วันที่ 1 พฤษภาคมนี้ เป็นวันแรงงานแห่งชาติ หรือที่ในต่างประเทศเรียกว่า May Day โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นวันเตือนใจให้ประชาชนตระหนักถึงผู้ใช้แรงงานที่ได้ทำประโยชน์แก่เศรษฐกิจของประเทศ
รัฐบาลในทุกสมัยต่างเห็นความสำคัญต่อแรงงาน
และได้มีการกำหนดนโยบายสาธารณะอันมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพของแรงงานในประเทศเทศ
ไปพร้อมๆ กับการเพิ่มทักษะ (Skill) และผลิตภาพของแรงงาน (Labor
Productivity) ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเฉพาะหน้าอย่างการเพิ่มค่าจ้างขั้นต่ำ
การกำหนดรายได้ขั้นต่ำของคนจบปริญญาตรี ไปจนถึงนโยบายในระยะยาวอย่างนโยบายเรียนฟรี
เป็นต้น แต่ในทางปฏิบัติแล้ว การเพิ่มทักษะและผลิตภาพของแรงงานคงไม่สามารถทำได้ในช่วงข้ามคืน
แต่ต้องใช้เวลากว่าช่วงชีวิตในการพัฒนาและปรับปรุงโครงสร้างระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต
(Life-Long Learning) ทั้งระบบใหม่
จากรายงานชิ้นล่าสุดของ World Bank (ซึ่งผมก็มีส่วนร่วมอยู่ในรายงานชิ้นนั้นด้วยเช่นเดียวกัน)
ได้นำเสนอกรอบความคิดของ “บันได 5 ขั้น” ในการพัฒนาทักษะและผลิตภาพแรงงานหรือที่เรียกว่าง่ายๆ
ว่า “STEP” Framework อันย่อมาจาก “Skill Toward Employment
and Productivity” Framework โดยจำแนกการวิเคราะห์ในแต่ละขั้นได้ดังนี้
บันไดขั้นที่
1:
เริ่มพัฒนาเด็กอย่างถูกต้อง (Getting children off to the
right start)
ทักษะของมนุษย์ควรได้รับการพัฒนาตั้งแต่ในระดับชั้นปฐมวัย
(Early
Childhood) โดยจากข้อมูลพบว่า เด็กก่อนวัยเรียนของไทยมากกว่าครึ่งยังอยู่ในสภาวะของการขาดสารไอโอดีน
(Iodine Deficiency) โดยเฉพาะในเขตชนบทที่ครอบครัวมีฐานะยากจน
และไม่สามารถเข้าถึงแหล่งไอโอดีนได้มากพอ ปัญหาการขาดสารไอโอดีน นี้เป็นปัญหาระดับประเทศที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
อันจะส่งผลทำให้สติปัญญาของเด็กไทยไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร
ซึ่งการด้อยการพัฒนาในสติปัญญานี้จะส่งผลไปสู่คุณภาพของการศึกษาในบันไดขั้นที่ 2
ต่อไป
บันไดขั้นที่
2: ต้องแน่ใจว่าเด็กทุกคนได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (Ensuring
that all students gain basic skills) โดยภาพรวมแล้ว
ระบบการศึกษาไทยประสบความสำเร็จในเชิงของปริมาณ
อันสังเกตได้จากอัตราส่วนการลงทะเบียนเรียน (Gross Enrollment Rate) ที่สูงถึงร้อยละ
100 ในชั้นประถม แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงกว่าก็คือ “ปัญหาทางด้านคุณภาพการศึกษา
ซึ่งสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนจากการทดสอบทั้งในประเทศอย่างข้อสอบ O-NET และจากต่างประเทศอย่างข้อสอบ PISA ต่างก็พบผลที่สอดคล้องกันว่า
คุณภาพการศึกษาของเด็กไทยถดถอยลงเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาของเด็กและครอบครัวเอง
(เช่นการขาดสารไอโอดีนตามที่กล่าวไว้ข้างต้น) แต่ส่วนใหญ่ต่างเกิดจากการบริหารจัดการของโรงเรียน
หลักสูตรที่ไม่ทันสมัย รวมไปถึงคุณภาพของครูผู้สอนด้วยเช่นกัน
บันไดขั้นที่
3:
สร้างทักษะการทำงาน (Building
job-relevant skills) สถาบันอุดมศึกษารวมถึงสถาบันอาชีวะศึกษาจำเป็นต้องมีบทบาทในการผลิตแรงงานเพื่อให้มีทักษะตรงกับความต้องการของนายจ้าง
