30 พฤษภาคม 2555

เศรษฐศาสตร์ว่าด้วย “พุทธชยันตี 2600 ปีแห่งการตรัสรู้” (Economics of Buddhajanti)




วันวิสาขบูชาในปีนี้ เป็นวันครบรอบ 2600 ปีแห่งการตรัสรู้ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือเป็นวันที่ทางพุทธศาสนาเรียกว่า วันพุทธชยันตี 2600 ปี หรือ พุทธชยันตี 2600 ปี แห่งการตรัสรู้  ในวันดังกล่าวนี้จะมี เทศกาลสำคัญทางพระพุทธศาสนาเถรวาทเพื่อเฉลิมฉลองโดยจะมีการจัดขึ้นในหลายประเทศที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ไม่ว่าจะเป็น อินเดีย ศรีลังกา พม่า รวมถึงประเทศไทย (แต่เนื่องจากประเทศไทยนับหนึ่งปีหลังพุทธปรินิพพานเป็น พ.ศ. 1 แต่ประเทศอื่นนับตั้งแต่การปรินิพพานของพระพุทธเจ้าเป็น พ.ศ.1 ดังนั้น ประเทศไทยจึงเป็นประเทศที่จัดงานฉลองพุทธชยันตีที่ช้ากว่าประเทศอื่นๆ 1 ปี)

อย่างไรก็ดี สาระสำคัญของการจัดงานดังกล่าวคงไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึง "วันที่เจ้าชายสิทธัตถะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อ 45 ปีก่อนพุทธกาลแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังคงมีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงหลักคำสอนอันเป็นสัจธรรมอันเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาที่มีชื่อเรียกว่า “อริยสัจ 4

อริยสัจหรือ จตุราริยสัจ แปลว่า ความจริงอันประเสริฐมีอยู่สี่ประการ คือ 1) ทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก ภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สภาพที่บีบคั้น, 2) สมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหา ภวตัณหา และ วิภวตัณหา, 3) นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ และ 4) มรรค หรือ แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์ อันมีองค์ประกอบอยู่ 8 ประการซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือทางสายกลาง

ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ อันเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของ “การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดเพื่อตอบสนองความต้องการมากมายที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด” นั้นเองก็มีการนำแนวคิดทางอริยสัจ 4 นี้มาใช้แบบอ้อมๆ โดยใช้สมการทางคณิตศาสตร์และแบบจำลองจำนวนมากเพื่อใช้ในการอธิบาย  แต่ปัญหาก็คือ “การจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพและสร้างความเท่าเทียมกันนั้น กลับเป็นสิ่งที่ยากในทางปฎิบัติ เพราะถ้าตอบสนองไม่ได้ก็จะทำให้เกิด “ความขาดแคลน” และนำมาสู่ “ความทุกข์” ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจถดถอย การว่างงาน ของแพง ภาคธุรกิจขาดทุน เกิดอาชญากรรม การเป็นหนี้เป็นสิน หรือการเจ็บไข้ได้ป่วย เป็นต้น  

ในขณะที่ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์เอง ก็ได้พยายามอธิบายถึง “สมุทัย” โดยการใช้แนวคิดทาง “เศรษฐศาสตร์ตามความจริง (Positive Economics) เพื่ออธิบายถึงปัจจัยที่ทำให้เกิดทุกข์ต่างๆ เช่น การบริหารจัดการนโยบายทางเศรษฐกิจที่ผิดพลาดที่นำมาสู่วิกฤตการทางเศรษฐกิจในหลายๆ ประเทศ การแสดงหาแต่กำไรสูงสุดของบริษัทที่สุดท้ายนำพาองค์กรเข้าไปสู่ความเสี่ยงและประสบปัญหาการล้มละลายในท้ายที่สุด การเกิดทั้งปัจจัยทั้งภายใน (เช่นการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายโดยการลดอัตราดอกเบี้ย) และปัจจัยภายนอก (เช่นราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก) ที่นำมาสู่ปัญหาเงินเฟ้อและภาวะของแพง การขาดการพัฒนาทางด้านทุนมนุษย์ของประเทศ เช่นระบบการศึกษาและสาธารสุขที่นำมาสู่ปัญหาการว่างงานและการได้รับค่าจ้างต่ำ รวมไปถึงปัญหาความเหลื่อมล่ำที่นำมาสู่ปัญหาความยากจน และปัญหาทางสังคมอื่นๆ ตามมา เป็นต้น

นอกจากนี้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์นโยบาย (Normative Economics) ยังพยายามอธิบายถึงนโยบายสาธารณะ (Public Policies) ที่ควรจะกระทำภายใต้แนวทางของ นิโรธ หรือ การดับสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ต่างๆ เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะเศรษฐกิจถดถอยโดยการใช้นโยบายการเงินและการคลัง การดำเนินนโยบายทางด้านสาธารณสุขและการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพของทุนมนุษย์ในประเทศ การลดความเหลื่อมล้ำและจัดสรรการกระจายรายได้ที่ดี เป็นต้น

อย่างไรก็ดี เนื่องจากการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์แบบตะวันตกที่กล่าวมาข้างต้น มักให้คำนิยามการวิเคราะห์ในเชิงวัตถุวิสัย (Objective) ภายใต้การกำหนดอรรถประโยชน์ (Utility) สูงสุดจากการบริโภคนิยม ซึ่งถือว่าเป็นแนวทางจัดการที่ตื้นเขิน ไม่สามารถเข้าถึงธรรมชาติที่เป็นแกนกลางของความสุขของมนุษย์ได้อย่างแท้จริง เพราะเป็นการพยายามจัดสรรทรัพยากรเพื่อตอบสนองต่อ “ความอยากหรือความโลภ” ของมนุษย์

แต่ในแท้ที่จริงแล้ว การเข้าถึง “มรรค” หรือ แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์นั้น สามารถเกิดขึ้นได้จากการเป็นอิสระจากความโลภหรือความอยากดังกล่าว ซึ่งเป็นแนวทางการแก้ที่นากจากจะง่ายกว่ามากแล้ว  ยังไม่ทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอันสิ้นเปลือง (ซึ่งเป็นการตอบสนองแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์)

แนวคิดทางพุทธเศรษฐศาสตร์ (Buddhism Economics) และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ให้ความสำคัญถึง “ความพอเพียง การมีเหตุมีผล และความพอประมาณ (3 ห่วง) ภายใต้องค์ความรู้และคุณธรรม (2 เงื่อนไข) จึงเป็นการยกระดับและพัฒนาแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักของชาติตะวันตกให้สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ง่ายขึ้น วิธีการของชาวพุทธในการระงับความอยากเหล่านี้จึงเป็นการเข้าใจถึงแนวคิดของอริยสัจ 4 ที่มีอายุถึง 2,600 ปีนี้ได้อย่างแท้จริง