การยกระดับคุณภาพการศึกษาผ่านกระบวนการปฏิรูปการศึกษา
(Education
Reform) เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต่างให้ความสนใจ วาทกรรมที่อ้างถึงผลลัพธ์ทางการศึกษาใดด้านต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็น ผลการสอบที่ตกต่ำ (หรืออย่างน้อยต่ำกว่าประเทศอื่นๆ) จากการทดสอบในระดับชาติหรือนานาชาติ,
การถูกจัดอันดับเป็นอันดับ 8 ของอาเซียนจาก World
Economic Forum, หรือจากเสียงบ่นของผู้ประกอบการที่เห็นว่าทักษะของบัณฑิตที่จบจากรั้วมหาวิทยาลัยยังไม่ดีพอ
ในขณะที่งบประมาณของภาครัฐที่จัดสรรให้กับการศึกษาเองกลับอยู่ในสัดส่วนที่สูงถึงกว่าร้อยละ
20 ของรายจ่ายของภาครัฐบาลทั้งหมด (หรือประมาณร้อยละ 4 ของรายได้ประชาชาติ) ผลลัพธ์ทางการศึกษาที่เราได้ยินต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งสะท้อนที่หลายฝ่ายถามถึงความรับผิดชอบจากกระทรวงศึกษาธิการว่าควรจะปรับแก้อย่างไรเพื่อให้การศึกษาของประเทศจะมีคุณภาพที่ดีขึ้นได้อย่างไร
โดยส่วนตัว ผมไม่ได้สนใจกับผลลัพธ์ทางการศึกษาข้างต้นเท่าไรนัก
เพราะผลลัพธ์ดังกล่าวเป็นเพียงการวัดเชิงปริมาณและยังมีความผิดพลาดจากการวัด (Measurement Error) อยู่หลายประการ
แต่สิ่งที่ผมคิดว่าเราควรจะทำความเข้าใจเสียก่อนที่จะกล่าวโทษกับผลลัพธ์เหล่านั้นก็คือ
เราควรต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ (Mindset)
กับการศึกษาใหม่เสียก่อน โดยถ้าเราไม่สามารถปรับเปลี่ยนทัศนคตินี้ได้
การจะปฏิรูปการศึกษาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน
ทัศนคติแรก - การศึกษาไม่ได้อยู่แค่ในเมืองใหญ่
เวลาเราพูดถึงคุณภาพการศึกษา
(เช่นคะแนนจากการสอบมาตรฐาน) เรามักจะมองเป็นภาพรวมๆ
ของประเทศว่าคุณภาพการศึกษาของเรา (โดยรวม) แย่เพียงใด แต่จริงๆ แล้ว (จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก)
คุณภาพการศึกษาของเราไม่ได้แย่ขนาดนั้นถ้าดูคะแนนเฉพาะโรงเรียนในในเมืองใหญ่ๆ เชื่อหรือไม่ว่า คะแนนการสอบ PISA ของโรงเรียนในเขตกรุงเทพมหานครอย่างเดียวมีระดับคะแนนที่เท่าๆ
กับคะแนนทดสอบ PISA
ของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่สาเหตุที่คะแนนทดสอบ
PISA
ของประเทศเราต่ำนั้นจริงๆ แล้วเกิดจากโรงเรียนขนาดเล็ก (ที่มีจำนวนมากกว่าครึ่งของจำนวนโรงเรียนทั้งหมดของประเทศ)
ซึ่งงคะแนนที่ต่ำของโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้เป็นปัจจัยฉุดคะแนนเฉลี่ยของประเทศ โรงเรียนไม่มีความพร้อมทั้งกับตัวผู้เรียน
ตัวผู้สอน รวมถึงการขาดแคลนทรัพยากรโรงเรียนอีกจำนวนมาก
นอกจากนี้โรงเรียนขนาดเล็กยังมีต้นทุนต่อหน่วยของงบประมาณที่สูงกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่
ดังนั้นปัญหาคุณภาพการศึกษาของประเทศเรา (โดยภาพรวม) จึงไม่ได้เกิดจากคุณภาพของหลักสูตรที่ล้าสมัย
หรือจากครูผู้สอนที่ไม่ได้คุณภาพ แต่ปัญหาหลักเกิดมาจาก
"ความเหลื่อมล้ำ" ของการจัดสรรทรัพยากรทางการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกัน ที่ผ่านมาบางฝ่ายเห็นว่าควรต้องมีการ
"ยุบโรงเรียนขนาดเล็กลง" ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยเสียทีเดียว
เรายังมีแนวทางในการจัดการและยกระดับคุณภาพของโรงเรียนขนาดเล็กได้อีกหลายแนวทางโดยไม่จำเป็นต้องยุบ
ทั้งนี้ แนวทางหนึ่งในการแก้ไขก็คือ
"การลดบทบาทความรับผิดชอบของรัฐ โดยเฉพาะจากกระทรวงศึกษา" เพราะถ้ายังอยู่ภายใต้กระทรวงเดิมและบริหารแบบเดิมๆ
ก็คงจะหลีกเลี่ยงทัศนคติแบบผิดๆ ข้างต้นได้ยากเต็มที่ ในการดำเนินการดังกล่าวจึงจำเป็นที่จะต้องดำเนินการ
1) จัดการรูปแบบการศึกษาโดยองค์กรจากภาคส่วนอื่นในท้องถิ่นที่ไม่ใช่ภาครัฐ, 2) ถ่ายโอนโรงเรียนขนาดเล็กให้กับท้องถิ่น
(ไปสู่องค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่น), 3) ยกระดับโรงเรียน (ที่มีความพร้อม)
ให้มีสถานะนิติบุคคลที่สามารถบริหารจัดการได้ด้วยตัวเอง, และ 4)
ส่งเสริมกลไกจังหวัด
สร้างความหลากหลายของสถานศึกษาให้เกิดการรวมตัวกันจากทุกภาคส่วนในท้องถิ่นเพื่อคนในท้องถิ่น
จึงเป็นนโยบายที่สำคัญและควรสนับสนุนให้เกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ดี ในการทำแต่ละนโยบายตามที่กล่าวไว้ข้างต้นยังคงมีอุปสรรค
และมีความท้าทายอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งผมจะหาโอกาสมาเล่า (เขียน) ต่อไปครับ
