การเชื้อเชิญต่างชาติเข้ามาลงทุนในโครงการขนาดใหญ่หรือ Mega-Projects ของรัฐบาลมูลค่ากว่า 1.8 ล้านล้านบาท เรียกได้ว่าเป็นการสร้าง “ความกังขา” เป็นอย่างมากว่าจะเป็นการสัมปทานครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ ทั้งนี้ยังเป็นข้อ “วิตก” ถึงโอกาสที่ต่างชาติจะเข้ามา “กอบโกย” ในสาขาเศรษฐกิจที่สำคัญและเป็นหัวใจหลักของประเทศแทบทั้งสิ้น อาทิ เส้นทางคมนาคม ระบบชลประทาน การศึกษา วัฒนธรรม และ โทรคมนาคม เป็นต้น
จะว่าไปแล้ว ประเทศไทยก็เหมือนกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆทั่วไปที่ต้องการการลงทุนทางตรงจากต่างชาติ (Foreign Direct Investment) เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยให้โตขึ้น โดยรัฐบาลพยายามที่จะสนับสนุนการลงทุนนี้โดยการให้สิทธิประโยชน์ทางการลงทุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ในการลดการจัดเก็บภาษีการลงทุน (Investment Tax) รวมถึงการเน้นการให้บริการในลักษณะการให้ข้อมูลแก่นักลงทุนเหล่านั้น ในบทความนี้ ผมไม่ได้มีความตั้งใจใดใดที่จะวิจารณ์การสัมปทานครั้งมหาศาลนี้ เพียงแต่อยากที่จะให้ข้อคิดเห็นเชิง “ทฤษฎี” ของการให้สิทธิประโยชน์กับบริษัทต่างชาติ
แต่เป็นอย่างที่ทราบกันดีแล้วว่า บริษัททุกบริษัทย่อมต้องการที่จะแสวงหากำไรสูงสุดจากการดำเนินกิจการด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นบริษัทในประเทศเอง (Local Firms) หรือบริษัทจากต่างประเทศ (Multinational Enterprises) โดยเฉพาะภาวการณ์แข่งขันที่สูงขึ้น ส่งผลทำให้บริษัทข้ามชาติเหล่านั้นมีความได้เปรียบหนือกว่าบริษัทในประเทศอยู่แล้ว (ทั้งความได้เปรียบการได้รับการสนับสนุนในการลงทุน รวมไปถึงความได้เปรียบจากประสิทธิภาพในการดำเนินการที่สูงกว่า ซึ่งในท้ายที่สุดความได้เปรียบเหล่านั้น (รวมกับความต้องการในการแสวงหากำไร) สามารถนำไปสู่การผูกขาดอย่างเป็นธรรมชาติ (Natural Monopoly) ได้ง่าย ตัวอย่างเช่น ในการประมูลในระบบคมนาคมที่ได้ตั้งงบประมาณเงินลงทุน 5.5 แสนล้านบาทของ 10 เส้นทางรถไฟฟ้านั้น บริษัทต่างชาติจะต้องทำการศึกษาความเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ และกำหนดราคาโดยยึดกำไรสูงสุด (Profit Maximization) เป็นหลัก ซึ่งอาจลืมที่จะคำนึงถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในทางบวก (Positive Externality) ตามมาอย่างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรือ การประหยัดการใช้พลังงานในประเทศ
ถึงแม้ว่า การปิดซองประมูลดังกล่าวไม่ได้มีการกำหนดว่าจะเป็นบริษัทต่างชาติหรือบริษัทในประเทศ แต่เชื่อได้เลยว่า ผู้ที่ได้รับสัมปทานโดยส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทต่างชาติแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของประสิทธิภาพที่เหนือกว่า ถึงแม้ว่าบริษัทต่างชาตินั้นจะไม่ได้เสนอราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่งขันในประเทศก็ตาม (ขอไม่พูดถึงปัจจัยอื่นๆที่อาจจะเกิดขึ้น เช่นการฮั้ว การล็อกประมูล หรือการคอรัปชั่น ประเภทต่างๆ)
ในทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ กระบวนการหนึ่งที่ใช้วัดความได้เปรียบของบริษัทข้ามชาติต่อบริษัทในประเทศก็คือ ความสามารถในการควบคุมราคา (Price Control) และการตั้งราคาให้สูงกว่าต้นทุน (Price-Cost Margin) ซึ่งความสามารถในการควบคุมราคานี้ยังรวมไปถึงความสามารถในดำเนินกลยุทธ์จากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากทั้งสภาวะแวดล้อมภายในและภายนอก เช่น การเปลี่ยนแปลงทางด้านต้นทุนการผลิต การเปลี่ยนแปลงจากการใช้เทคโนโลยีในการผลิต การแข่งขันในตลาดกับผู้ขายรายอื่น หรือการเปลี่ยนแปลงจากปัจจัยภายนอก เช่น การเข้าแทรกแซงจากรัฐบาล ความผันผวนทางอัตราแลกเปลี่ยน และ ผลกระทบจากทางการเมือง เป็นต้น
จากเหตุข้างต้นนี้เองยังผลให้บริษัทข้ามชาติสามารถที่เหนือกว่าในการคุมราคาสินค้าซึ่งสามารถจำแนกตามปัจจัยทางด้านต่างๆดังต่อไปนี้
1) ศักยภาพขององค์กร (Performance Orientation)
กิจกรรมการลงทุนจะสัมฤทธิ์ผลได้ส่วนหนึ่งมาจากศักยภาพของบริษัทข้ามชาติ ซึ่งศักยภาพเหล่านั้นเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีที่ทันสมัย รวมถึงการบริหารงานอย่างมืออาชีพ สิ่งเหล่านี้จะพบได้ทั่วไปในบริษัทข้ามชาติโดยทั่วไป ในหลายๆครั้งที่บริษัทมีแนวโน้มที่จะมีจุดมุ่งหมายต่างๆกัน ไม่ว่าจะเป็นจุดมุ่งหมายทางด้านการดึงส่วนแบ่งตลาด จุดมุ่งหมายทางด้านการแสวงหากำไรสูงสุด และจุดมุ่งหมายในการสร้างชื่อในตลาด สิ่งเหล่านี้จะสำเร็จโดยได้ง่ายถ้าบริษัทมีศักยภาพในการกำหนดทิศทางที่แน่นอน ในด้านการควบคุมราคา บริษัทที่มีศักยภาพ มีระบบการบริหารงานที่ดีกว่า มีระบบข้อมูลและเทคโนโลยีที่ดีสามารถจะกำหนดราคาในระดับที่ได้เปรียบคู่แข่งในประเทศรายอื่น ไม่จำเป็นว่าราคาที่บริษัทข้ามชาติตั้งนั้นจะสูงกว่ารายอื่น ราคาที่ตั้งอาจจะต่ำกว่ารายอื่นก็ได้ถ้าบริษัทข้ามชาตินั้นต้องการที่จะสกัดกั้นคู่แข่งขันรายอื่นให้ออกไปจากนอกตลาด
2) กลยุทธ์ที่ตั้งของแหล่งผลิตสินค้า (Location Strategy)
การที่มีการลงทุนทางตรง และมีการดำเนินการทางธุรกิจในหลายๆที่ส่งผลให้บริษัทข้ามชาติมีความสามารถในการควบคุมราคาที่ดีกว่าบริษัทที่มีการผลิตสินค้าจากแหล่งเดียว การลงทุนทางตรงของบริษัทข้ามชาติคือการดำเนินการทางธุรกิจ รวมถึงการตั้งโรงงานหรือบริษัทลูก (Subsidiaries) ในหลายๆประเทศ ในบางประเทศที่มีเนื้อที่ขนาดใหญ่ เช่น จีน อินเดีย หรือมีปริมาณเศรษฐกิจที่ใหญ่เช่นประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วไป อาจจะมีหลายโรงงานหรือหลายแหล่งผลิต ดังนั้นเมื่อเกิดสิ่งที่ไม่ได้คาดหวัง (Shock) ในแหล่งผลิตหนึ่งหรือในประเทศหนึ่ง บริษัทข้ามชาติสามารถที่จะโอนย้ายกำลังการผลิตจากแหล่งหรือประเทศที่มีปัญหา ไปสู่แหล่งที่ไม่มีปัญหาได้ ยังผลให้บริษัทข้ามชาติสามารถโยกย้ายกำลังการผลิต (รวมไปถึงทรัพยากร) มาสู่ประเทศที่มีเสถียรภาพมากกว่า
