วันวิสาขบูชาในปีนี้ เป็นวันครบรอบ
2600
ปีแห่งการตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หรือเป็นวันที่ทางพุทธศาสนาเรียกว่า วันพุทธชยันตี 2600 ปี หรือ พุทธชยันตี 2600 ปี แห่งการตรัสรู้
ในวันดังกล่าวนี้จะมี เทศกาลสำคัญทางพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อเฉลิมฉลองโดยจะมีการจัดขึ้นในหลายประเทศที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ
ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย ศรีลังกา พม่า รวมถึงประเทศไทย
(แต่เนื่องจากประเทศไทยนับหนึ่งปีหลังพุทธปรินิพพานเป็น
พ.ศ. 1 แต่ประเทศอื่นนับตั้งแต่การปรินิพพานของพระพุทธเจ้าเป็น
พ.ศ.1 ดังนั้น ประเทศไทยจึงเป็นประเทศที่จัดงานฉลองพุทธชยันตีที่ช้ากว่าประเทศอื่นๆ
1 ปี)
อย่างไรก็ดี
สาระสำคัญของการจัดงานดังกล่าวคงไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึง "วันที่เจ้าชายสิทธัตถะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ
ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อ 45 ปีก่อนพุทธกาลแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังคงมีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงหลักคำสอนอันเป็นสัจธรรมอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเรียกว่า
“อริยสัจ 4”
อริยสัจ
4 หรือ จตุราริยสัจ แปลว่า
ความจริงอันประเสริฐมีอยู่สี่ประการ คือ 1) ทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก
ภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สภาพที่บีบคั้น, 2) สมุทัย คือ
สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหา ภวตัณหา และ
วิภวตัณหา, 3) นิโรธ คือ ความดับทุกข์
ได้แก่ ดับสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ และ 4) มรรค หรือ
แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์ อันมีองค์ประกอบอยู่ 8 ประการซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า
"มัชฌิมาปฏิปทา" หรือทางสายกลาง
ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์
อันเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของ “การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อตอบสนองความต้องการมากมายที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด” นั้นเองก็มีการนำแนวคิดทางอริยสัจ
4 นี้มาใช้แบบอ้อมๆ โดยใช้สมการทางคณิตศาสตร์และแบบจำลองจำนวนมากเพื่อใช้ในการอธิบาย
แต่ปัญหาก็คือ
“การจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพและสร้างความเท่าเทียมกันนั้น
กลับเป็นสิ่งที่ยากในทางปฎิบัติ เพราะถ้าตอบสนองไม่ได้ก็จะทำให้เกิด “ความขาดแคลน”
และนำมาสู่ “ความทุกข์” ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจถดถอย การว่างงาน ของแพง
ภาคธุรกิจขาดทุน เกิดอาชญากรรม การเป็นหนี้เป็นสิน หรือการเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นต้น
ในขณะที่ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เอง
ก็ได้พยายามอธิบายถึง “สมุทัย” โดยการใช้แนวคิดทาง “เศรษฐศาสตร์ตามความจริง
(Positive
Economics) เพื่ออธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์ต่างๆ เช่น
การบริหารจัดการนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาดที่นำมาสู่วิกฤตการทางเศรษฐกิจในหลายๆ
ประเทศ การแสดงหาแต่กำไรสูงสุดของบริษัทที่สุดท้ายนำพาองค์กรเข้าไปสู่ความเสี่ยงและประสบปัญหาการล้มละลายในท้ายที่สุด
การเกิดทั้งปัจจัยทั้งภายใน (เช่นการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายโดยการลดอัตราดอกเบี้ย)
และปัจจัยภายนอก (เช่นราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก) ที่นำมาสู่ปัญหาเงินเฟ้อและภาวะของแพง
การขาดการพัฒนาทางด้านทุนมนุษย์ของประเทศ เช่นระบบการศึกษาและสาธารสุขที่นำมาสู่ปัญหาการว่างงานและการได้รับค่าจ้างต่ำ
รวมไปถึงปัญหาความเหลื่อมล่ำที่นำมาสู่ปัญหาความยากจน และปัญหาทางสังคมอื่นๆ ตามมา
เป็นต้น
นอกจากนี้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์นโยบาย
(Normative
Economics) ยังพยายามอธิบายถึงนโยบายสาธารณะ (Public
Policies) ที่ควรจะกระทำภายใต้แนวทางของ นิโรธ หรือ การดับสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ต่างๆ
เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะเศรษฐกิจถดถอยโดยการใช้นโยบายการเงินและการคลัง การดำเนินนโยบายทางด้านสาธารณสุขและการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพของทุนมนุษย์ในประเทศ
การลดความเหลื่อมล้ำและจัดสรรการกระจายรายได้ที่ดี เป็นต้น
อย่างไรก็ดี
เนื่องจากการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์แบบตะวันตกที่กล่าวมาข้างต้น มักให้คำนิยามการวิเคราะห์ในเชิงวัตถุวิสัย (Objective) ภายใต้การกำหนดอรรถประโยชน์ (Utility)
สูงสุดจากการบริโภคนิยม ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางจัดการที่ตื้นเขิน
ไม่สามารถเข้าถึงธรรมชาติที่เป็นแกนกลางของความสุขของมนุษย์ได้อย่างแท้จริง เพราะเป็นการพยายามจัดสรรทรัพยากรเพื่อตอบสนองต่อ
“ความอยากหรือความโลภ” ของมนุษย์
แต่ในแท้ที่จริงแล้ว
การเข้าถึง “มรรค” หรือ แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์นั้น สามารถเกิดขึ้นได้จากการเป็นอิสระจากความโลภหรือความอยากดังกล่าว
ซึ่งเป็นแนวทางการแก้ที่นากจากจะง่ายกว่ามากแล้ว
ยังไม่ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอันสิ้นเปลือง
(ซึ่งเป็นการตอบสนองแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์)
แนวคิดทางพุทธเศรษฐศาสตร์
(Buddhism Economics) และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ให้ความสำคัญถึง
“ความพอเพียง การมีเหตุมีผล และความพอประมาณ (3 ห่วง) ภายใต้องค์ความรู้และคุณธรรม
(2 เงื่อนไข) จึงเป็นการยกระดับและพัฒนาแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักของชาติตะวันตกให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ง่ายขึ้น
วิธีการของชาวพุทธในการระงับความอยากเหล่านี้จึงเป็นการเข้าใจถึงแนวคิดของอริยสัจ
4 ที่มีอายุถึง 2,600 ปีนี้ได้อย่างแท้จริง
