03 ธันวาคม 2552

เศรษฐศาสตร์กับ “เด็กชายปังยะ”



เนื่องจากในสัปดาห์ของ “วันพ่อแห่งชาติ” ผมขอพักเรื่องเศรษฐกิจและสังคมมาเขียนเกี่ยวกับบทบาทส่วนตัวในเรื่องของ “ความเป็นพ่อ” กับลูกคนที่สองของผมที่มีชื่อว่า “ด.ช.ปังยะ ผลพิรุฬห์” (น้องปังยะ)” ปังยะเป็นลูกชายคนที่สองของผมกับภรรยาที่เพิ่งเกิดขึ้นมาดูโลกเมื่อประมาณ 6 เดือนที่ผ่านมา จริงๆ เมื่อก่อนหน้านี้ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับลูกสาวคนแรกมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปีที่แล้ว (บทความชื่อ “เศรษฐศาสตร์กับเด็กหญิงปังหวาน” หาอ่านได้จาก http://piriya-pholphirul.blogspot.com/2008/06/blog-post.html) ซึ่งเป็นบทความที่พยายามอธิบายการเลี้ยงลูกตามแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ในบทความนี้จะนำเสนออีกแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์สำหรัยการเลี้ยงดู“ปังยะ” ซึ่งเป็นลูกชายคนที่สองคนนี้
โดยส่วนตัว ผมมักจะเห็นพ่อแม่หลายคนเลือกที่จะมีลูกคนเดียว โดยสาเหตุหลักๆ มาจากการที่พ่อแม่ (บางท่าน) เหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูกคนแรก หรืออยากเลือกที่จะทำภาระกิจอื่นๆ (เช่น การทำงาน) มากกว่าการที่จะต้องมาเลี้ยงลูกอีกคนหนึ่ง (ซึ่งจะเห็นได้ชัดกับพ่อแม่ที่อาศัยอยู่ในเมือง) ในขณะที่พ่อแม่บางท่านเลือกที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คุณภาพและสติปัญญา” ของลูกมากกว่าที่จะเน้นไปในด้านปริมาณ (คือขอทุ่มเทให้กับลูกคนเดียวไปเลย) และมีอีกหลายคนที่ไม่พร้อมด้วยเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่แตกต่างกันไป

แต่ในส่วนตัวผมแล้ว ผมเลือกที่จะมีลูกมากกว่า 1 คน เนื่องจากผมเห็นว่าการมีลูกมากกว่า 1 คนมีข้อดี (Benefit) มากกว่าข้อเสีย (Cost) ข้อดีประการแรก การมีพี่น้องเป็น “การสร้างความหลากหลายในชีวิต” (Variety of Live) ในการสร้างคนให้รู้จักการเป็นผู้ให้และผู้รับ (ลูกคนเดียวจะเป็นผู้รับอย่างเดียว) รู้จักการมีพี่มีน้อง รู้ว่าการมีพี่เขยหรือน้องสะใภ้เป็นอย่างไร และรู้ว่าการมีหลานเป็นอย่างไร เป็นต้น (ซึ่งการเป็นลูกคนเดียวจะขาดบทบาทดังกล่าวไป) ข้อดีประการที่สอง ผมคิดว่าคนไทย (ที่มีความพร้อม) ควรที่จะมีลูกมากขึ้นเพราะนอกจากเด็กที่ดีในวันนี้จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้าแล้ว เด็กในวันนี้ยังมีบทบาทสำคัญในการเลี้ยงดูผู้ใหญ่ที่มีแนวโน้มไปสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ในอนาคต การมีลูก (เมื่อมีความพร้อม) ก็เหมือนกับการช่วยพัฒนาประเทศในอีกทางหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับสวัสดิการจากภาครัฐ (และเงินสวัสดิการนั้นก็มาจากคนวัยทำงานซึ่งกำลังเป็นเด็กในช่วงนี้นั่นเอง) นอกจากนี้ ผมยังเลือกที่จะมีลูกคนที่สองที่ไม่ให้ห่างจากคนแรกมากนัก (ห่างกันประมาณ 2 ปี) เนื่องจากอยากจะให้ทั้งสองคนเป็นเพื่อนกัน เล่นด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ลดต้นทุนในการเลี้ยงดูลงไปด้วย (จากการประหยัดต่อขนาดหรือ Economy of Scale) ดังนั้นเมื่อใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของของการเปรียบเทียบ “ต้นทุนและผลประโยชน์” (Cost-Benefit Analysis) จากการมีลูกคนที่สองนี้ดังกล่าว ครอบครับเราถึงได้มี “เด็กชายปังยะ” ในวันนี้

