26 พฤศจิกายน 2552

คุณภาพการศึกษาของเด็กไทยแย่ลงจริงหรือ?

รัฐบาลไทยในทุกยุคทุกสมัยให้ความสนใจกับการพัฒนาทางด้านการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการพยายามขยายโอกาสทางการศึกษาให้ครอบคลุมถึงนักเรียนทุกคนทั่วประเทศ (Assess to Education) การพยายามอุดหนุนทางด้านการศึกษา (Education Subsidy) รวมไปถึงการพยายามพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา (Education Quality) ดังนั้นจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเมื่อพบว่า งบประมาณทางด้านการศึกษาจึงเป็นงบประมาณการใช้จ่ายของภาครัฐที่สูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับภาคที่สำคัญอื่นๆ อย่างสาธารณสุขและคมนาคม ทั้งนี้เนื่องจากผลประโยชน์จากการศึกษาไม่ใช่เพียงแต่จะเป็นการสร้างผลตอบแทนส่วนบุคคล (Private Return) แก่ผู้เรียนเองแล้วยังสร้างผลตอบแทนแก่สังคมแก่ประเทศ (Social Return) อย่างมหาศาล อย่างที่หลายคนกล่าวไว้ว่า “เด็กที่ดีในวันนี้ คือผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้า”
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เป็นความกังวลแก่ผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษาและผู้กำหนดนโยบายทางการศึกษาในขณะนี้ก็คือ การที่คุณภาพการศึกษาของเด็กไทยกลับ “ลดลง” อย่างเห็นได้ชัด จากการศึกษาของธนาคารโลก (The World Bank) ที่ได้นำผลการสอบ PISA (หรือ Programme for International Student Assessment) ซึ่งเป็นการทดสอบเด็กอายุ 15 ปีในประเทศสมาชิกต่างๆ ทั่วโลกและเปรียบเทียบผลคะแนนของเด็กนักเรียนไทยกับนักเรียนในประเทศอื่นๆ พบว่า เด็กไทยมีคะแนนสอบ PISA ที่ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีขนาดทางเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกันอย่างชิลี เม็กซิโก และอินโดนิเชียที่มีแนวโน้มของคะแนนที่เพิ่มสูงขึ้น การลดลงของคะแนน PISA ดังกล่าวสามารถสะท้อนถึงวิกฤตทางการศึกษาของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ดี คงจะเป็นการไม่ถูกนักที่จะมากล่าวหาว่าเด็กนักเรียนไทยมีคุณภาพแย่ลง ถ้าไม่ได้นำข้อมูลที่พบมาวิเคราะห์ให้ละเอียดกว่านี้ การศึกษาของธนาคารโลกชิ้นนี้ได้นำข้อมูลของนักเรียนแต่ละคนมาวิเคราะห์โดยพบว่า สาเหตุของการลดลงของคะแนนโดยรวมเกิดจากการที่จำนวนเด็กไทยที่ได้คะแนนต่ำ (ระดับ 0-1 จาก 5 ระดับ) จากข้อสอบ PISA นี้มีสัดส่วนที่เพิ่มสูงขึ้น (ซึ่งตรงกันข้ามกกับประเทศชิลีหรืออินโดนิเชียที่มีสัดส่วนของนักเรียนที่สอบได้คะแนนต่ำนี้ (ระดับ 0-1) ลดลงและส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของคะแนนโดยรวมของประเทศ) การศึกษายังพบว่า นักเรียนไทยที่ได้คะแนนต่ำเหล่านั้นส่วนใหญ่กลับเป็นนักเรียนที่อาศัยอยู่ใน “เขตชนบท” โดยสังเกตได้จากการที่ค่าเฉลี่ยคะแนนของนักเรียนที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทนั้นต่ำกว่านักเรียนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองถึง 44.11 คะแนน( หรือประมาณ 11.2 เปอร์เซ็นต์)
ผลที่ได้นี้นำมาสู่คำถามต่อมาว่า ถ้าเด็กในชนบทมีคะแนนต่ำกว่าเด็กที่อยู่ในเมืองแล้ว อะไรเป็นสาเหตุสำคัญของความแตกต่างทางด้านคุณภาพการศึกษาดังกล่าวระหว่าง 1) ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม (Socio-Economic Factors) ของนักเรียนที่โดยทั่วไปแล้วเด็กในชนบทจะมีฐานะที่ยากจนกว่าเด็กในเมือง จึงส่งผลต่อการความยากเข้าถึงการศึกษา หรือ 2) คุณภาพของโรงเรียน (School Factors) ที่โดยทั่วไปโรงเรียนในชนบทจะขาดแคลนซึ่งครูผู้สอนและอุปกรณ์การสอนที่มีคุณภาพเมื่อเปรียบเทียบกับโรงเรียนในเมือง
จากการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์มาวิเคราะห์จำแนก (Decomposition Method) ผลกระทบทั้งสองด้านดังกล่าวพบว่า ถ้ากำหนดให้นักเรียนมีระดับของฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่เท่าเทียมกันแล้วนั้น ความแตกต่างของคะแนนระหว่างนักเรียนในเมืองและในชนบทดังกล่าว (44.11 คะแนน หรือประมาณ 11.2 เปอร์เซ็นต์) จะลดลงไปแค่ 13.51 คะแนน (หรือ 3.45 เปอร์เซ็นต์) เท่านั้น ซึ่งแสดงกว่า ความแตกต่างของคุณภาพการศึกษาระหว่างเมืองกับชนบทส่วนใหญ่นั้น (30.57 คะแนนจาก 44.11 คะแนน) เกิดจากความแตกต่างทางด้านคุณภาพของโรงเรียนที่ไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็น คุณภาพของครูผู้สอน จำนวนครูผู้สอน คุณภาพ/ปริมาณของอุปกรณ์การเรียนการสอน และคุณภาพของห้องสมุด เป็นต้น ซึ่งผลที่ได้นี้นำมาสู่ข้อสรุปที่น่าสนใจต่อคุณภาพการศึกษาของเด็กไทยดังนี้

