เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1857 (พ.ศ. 2400) หรือประมาณ 155 ปีก่อน ได้เกิดเหตุการณ์อันน่าสลดใจที่กรรมกรหญิงในโรงงานทอผ้า เมืองชิคาโก้ ประเทศสหรัฐอเมริกาได้พากันลุกฮือประท้วงให้นายจ้างเพิ่มค่าจ้าง และเรียกร้องสิทธิที่พวกเธอไม่ได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม แต่สุดท้าย การประท้วงดังกล่าวกลับส่งผลให้มีผู้หญิงถึง 119 คนจากการที่มีคนลอบวางเพลิงเผาโรงงานที่พวกเธอนั่งชุมนุมกันอยู่
จนกระทั่งในวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.1910 (พ.ศ. 2453) ได้เกิดการประชุมจากตัวแทนสตรีจาก 17 ประเทศ ณ เมืองโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก โดยในที่ประชุมได้ประกาศรับรองข้อเรียกร้องของบรรดากรรมกรสตรี และได้ประกาศให้วันที่ 8 มีนาคมของทุกปีเป็น “วันสตรีสากล” เพื่อระลึกถึงเหตุการณ์โศกนากรรมที่เกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้น
ถึงแม้ว่า การต่อสู้ของผู้หญิงเพื่อให้ได้รับสิทธิที่เท่าเทียมกันกับผู้ชายจะเกิดขึ้นมากว่าศตวรรษแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับครับว่า การแบ่งแยกทางเพศ (Gender Discrimination) ก็ยังคงมีอยู่ในทุกประเทศทั่วโลก จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางด้านสังคมและวัฒนธรรมรวมถึงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ประเด็นทางด้านการแบ่งแยกทางเพศ ยังคงเป็นประเด็นร้อนในโลกปัจจุบัน โดยสังเกตได้จากรายงาน World Development Report ปีล่าสุดของธนาคารโลก (The World Bank) ที่มีชื่อว่า “Gender Equality and Development” (download ได้จาก www.worldbank.org/gender) โดยเนื้อความสำคัญของรายงานได้ระบุว่า ถึงแม้จะมีกว่า 136 ประเทศทั่วโลกจะได้บัญญัติความเท่าเทียมกันของผู้หญิงและผู้ชายไว้ในกฎหมายแล้วก็ตาม แต่ค่าสถิติทางด้านการพัฒนา (Development Indicators) ต่างๆ ก็ยังระบุได้อย่างชัดเจนว่า ผู้หญิงยังคงถูกกีดกันในด้านต่างๆ มากกว่าผู้ชายมากไม่ว่าจะเป็น การเสียชีวิตของแม่ในขณะคลอดลูกก็ยังคงมีอัตราที่สูงในกลุ่มประเทศอัฟริกาเหนือ (อัตราเท่ากับศตวรรษที่ 17 ในกลุ่มประเทศยุโรป) โดยประเทศที่ยากจนยังคงมีอัตราการเสียชีวิตของผู้หญิง (ต่อการเสียชีวิตของผู้ชาย) ที่สูงกว่าในประเทศที่ร่ำรวยกว่า ผู้หญิงยังคงได้รับรายได้ที่ต่ำกว่าผู้ชายในเกือบทุกอาชีพ และผู้หญิงยังคงเป็นกลุ่มที่ไม่มั่นคง (Vulnerable Group) จากการถูกไล่ออกจากงาน และจะยิ่งแย่ในกรณีของผู้หญิงที่หย่าร้าง, ถูกทิ้ง, หรือสามีเสียชีวิต
ในกรณีของประเทศไทย จากการศึกษาของอาจารย์นวลพรรณ ไม้ทองดี ของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ พบว่าจากร้อยละ 100 ของรายได้ที่แตกต่างกันระหว่างผู้หญิงและผู้ชายไทยที่จบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเกิดจากการแบ่งแยกทางเพศถึงร้อยละ 62-67 (โดยส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 33-38 เกิดจากความแตกต่างทางด้านความสามารถ (Ability) และโอกาสทางการศึกษา) ซึ่งจะแปรได้ว่า ถึงแม้ว่าผู้หญิงไทยจะมีความสามารถและการศึกษาเท่ากับผู้ชายก็ตาม แต่พวกเธอเหล่านั้นก็ยังคงได้รับรายได้ต่ำกว่าผู้ชาย หรือจะให้กล่าวง่ายๆ ก็คือถ้าผู้หญิงจะต้องการให้ได้รับรายได้เท่าผู้ชาย พวกเธอเหล่านั้นจำต้องเก่ง (หรือจบการศึกษาที่สูง) กว่าผู้ชายที่อายุเท่าๆ กัน
อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับครับว่า บทบาทของผู้หญิงไทยในปัจจุบันได้รับการยอมรับจากสังคมเพิ่มมากขึ้น โดยการสำรวจของศูนย์สำรวจความคิดเห็นของประชาชน สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ “นิด้าโพล” พบว่าประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าสถานภาพของสตรีไทยในปัจจุบันมีความเท่าเทียมกับบุรุษแล้วในทุกๆด้าน ทั้งในด้านสังคม (ร้อยละ 76.02) ด้านเศรษฐกิจ (ร้อยละ 67.85) และทางการเมือง (ร้อยละ 66.82) ประมาณร้อยละ 67.3 ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่า การที่ประเทศไทยมีคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกนั้นมีส่วนช่วยในการทำให้ภาพลักษณ์ของสตรีไทยดีขึ้น อย่างไรก็ดี มีเพียงประมาณร้อยละ 18.87 เท่านั้นที่คิดว่าการมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิงจะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของหญิงไทยได้ และมีมากกว่าครึ่ง (ร้อยละ 58.65) ที่เห็นว่าระดับคุณภาพชีวิตของหญิงไทยคงยังเป็นเหมือนเดิมถึงแม้ว่าจะมียากรัฐมนตรีเป็นผู้หญิงก็ตาม
ในทางเศรษฐศาสตร์ การสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ (Economic Efficiency) และนำมาสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเนื่องจาก ผู้หญิงจะมีทักษะเฉพาะที่ผู้ชายไม่มี (เช่นความละเอียดอ่อน ความปรองดอง และความอดทน) ซึ่งผู้หญิงเหล่านั้นจะสามารถทำงานอีกหลายประเภทได้ดีกว่าผู้ชาย ซึ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ความเท่าเทียมกันทางเพศยังช่วยสร้างพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในรุ่นต่อๆ ไป (เช่นการให้กำเนิดลูกที่มีคุณภาพ) ซึ่งจะส่งผลทางบวกต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว
ถ้าจะเปรียบเทียบการจัดการภายในครอบครัวกับการพัฒนาประเทศ ในส่วนตัวของผม ภรรยาของผม เป็นผู้มีบทบาทสำคัญมากต่อการพัฒนาครอบครัวของเรา ภรรยาของผมจะต้องรักษาสมดุลของการทำงานนอกบ้านกับงานในบ้าน (โดยไม่มีพี่เลี้ยงและผู้ช่วยแต่อย่างไร) โดยเธอสามารถทำออกมาได้อย่างดีทั้งสองด้าน (โดยจำเป็นต้องลดความสุขส่วนตัวลงไป) ซึ่งผมสามารถกล่าวได้อย่างไม่อายว่า ความสำเร็จทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นภายในครอบครัวของเรานั้นต่างเกิดขึ้นจากภรรยาของผมทั้งสิ้น ขอขอบคุณผู้หญิงที่เป็นทั้ง Super Wife and Super Mom คนนี้ที่มีส่วนช่วยในการ “พัฒนา” ครอบครัวของเรา
