27 กุมภาพันธ์ 2555

บทความที่ 100 ของผมกับหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์



ผมเริ่มเขียนบทความให้กับหนังสือพิมพ์ Post Today ครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ.2547 ในบทความที่มีชื่อว่า หนังไทยโหมโรงสู่แนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์และนวัตกรรม (ในตอนนั้น หนังไทยเรื่อง โหมโรง กำลังดัง) ซึ่งถ้าหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์กำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 10 แล้ว การเขียนบทความของผมกับหนังสือพิมพ์แห่งนี้ก็กำลังย่างเข้าสู่ปีที่ 9 เช่นเดียวกัน โดยบทความนี้เป็นบทความที่ 100 ของผมครับ

เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเป็นการส่วนตัว โดยผมขออนุญาตใช้พื้นที่ส่วนตัวนี้ในการบอกเล่าถึงความรู้สึก (ส่วนตัว) ในการได้มีโอกาสเป็นคอลัมนิสต์กับหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์แห่งนี้ครับ เพราะนอกเหนือจากประโยชน์ในการบริการวิชาการให้กับสังคมแล้ว (Social Benefit) โดยส่วนตัวแล้ว ในฐานะของอาจารย์มหาวิทยาลัยและนักวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์ ตัวผมเองก็ได้รับประโยชน์และมีความสุขเป็นอย่างมาก (Private Benefit) จากการทำหน้าที่เป็นคอลัมนิสต์ในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมานี้ด้วยเช่นกัน 

ประการแรก การเขียนบทความช่วยให้ผมได้มีโอกาสกลั่นกลองและเสนอความคิดเห็นที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ เนื่องจากงานโดยส่วนใหญ่ของผมก็คือ การเป็นผู้เรียนรู้/รับรู้จากการทำงานวิจัยประเภทต่างๆ ซึ่งในบางครั้ง การเรียนรู้/รับรู้แต่เพียงอย่างเดียวก็เปรียบเสมือนแก้วที่มีน้ำอยู่เต็มจนแทบจะล้นออกมา ในบางครั้งการได้มีโอกาสระบายน้ำในแก้วออกสู้สาธารณะบ้าง (ทั้งการสอนหนังสือและการเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์) กลับเป็นการช่วยทำให้ชีวิตการทำงานของผมเกิดสมดุลที่ดีขึ้น  

ประการที่สอง การที่มีโอกาสเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ทำให้ตัวเราเองจำเป็นต้องพยายามรับรู้ข้อมูลข่าวสารใหม่ๆ ให้ทัน ประกอบการการพยายามเชื่อมโยงแนวคิดทางทฤษฎีมาพยายามอธิบายในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งจะทำให้ทฤษฎีต่างๆ นั้นสามารถนำออกมาถ่ายทอดออกสู่สังคมได้มากขึ้น ตัวผมเองก็สามารถนำข้อคิดเห็นดังกล่าวมาถ่ายทอดกับการเรียนการสอนได้เช่นเดียวกัน เพราะได้มีโอกาสในการเป็นทั้งผู้เรียนรู้ (จากการอ่านและงานวิจัย) และผู้ถ่ายทอดออกมาสู่สาธารณะได้บ้าง

ประการที่สาม การที่มีโอกาสในการเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ทำให้ผมได้มีโอกาสในการพัฒนาอาชีพการงานเพิ่มขึ้น ในหลายครั้งที่ผมเองก็ได้มีโอกาสในการเป็นกรรมการหรือได้แสดงความคิดเห็นในเวทีต่างๆ จากบทความที่มีโอกาสเขียนลงในหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง ผมได้รับโอกาสของการมี แฟนประจำคอลัมน์ ได้กรุณาเขียน/พูดคุยทั้งในการแสดงความคิดเห็น โต้แย้ง และ/หรือเสนอแนะ ซึ่งเป็นโอกาสทำให้ผมได้มีโอกาสเปิดมุมมองของตัวเองให้กว้างขึ้น ซึ่งต้องขอขอบคุณหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ด้วยครับที่ได้ให้โอกาสผมได้รับประโยชน์ (ส่วนบุคคล) ดังกล่าว