1) เป็นที่แน่ชัดว่าคุณภาพการศึกษาของเด็กนักเรียนไทยลดลงจริงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่มีขนาดทางเศรษฐกิจที่ใกล้เคียงกัน และต่ำกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วในภูมิภาค (เช่นญี่ปุ่น เกาหลีใต้และไต้หวัน) ค่อนข้างมาก
2) คุณภาพการศึกษาที่ลดลงนั้นเกิดขึ้นจากการที่สัดส่วนของนักเรียนที่ได้คะแนนต่ำ (ระดับ 0-1 จาก 5 ระดับ) เพิ่มขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปเป็นนักเรียนในชนบทมากกว่านักเรียนในเขตเมือง
3) สาเหตุสำคัญของความแตกต่างของคุณภาพการศึกษาระหว่างนักเรียนในเมืองและชนบทนั้นไม่ได้เกิดจากความแตกต่างทางเศรษฐกิจและสังคม อย่างฐานะครอบครัว เป็นสำคัญ แต่เกิดจากคุณภาพของโรงเรียนที่ไม่เท่ากันระหว่างเมืองกับชนบท

ดังนั้นการการพยายามเน้นการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาแก่โรงเรียนในชนบทจึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ภาครัฐควรแร่งดำเนินการ ไม่ว่าจำเป็นการเน้นสนับสนุนทางด้านอุปกรณ์การเรียนการสอน การพัฒนาห้องสมุดและการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ รวมไปถึงการสร้างแรงจูงใจ (Incentive) ทั้งทางด้านการเงินและไม่ใช่การเงินเพื่อดึงดูดครูที่มีคุณภาพให้ไปสอนในชนบทมากขึ้น พร้อมกันนี้การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจมหภาคในระยะยาว (Long-Run Macroeconomic Policies) เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองและชนบทยังเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศได้อีกทางหนึ่ง

ที่มา Kevin Macdonald (2009) “Improving Education Quality in Thailand: 5 Stylized Facts”, The World Bank.