16 มิถุนายน 2555

ต้นทุนทางเศรษฐกิจจาก “ภาวะโลกร้อน”


ในสัปดาห์ที่แล้ว เพื่อนรักของผมอาจารย์ศาสตรา สุดสวาสดิ์ ได้เกริ่นนำถึงหนังสารคดีชื่อดังดีกรีรางวัลออสก้าของนาย อัล กอร์ ที่มีชื่อว่า An Inconvenient Truth ซึ่งหลังจากที่นายอัล กอร์ ได้พ่ายแพ้แก่ประธานาธิบดี จอร์จ บุช อย่างฉิวเฉียดในการเข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐ เขาได้เปลี่ยนบทบาทของตัวเองเข้าสู่การเป็นนักรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง จากการออกเดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลกเพื่อนำเสนอผลงานที่ว่าด้วยเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศโลก ผลงานของเขาได้ชี้บอกข้อมูลที่ว่าในเวลานี้มนุษยชาติต้องเผชิญหน้ากับอุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้นหรืออาจต้องเผชิญกับภัยพิบัติที่จะติดตามมา

หลังจากหนังสารคดีเรื่องนี้ได้เข้าฉายในประเทศต่างๆทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ประกอบกับภาวะอากาศในช่วงหลายปีที่ผ่านมา (โดยเฉพาะในปีที่แล้ว) ที่คนเริ่มรู้สึกว่าอุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นอย่างรู้สึกได้ชัด ทำให้กระแสในเรื่องของภาวะโลกร้อนได้รับความสนใจมากขึ้นในการประชุมระดับโลกต่างๆ และล่าสุด ความพยายามดังกล่าวของนายอัล กอร์ ได้ส่งผลทำให้เขาได้รับการประกาศชื่อเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบล (Nobel Prize) สาขาสันติภาพในปีนี้ พร้อมกับ กรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือไอพีซีซี ซึ่งเป็นหน่วยงานหนึ่งของสหประชาชาติ

ตามหลักทางเศรษฐศาสตร์ มลภาวะและสิ่งแวดล้อมมีลักษณะของโครงสร้างตลาดที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าเป็น “สินค้าสาธารณะ” (Public Goods) โดยสิ่งที่จะต้องคำนึงในสินค้าประเภทนี้ก็คือ ผลการทบภายนอก (Externality) ทั้งทางด้านบวกและทางด้านลบของการใช้สินค้านี้จะตกอยู่กับคนอื่นๆ ในสังคมด้วย เช่น ต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการปล่อยมลภาวะจากคนๆหนึ่ง (Private Cost) เช่น การใช้ขยะที่ทำให้เกิดมลภาวะและย่อยสลายยาก การปล่อยน้ำเสียหรือควันพิษนั้นจะส่งผลทำให้สังคมโดยรวมมีต้นทุนจากมลพิษที่สูงขึ้นกว่านั้น (Social Cost) แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าคนหนึ่งคนช่วยสร้างประโยชน์จากการลดภาวะมลพิษในด้านต่างๆ เช่นใช้วัสดุที่ย่อยสลายง่าย ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นนี้ (Private Benefit) จะส่งผลทำให้สังคมโดยรวมได้รับผลประโยชน์เพิ่มขึ้นมาก (Social Benefit)

แต่ทว่า ปัญหาก็คือ คนโดยทั่วไปจะคำนึงถึงเฉพาะแต่ประโยชน์และต้นทุนของตัวเอง (Private Benefit/Cost) แต่มักจะไม่คำนึงถึงประโยชน์หรือต้นทุนที่เกิดขึ้นกับสังคม ซึ่งภาวการณ์ที่อุณภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นนี้ไดสร้างต้นทุนทางสังคมเกิดขึ้นอย่างมากมาย โดยมีการประมาณการถึงต้นทุนทางเศรษฐกิจ (Economic Cost) ที่จะเกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกาจากการที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง (Moderate) ประมาณ 3.8 องศาฟาเลนไฮน์พบว่า อุณหภูมิที่สูงขึ้นในระดับดังกล่าวจะสร้างต้นทุนแก่ประเทศสหรัฐประมาณร้อยละ 0.5 ของรายได้ประชาชาติของสหรัฐเลยทีเดียว

ด้วยเหตุผลดังกล่าว การแก้ไขปัญหาโลกร้อนจึงจำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือทั้งจากภาครัฐและภาคประชาชนในการพยายามชะลอปัญหาดังกล่าว ซึ่งถ้าดูตัวเลขแล้วจะพบว่า ในการที่จะลดภาวะโลกร้อน จำเป็นที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก โดยในตัวอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับนโยบายต่างๆในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ซึ่งแน่นอนว่า นโยบายดังกล่าวนั้นเปรียบเสมือนกับการชะลอ มากกกว่าที่จะทำให้ภาวะโลกร้อนหมดไป เนื่องจากตราบใดที่คนยังให้ความสำคัญแต่เฉพาะแต่เรื่องของตน แต่ไม่ได้สนใจต่อผลเสียที่เกิดขึ้นแก่สังคม ภาวะโลกร้อนก็คงจะยากที่จะสามารถแก้ไขได้ ประเทศชาติก็จะต้องเสียงบประมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในการบรรเทาปัญหาดังกล่าว ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนั้นก็มาจากภาษีเงินได้ของเราๆ ท่านๆ นั้นเอง ซึ่งอย่างน้อยถ้ามีการตระหนักถึงต้นทุนทางสังคมที่เกิดขึ้นนั้น การช่วยกันทีละนิดทีละน้อย เช่นการปลูกต้นไม้คนละต้น นอกจากคุณจะได้ประโยชน์แล้ว สังคมโดยรวมก็จะได้ประโยชน์ตามมาด้วย ซึ่งอย่างน้อยผม หนังสารคดี An Inconvenient Truth นี้ก็จะช่วยให้คนได้รู้จัดถึงต้นทุนทางสังคมจากภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้นบ้าง ไม่มากก็น้อย นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่ง Hidden Agenda ที่นายอัล กอร์ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปีนี้ก็ได้