3) ระบบการกระจายสินค้า (Distribution System)
ผู้ที่ทำหน้าที่กระจายสินค้าจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภค หรือ Distributors/Distribution Agents มีส่วนสำคัญในการกำหนดราคาจากผู้ขายสู่ผู้ซื้อ บริษัทข้ามชาติที่มาลงทุนในประเทศไทยเองได้มีการจัดตั้งผู้แทนจำหน่ายสินค้าเป็นของตัวเองมากกว่าที่จะว่าจ้างผู้จัดส่งอิสระในประเทศ (หรืออย่างน้อยที่สุดจะอยู่ในรูปของความร่วมมือ) จากการจัดตั้งผู้กระจายสินค้าเป็นของตนเองนั้น จะช่วยในการเพิ่มความสามารถในการควบคุมราคา เพราะผู้ผลิตสินค้าเองสามารถที่จะควบคุมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการจัดส่งสินค้าได้ แต่ทว่าถ้าบริษัทมีผู้จัดจำหน่ายแต่เพียงรายได้อาจจะสร้างปัญหาแก่ผู้ผลิตในแง่ที่ไม่สามารถกระจายสินค้าออกสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว และจะเห็นผลได้ชัดถ้าในช่วงนั้นมีความต้องการซื้อสูงจากลูกค้าในตลาด (ปัญหานี้เรียกว่า Bottleneck Effect)
4) ความซื่อสัตย์ต่อตราสินค้า (Brand Loyalty)
ความซื่อสัตย์ต่อตราสินค้าทำให้เกิดการแตกต่างกันระหว่างสินค้าและบริการ (Product Differentiation) โดยเปรียบเทียบ ซึ่งการแตกต่างกันของสินค้านี้ยังผลทำให้เกิดการ Markup ราคาสินค้าและบริการในระดับที่แตกต่างกันด้วย ความซื่อสัตย์ต่อตราสินค้านี้ยังรวมถึงการแข่งขันในด้านการดึงความเชื่อถือและความไว้วางใจจากลูกค้า (Customer’s memory-based knowledge) ดังนั้นลูกค้าที่มีความซื่อสัตย์ในสินค้าและบริการสูงจะไม่อยากที่จะเปลี่ยนการบริโภคจากสินค้าเดิมไปซื้อสินค้าใหม่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม (หรือที่เรียกว่ามี Switching Cost สูงนั่นเอง)
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความได้เปรียบแก่บริษัทข้ามชาติต่อการขายสินค้า ขายบริการ หรือการเข้าประมูลโครงการขนาดใหญ่ต่างๆในประเทศส่งผลให้บริษัทเหล่านั้นเป็นเสมือนกับผู้กุมบังเหียนในภาคเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ จากเดิมเราเคยมีการจำกัดสัดส่วนผู้ถือหุ้นของบริษัทต่างชาติในการดำเนินกิจการบางประเภท แต่อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเปิดเสรีได้เอื้ออำนวยให้บริษัทต่างชาติเหล่านั้นเข้ามาใช้ผลประโยชน์จากทรัพยากรและดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น โดยที่คนไทยจะได้รับประโยชน์จากการเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตเท่านั้น ในขณะที่กำไรยังคงเป็นของประเทศนั้น แนวคิดของบทความนี้คงต้องฝากไปถึงภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆได้ช่วยพิจารณาและตระหนักถึงผลที่จะเกิดขึ้นจากการที่ให้อำนาจต่อบริษัทข้ามชาติมากเกินไป อย่าลืมว่าในท้ายที่สุดแล้วสวัสดิการของประชนในประเทศจะต้องเป็นเรื่องที่จะต้องคำนึงถึงเป็นอันดับแรก
