สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (National Institute of Development Administration หรือ NIDA หรือ นิด้า) เป็นสถาบันการศึกษาที่ผมเริ่มต้นอาชีพของการเป็นอาจารย์มา 14 ปีแล้ว และปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่ ที่นี่เป็นที่ที่นอกจากจะให้เงินเดือน ให้ตำแหน่งหน้าที่การงาน ให้หน้าตาในสังคม และให้ความมั่นคงในชีวิตกับผลแล้ว ยังสร้างโอกาสให้ผมได้ทำหน้าที่ในการพัฒนาประเทศ ทั้งการด้านผลิตบุคคลากรผ่านการเรียนการสอน และการผลิตผลงานวิชาการ รวมทั้งข้อคิดเห็นต่างๆ ที่ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมและต่อประเทศชาติมาบ้างไม่มากก็น้อย สถาบันแห่งนี้มีอายุมากว่า 50 ปีแล้วดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่สังคมจะมีควมคาดหวังกับสถาบันแห่งนี้ไว้สูง ในบทความนี้ผมขอเขียนเกี่ยวกับความเข้าใจที่คาดเคลื่อนที่ผมมักได้ยินคนในสังคมพูดเกี่ยวกับสถาบันนี้ (ทั้งในแง่ดีและแง่ไม่ดี) จึงขอเขียนเพื่ออธิบายในประเด็นคร่าวๆ ดังนี้ครับ
------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
นิด้าเป็นสถาบันการศึกษาแห่งเดียวที่จัดตั้งในพระราชดำริจากล้นเกล้ารัชกาลที่ 9 ดังนั้นสีของสถาบันเราจึงเป็น "สีเหลือง" และดอกไม้ประจำสถาบันก็คือดอกราชพฤกษ์ ดังนั้น เพื่อความสวยงาม นิด้าจึงทาสีตึกเป็นสีเหลือง (แต่คนไปเข้าใจผิดตอนการเมืองแบ่งเป็นสีเหลืองสีแดงว่าเราเป็นคนเสื้อเหลือง ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะนิด้าก่อตั้งมากว่า 50 ปีแล้ว และเราใช้สีเหลืองเป็นสีประจำสถาบันก่อนที่การเมืองไทยจะมาเล่นกีฬาสี)
นิด้ามีชื่อเดิมว่าไอด้า และเปลี่ยนมาเป็นจิด้า และนิด้า ตามลำดับ ถ้าต่างชาติที่ไม่ทราบจะคิดว่านิด้าเป็นสถาบันเทคนิคหรือสถาบันวิจัยอะไรสักอย่างที่ไม่ใช่สถาบันการศึกษา และในการติดต่อความร่วมมือกับต่างประเทศช่วงแรกๆ จะยากมากเพราะไม่ได้มีคำว่า "University" ในชื่อ ต่างชาติเขาเลยไม่รู้ว่าเป็นสถาบันการศึกษา (แม้กระทั่งคนเป็นอาจารย์เองเวลาเราไปประชุมในต่างประเทศคนยังไม่รู้จักเลย ส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นสถาบันวิจัย)
นิด้าไม่ได้เปิดสอนในระดับปริญญาตรี ดังนั้นเราจึงไม่สามารถเข้าไปถูกจัดอันดับในมหาวิทยาลัยของโลก(University World Ranking) ได้เหมือนกับที่อื่นๆ ถึงแม้ว่าเราจะมีสัดส่วนของงานวิจัยต่ออาจารย์และมีสัดส่วนของอาจารย์ที่มีตำแหน่งทางวิชาการที่สูงที่สุดในประเทศไทยก็ตาม ดังนั้นยุทธศาสตร์ของสถาบันเราก็คือการก้าวกระโดดให้ไปได้รับการรับรองในระดับสากลของแต่ละสาขาวิชาไปเลย เช่น AACSB ( คณะบริหารธุรกิจ), TedQual (คณะการจัดการการท่องเที่ยว), NASPAA (คณะรัฐประศาสนศาสตร์), และ AUN-QA (คณะของผม) เป็นต้น ซึ่งแนวทางนี้ทำให้เรายกระดับให้สูงกว่าการประเมินในระดับประเทศทั่วไป