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์หนึ่งที่ผมเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนจะต้องประสบจากการมีลูกมากกว่า 1 คนก็คือ การที่พ่อแม่จะถูกกล่าวหาว่า “รักลูกไม่เท่ากัน” และหรือการที่พ่อแม่จะต้องบริหารจัดการเพื่อสร้างความเป็นธรรมเมื่อ “พี่น้องเกิดทะเลาะกัน” ถึงแม้ว่าตัวผมเองจะยังไม่ประสบกับเหตุการณ์ดังกล่าวเนื่องจากลูกทั้งสองคนยังเล็กอยู่มาก แต่เชื่อว่าเหตุการณ์ดังกล่าวคงจะเกิดขึ้นกับผมและภรรยาอย่างแน่นอนในอนาคต
ถ้าใช้แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เพื่อพยายามอธิบายเหตุการณ์ดังกล่าวแล้ว เราต้องเข้าใจว่า “พ่อแม่ที่ดีจะให้ความเท่าเทียม (Equality) แก่ลูกทุกคน” ไม่ว่าจะเป็นการให้กินอาหารแบบเดียวกัน การส่งเรียนหนังสือในโรงเรียนที่ดีเหมือนกัน หรือการให้ความรักแก่ลูกเท่าๆ กัน แต่สิ่งที่พ่อแม่อาจให้ลูกไม่เหมือนกันก็คือ “ความเสมอภาค” (Equity) เช่นพ่อแม่อาจจะห่วงลูกสาวมากกว่าลูกชายในเรื่องของภัยทางสังคมจึงมักอนุญาตให้ลูกชายออกไปเที่ยวข้างนอกมากกว่าลูกสาว หรืออาจเป็นห่วงกับการเรียนของลูกบางคนที่เรียนอ่อนกว่าจึงอาจจะเคี่ยวเข็นกับลูกคนนั้นมากเป็นพิเศษ ซึ่งกรณีนี้ส่งผลทำให้พ่อแม่ปฏิบัติต่อลูกแต่ละคนไม่เหมือนกัน (ดุด่าลูกคนหนึ่งมากกว่า หรือเป็นห่วงลูกอีกคนมากกว่า เป็นต้น)
แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์มองว่าสังคม (พ่อแม่) ควรจะสร้าง “ความเท่าเทียม” (Equality) แต่ไม่จำเป็นต้องสร้าง “ความเสมอภาค” (Equity) (ให้กับลูก) อย่างเช่นในกรณีนโยบายของรัฐที่เห็นว่าประชาชนควรมี “ความเท่าเทียม” ในการเข้าถึงบริการด้านการศึกษาหรือสาธารณสุข และหลายครั้งต้องสร้าง “ความเสมอภาค” ในการให้บริการบางประเภท เช่น รัฐอาจเน้นให้ความสำคัญกับครัวเรือนที่มีฐานะยากจนในการเข้าถึงบริการของรัฐบางอย่างมากกว่าครัวเรือนที่มีฐานะร่ำรวย เช่น มาตรการยกเว้นค่าน้ำ/ค่าไฟกับผู้มีรายได้น้อย (ใช้น้อย) หรือการให้เบี้ยยังชีพหรือเบี้ยชราภาพ เช่นเดียวกับพ่อแม่ที่จะพยายามให้การเลี้ยงดูและให้ความรักแก่ลูก “อย่างเท่าเทียม” (Equality) แต่อาจมีการปฏิบัติที่แตกต่างกันเพื่อที่จะทำให้ลูกได้รับความ “เสมอภาค” (Equity)

ความขัดแย้งของศัพท์ภาษาอังกฤษที่เขียนคล้ายๆ กันอย่างคำว่า Equality กับ Equity นี้จึงเป็นที่มาของสถานการณ์ที่พ่อแม่จะต้องถูกกล่าวหาจากลูกว่า “รักลูกไม่เท่ากัน” ซึ่งจริงๆ แล้วสิ่งที่ลูกกำลังกล่าวหานั้นเป็น “ความไม่เท่าเทียม” แต่อาจจะเป็นสิ่งที่พ่อแม่คิดว่า ทำไปเพื่อให้เกิด ”ความเสมอภาค” เช่น การที่ต้องดูแลเอาใจใส่ลูกคนที่มีความอ่อนแอกว่าในบางด้านให้มากกว่าอีกคน และนี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง ที่ผมเขียนบทความนี้ให้กับ “ปังยะ” (นอกเหนือจากการให้ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์แก่ท่านผู้อ่าน) เนื่องจากผมได้เคยเขียนให้กับ “ปังหวาน” ลูกสาวคนโตมาแล้วครั้งหนึ่ง เพราะผมอยากให้ลูกทั้งสองมี “ความเท่าเทียมกัน” (Equality) และถ้าวันใดที่ลูกคนใดคนหนึ่งกล่าวหาผมหรือภรรยาว่า “รักลูกไม่เท่ากัน” เมื่อไรแล้วนั้น ผมก็จะส่งบทความนี้ให้เขาอ่านและบอกว่าบางครั้งเราอาจมองว่า “รักลูกไม่เท่ากัน” แต่สิ่งที่เราปฏิบัติต่อลูกๆ หรือทำลงไปนั้น ก็เพื่อสร้างความ “ความเสมอภาค” (Equity) (และขอให้ลูกๆ ทำความเข้าใจใหม่ซะ) และผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านผู้อ่านที่เป็นลูกๆ ทุกท่านจะเข้าใจคุณพ่อคุณแม่มากขึ้นในเทศกาลวันพ่อนี้และไม่กล่าวหาคุณพ่อคุณแม่ว่ารักลูกไม่เท่ากันอีก “ความเสมอภาค” หากันไม่ค่อยได้หรอกครับ เพราะคนเราเกิดมาก็ต่างกันแล้ว….. สุขสันต์วันพ่อครับ