แต่สิ่งที่เพบก็คือ นายจ้างต่างออกมาบ่นกันอย่างถ้วนหน้าว่า
นักศึกษาที่จบมาใหม่ทำงานไม่เป็น ทักษะไม่ตรงกับความต้องการ
รวมไปถึงยังไม่มีทักษะทางด้านภาษาและทักษะเชิงเทคนิคที่ดีพอ นอกจากนี้
นักศึกษาส่วนใหญ่ยังเลือกที่จะเรียนในสาขาสังคมศาสตร์อันเป็นสาขาจบกันมาล้นตลาด (Over-Supply)
ในขณะที่สาขาที่มีความต้องการอย่างอาชีวะศึกษาและสาขาทางเทคโนโลยีและวิศวกรรมกลับมีคนเลือกเรียนน้อยอย่างน่าใจหาย
จากการศึกษายังพบว่า
นักศึกษาที่มีโอกาสเรียนในสถาบันอุดมศึกษายังมาจากครอบครัวที่มีฐานะดีในเขตเมือง
ในขณะที่นักเรียนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนกลับไม่มีโอกาสได้เรียน
(หรืออาจต้องพึ่งพากองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา)
ซึ่งประเด็นนี้เป็นที่มาของการเกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ (Inequality) ขึ้นตามมา
บันไดขั้นที่
4: สนับสนุนทักษะการเป็นผู้ประกอบการและสร้างนวัตกรรม
(Encouraging entrepreneurship and innovation) นอกจากทำหน้าที่ในการผลิตบัณฑิตออกสู่ตลาดแล้ว
ระบบอุดมศึกษาของไทยยังมีส่วนร่วมที่น้อยมากในการช่วยพัฒนาทักษะแก่ผู้ประกอบการ
รวมไปถึงช่วยภาคธุรกิจในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งการขาดการเชื่อมโยง (Disconnect) ระหว่างสถาบันการศึกษากับภาคธุรกิจในลักษณะนี้จึงนำมาสู่ปัญหาของภาคธุรกิจที่ไม่สามารถมีนวัตกรรมใหม่ๆ
ออกสู่ตลาด และยังต้องพึ่งพาจากการจ้างงานราคาถูก
ซึ่งสุดท้ายจะเป็นอุปสรรคต่อเนื่องตามมาถึงการที่ภาคธุรกิจจะไม่ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทักษะของแรงงานของตน
บันไดขั้นที่ 5: อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายแรงงานและการจัดหางาน
(Facilitating labor mobility and job matching)
การพัฒนาทักษะแรงงานสามารถเกิดขึ้นได้จากระบบที่เอื้อให้แรงงานสามารถโยกย้ายงานหรือหางานที่เหมาะสมกับความสามารถของตน
ในปัจจุบันกระทรวงแรงงานมีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกในเรื่องดังกล่าว
โดยทำหน้าที่จัดฝึกอบรมและออกใบรับรองคุณวุฒิของแรงงานที่ผ่านการฝึกอบรม
รวมไปถึงการส่งมอบแรงงานที่มีทักษะเหล่านั้นออกสู่ตลาดแรงงาน อย่างไรก็ดี
ทักษะงานบางประเภทอาจจำเป็นต้องมีการออกกฎในการรับรองคุณภาพ (Quality Assurance) โดยเฉพาะงานประเภทที่อาจมีอันตรายกับผู้ใช้
ยกตัวอย่างในกรณีของประเทศญี่ปุ่นที่ออกกฎหมายให้ช่างไฟฟ้าจำเป็นต้องมีใบรับรองในการประกอบวิชาชีพ
เพื่อที่จะให้แน่ใจว่าแรงงานคนนั้นมีทักษะที่ถูกต้องตามงานที่ทำจริง
ดังนั้นภาครัฐจึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบรับรองมาตรฐานระดับชาติ (National Qualification
Framework) อันจะครอบคลุมไปถึงการระบบทดสอบความสามารถ
(Competency Testing) และระบบการรับประกันคุณภาพ
เพื่อให้แน่ใจว่าแรงงานนั้นจะมีทักษะเพียงพอ และที่สำคัญ ทักษะดังกล่าวไม่ใช่เฉพาะแต่เพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศ
แต่ยังต้องมีเพื่อตอบสนองความต้องการในระดับภูมิภาค
โดยเฉพาะกับการที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอันใกล้
ที่มา: World Bank
(2012) Leading with Ideas: Skills for Growth and Equity in Thailand,
Bangkok: The World Bank