นิด้าเป็นสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ที่เราต้องพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐเป็นสำคัญ ดังนั้นเราจึงไม่ได้เป็นมหาวิทยาลัยเอกชน ไม่ได้พึ่งพาเงินจากค่าเทอมนักศึกษาอย่างที่หลายคนอาจจะเข้าใจผิด ดังนั้นอาคารสถานที่ที่สวยงามและสะอาดนี้จึงมาจากงบประมาณแผ่นดิน รวมไปถึงเงินเดือนของผมด้วย (ดังนั้นเราจึงไม่จำเป็นต้องบริหารแบบจ่ายครบจบแน่)
นิด้ามีหลายหลายคณะ (12 คณะ) หลักสูตรแต่ละหลักสูตรมีคาบเกี่ยวกันบ้าง เรียนจบยาก/ง่ายแตกต่างกันไป และภายในแต่ละคณะเองก็มีหลักสูตรที่ยากง่ายแตกต่างกันไปด้วยตามกลุ่มของผู้เรียน หรือเด็กแต่ละคนผ่านอาจารย์ที่ปรึกษาที่แตกต่างกันยังมีคุณภาพ (ของวิทยานิพนธ์) ที่ออกมาแตกต่างกันด้วยเช่นกัน แนะนำให้ผู้จ้างงานลงเจาะลึกไปยังระดับคณะ/ระดับหลักสูตร(รวมไปถึงระดับคุณภาพของอาจารย์ที่ปรึกษา) ที่เด็กคนนั้นๆ จบมา เพราะจบนิด้าเหมือนกัน แต่ต่างคณะ ต่างหลักสูตร ต่างอาจารย์ผู้ดูแล ความสามารถ (ทางวิชาการ) ก็ออกมาไม่เท่ากัน
นิด้ามีศูนย์ศึกษานอกที่ตั้ง (ที่อยู่นอกเขต กทม) ซึ่งเป็นศูนย์ของคณะใดคณะหนึ่งดูแล ดังนั้นไม่ใช่ทุกคณะจะเปิดสอนในต่างจังหวัด เคยมีครั้งหนึ่งที่อาจารย์คณะของผมส่งจดหมายถึง ปปช ในโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิดการทุจริต (และไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้) แต่ปรากฎว่าในตอนนั้นม็อบเสื้อแดงเดินทางไปบุกประท้วงที่ศูนย์นิด้าที่สีคิ้วอย่างมากมาย ซึ่งศูนย์นั้นจริงๆ แล้วเป็นของอีกคณะหนึ่ง ไม่ใช่ของคณะผม คณะนั้นเลยซวยไปด้วยเลย
นิด้าโพลล์เป็นโพลล์สำรวจแรกของประเทศไทย การสำรวจของโพลล์ถูกต้องตามหลักวิชาการจริง (อันนี้ยืนยัน) แต่การรายงานผลของโพลล์ขึ้นอยู่กับจริยธรรมของผู้อำนวยการศูนย์โพลล์ในสมัยนั้นๆ ซึ่งเปลี่ยนมา 5-6 คนแล้ว ดังนั้นถ้าจะวิจารณ์อย่าวิจารณ์ที่ตัวศูนย์โพลล์ นอกจากโพลล์การเมืองแล้ว ยังมีโพลล์สาธารณะ โพลล์ดารา โพลล์บันเทิง อีกมากมาย แต่คนกลับไม่พูดถึง ( จริงๆ แล้วเมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ผมก็ได้รับการทาบทามให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์นิด้าโพลล์ แต่ได้ปฏิเสธไปเพราะได้ลาไปปฏิบัติงานที่ธนาคารโลก)
นิด้าเราให้อิสระแก่อาจารย์ (รวมถึงผู้บริหารของนิด้าเอง) ในการให้ความคิดเห็นทางวิชาการ หรือแม้กระทั่งการเลือกฝ่ายทางการเมือง แต่สังคมเข้าใจไปว่าเราอยู่ฝ่ายพลังประชารัฐ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด จริงๆ แล้วเรามีทั้งอาจารย์นิด้าที่วิจารณ์รัฐบาลและอาจารย์นิด้าที่ไปรับตำแหน่งทางรัฐบาล ซึ่งเขาเหล่านั้นก็อยู่ห้องติดๆ กัน (แต่โดยส่วนตัวผมเป็นกลาง และวิจารณ์ตัวนโยบายเป็นสำคัญ)
ดังนั้นการวิจารณ์จึงไม่ควรเหมาเข่งโดยรวมในลักษณะขององค์กร แต่ควรดูที่ตัวบุคคลไปเพราะแต่ละบุคคลจะมีความคิดความเห็นไม่เหมือนกัน (ขึ้นอยู่กับเป้าหมายในชีวิตของแต่ละคน)ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับหน่วยงาน (นิด้า) ที่เขาสังกัด