ในท้ายที่นี้ ผมชอบคำพูดของคนๆ หนึ่งที่เคยกล่าวไว้ว่า เมื่อเปรียบเทียบกับอาชีพอื่นๆ ที่ความเจริญก้าวหน้าในอาชีพการงานอาจจะมีทางลัด (เช่นอาศัยเงิน อาศัย Connection หรืออาศัยโชคและจังหวะที่เหมาะสม)  แต่การทำงานทางวิชาการ (หรืออาชีพนักวิจัย/นักวิชาการ) มักไม่มีทางลัด มีแต่ทางตรง ที่นักวิจัย/นักวิชาการคนนั้นๆ จะต้องพยายามผลิตผลงานวิชาการออกมาอย่างต่อเนื่อง การที่นักวิชาการคนหนึ่งๆ จะประสบความสำเร็จเร็วกว่าคนอื่นๆ นั้นมีแค่แนวทางเดียวก็คือ นักวิจัยคนนั้นจะต้องวิ่งเร็วกว่าคนอื่นโดยใช้ความขยันหมั่นเพียรเป็นที่ตั้งในการผลิตผลงานทางวิชาการให้ออกมาให้มากที่สุด เท่าที่จะสามารถทำได้  การที่มีโอกาสของการเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น ทำให้ผมได้เปิดโอกาสซึบซับความรู้สึกนี้เป็นอย่างดีครับ

ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ตัวผมเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีโอกาสเขียนบทความแสดงทัศนคติในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์มาได้อย่างต่อเนื่องจนถึงบทความที่ 100 นี้ (ท่านผู้สนใจจะอ่านบทความหลังๆ สามารถอ่านได้จาก http://piriya-pholphirul.blogspot.com)  แต่ต้องขอขอบคุณหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ที่ยังคงให้โอกาสผม (และกับอาจารย์ท่านอื่นๆ จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจของนิด้า) ได้มีโอกาสในการนำเสนอแนวคิด/ข้อคิดเห็นออกสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง

เขาว่ากันว่า ในการที่จะนับว่าเป็น มืออาชีพ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คนๆ นั้นจะต้องมีการทำงานดังกล่าวมาอย่างน้อย 10,000 ชั่วโมง ดังนั้นในกรณีของผมที่มีโอกาสเขียนบทความลงโพสท์ทูเดย์มาได้ประมาณ 100 บทความ โดยถ้าคิดเป็นเฉลี่ยต่อหนึ่งบทความใช้เวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งรวมแล้วพบว่าประสบการณ์ของการเป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ของผมจึงมีเพียงแค่ 100 ชั่วโมงเท่านั้น นั่นแสดงว่า ตัวผมเองก็ยังคงห่างไกลจากการเป็นคอลัมนิสต์มืออาชีพมากนัก (ห่างประมาณ 100 เท่า) คงต้องพยายามต่อไปครับ

ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ตัวผมเองก็ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีโอกาสเขียนบทความแสดงทัศนคติในหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์มาได้อย่างต่อเนื่องจนถึงบทความที่ 100 นี้ (ท่านผู้สนใจจะอ่านบทความหลังๆ สามารถอ่านได้จาก http://piriya-pholphirul.blogspot.com)  แต่ต้องขอขอบคุณหนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ที่ยังคงให้โอกาสผม (และกับอาจารย์ท่านอื่นๆ จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจของนิด้า) ได้มีโอกาสในการนำเสนอแนวคิด/ข้อคิดเห็นออกสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง

เขาว่ากันว่า ในการที่จะนับว่าเป็น มืออาชีพ ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง คนๆ นั้นจะต้องมีการทำงานดังกล่าวมาอย่างน้อย 10,000 ชั่วโมง ดังนั้นในกรณีของผมที่มีโอกาสเขียนบทความลงโพสท์ทูเดย์มาได้ประมาณ 100 บทความ โดยถ้าคิดเป็นเฉลี่ยต่อหนึ่งบทความใช้เวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งรวมแล้วพบว่าประสบการณ์ของการเป็นคอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์ของผมจึงมีเพียงแค่ 100 ชั่วโมงเท่านั้น นั่นแสดงว่า ตัวผมเองก็ยังคงห่างไกลจากการเป็นคอลัมนิสต์มืออาชีพมากนัก (ห่างประมาณ 100 เท่า) คงต้องพยายามต่อไปครับ