมของผู้ประกอบส่งผลต่อความสามารถในการปรับตัวในและการติดต่อกับคนต่างชาติ อันจะส่งผลต่อเนื่องไปสู่การเพิ่มขึ้นของการศักยภาพในการส่งออกของภาค SMEs นั้นๆ

 โดยสรุป สิ่งที่ภาค SMEs ไทยต้องให้ความสำคัญในการประกอบธุรกิจในศตวรรษที่ 21 นี้ก็คือ การให้ความสำคัญกับการพัฒนากระบวนการผลิตจากการใช้เทคโนโลยี การพยายามใส่ความคิดสร้างสรรค์หรือแนวคิดใหม่ๆ มาใส่ในตัวสินค้าและบริการ การพึ่งพาเครือข่ายการตลาดโดยผ่านสังคมออนโลน์เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์และขายสินค้า/บริการในตลาดใหม่ๆ ทั้งนี้ควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะที่สำคัญๆ ในอนาคต (เช่น ทางด้านไอที ทักษะทางด้านภาษา) แก่ลูกจ้างในองค์กร และพัฒนาทักษะของผู้ประกอบการให้เท่าทันโลกอยู่เสมอ ซึ่งข้อเสนอแนะดังกล่าวคงไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่อย่างน้อยก็เป็นสิ่งที่ผลที่พบจากงานวิจัยออกมาเน้นย้ำอีกครั้ง