28 ตุลาคม 2552

สร้างระบบขนส่งที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบการขนส่งในประเทศไทยเป็นระบบที่ใช้พลังงานอย่าง “ไม่มีประสิทธิภาพที่สุด” แห่งหนึ่งของโลกโดยดูได้จากตัวเลข “ความเข้มข้นของการใช้พลังงานด้านการขนส่ง” หรือ Transport Energy Intensity) ของประเทศ (คำนวณจากปริมาณการใช้พลังงานด้านการขนส่งต่อ GDP) ที่สูงกว่าประเทศอื่นๆ อย่างประเทศจีน เยอรมนี ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา โดยตัวเลขดังกล่าวค่อนข้างคงที่มากว่าทศวรรษในประเทศไทย แก่กลับลดลงลดลงในประเทศอื่นๆ ข้างต้น ในปัจจุบัน ภาคการขนส่งใช้พลังงานไปกว่าร้อยละ 35 ของทั้งประเทศ โดยพลังงานที่ใช้มากที่สุดในภาคนี้ได้แก่พลังงานทางด้านน้ำมันและปิโตรเลียมที่ถูกใช้ไปกว่าร้อยละ 72 โดยการขนส่งทางบกอย่างเดียวใช้พลังงานปิโตรเลียมถึงกว่าร้อยละ 76 ของการใช้ทั้งหมดในสาขานี้

รายงานชิ้นล่าสุดของ ธนาคารโลก (World Bank) ร่วมกับสภาพัฒน์ได้อธิบายถึงสาเหตุสำคัญของการใช้พลังงานที่ “สิ้นเปลือง”ในภาคการขนส่งนี้ว่าเกิดจาก สภาพถนนที่ไม่มีมาตรฐานประกอบกับการมีระบบขนส่งที่พึ่งพากับการขนส่งทางบก (Road System) มากเกินไป โดยเฉพาะการขนส่งทางรถบรรทุก (Truck) ที่เป็นการขนส่งใช้พลังงานต่อหน่วยเปลืองที่สุด ในขณะที่ “ระบบรถไฟ” (Rail System) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้พลังงานต่อหน่วยน้อยที่สุดกลับไม่ได้รับการพัฒนาที่ดีพอ นอกจากนี้ระบบภาษีน้ำมันที่ต่ำโดยเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนใช้พลังงานน้ำมันอย่างสิ้นเปลืองไปกับการขับรถส่วนบุคคล (และยิ่งสิ้นเลืองมากในช่วงเวลารถติด)

รายงานฉบับนี้ยังได้นำเสนอแนวทางการสร้างระบบขนส่งที่ใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยให้ความสำคัญกับ “นโยบายการตั้งราคาการใช้ถนนในเมือง” (Urban Road Pricing) ที่เก็บค่าผ่านทางสำหรับการใช้ถนนบางแห่งอันจะส่งผลทำให้ประชาชนเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงาน (Fuel Switching) แต่อย่างไรก็ดี รายงานฉบับนี้ยังอธิบายถึงความเป็นไปได้ทางการเมืองไทยที่มักดำเนินนโยบายการขนส่งโดยมีวัตถุประสงค์ของการหาคะแนนเสียงในลักษณะของการ “ลดราคา” มากกว่าการ “เพิ่มราคา” ค่าขนส่ง (ดังสังเกตุได้จากโครงการน้ำฟรี ไฟฟรีของรัฐบาลอย่างที่เห็นอยู่) ดังนั้นนโยบายทางด้านราคาจึงอาจเป็นได้เพียงแค่ “นโยบายในระยะสั้นและระยะกลาง” เท่านั้น รายงานฉบับนี้จึงนำเสนอนโยบาย ”การขนส่งในระยะยาว” อีกจำนวน 16 ทางเลือก โดยจำแนกเป็น 4 ทางเลือกใหญ่ (ไม่รวมทางเลือกทางด้านราคา) ดังนี้

หมวด A: การขนส่งสินค้า (Freight Transport Options)
A1 - ให้อิสระในการขนส่งสำหรับรถบรรทุกที่ใช้ก็าซธรรมชาติ (CNG)
A2 - เพิ่มการขนส่งทางรถไฟ
A3 - ปรับปรุงเครื่องยนต์และระบบการขนส่งที่ใช้พลังงานดีเซลให้มีประสิทธิภาพ
A4 - ใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ที่ช่วยในการประหยัดพลังงานต่อหน่วย

หมวด B: การขนส่งผู้โดยสารระหว่างเมือง (Inter-Urban Passenger Options)
B1 - ปรับปรุงยานพาหนะที่ช่วยประหยัดน้ำมันดีเซลในการเดินทางระหว่างเมือง
B2 - ปรับปรุงมาตรฐานการใช้น้ำมันของรถยนต์ส่วนบุคคลสำหรับเดินทางระหว่างเมือง
B3 - ปรับปรุงระบบรถไฟโดยสาร

หมวด C: การขนส่งของผู้โดยสารในเมือง (Urban Passenger Options)
C1 - ปรับปรุงการบริหารการจราจร
C2 - กำหนดราคาการใช้ถนน (Road Pricing)
C3 - ปรับปรุงระบบรถเมล์และโครงสร้างการบริหาร
C4 - ใช้ระบบ BRT
C5 - รวมระบบรถไฟฟ้า/ รถเมล์/ และอื่นๆ เข้าด้วยกัน
C6 - ใช้ก๊าซธรรมชาติในรถเมล์
C7 - ปรับปรุงมาตรฐานการใช้น้ำมันของรถยนต์ส่วนบุคคลสำหรับเดินทางในเมือง
C8 - ปรับปรุงยานพาหนะที่ช่วยประหยัดน้ำมันดีเซลในการเดินทางในเมือง
C9 - จำกัดอายุการใช้งานของรถเมล์ใน กทม

หมวด D: ทางเลือกผสม (Joint Options)
D1 - การปรับปรุงการใช้พลังงานในยานพาหนะส่วนบุคคล (B2+C7)
D2 - การลงทุนการขนส่งทางรถไฟ (A2+B3)

การลงทุนในแต่ละทางเลือกจะส่งผลกระทบที่แตกต่างกัน โดยจำเป็นต้องได้รับใส่ใจอย่างจริงจังจากภาครัฐ โดยจำเป็นที่จะต้องมีการจัดอันดับความสำคัญเสียก่อนเนื่องจาก บางทางเลือก (เช่น C1, C2, C3) เป็นทางเลือกใช้งบประมาณไม่มาก (Cost-Effectiveness) และสามารถปฏิบัติได้ง่ายที่สุด ในขณะที่บางทางเลือก (เช่น A1, A3, C6) อาจจะต้องใช้งบประมาณมากและสามารถปฏิบัติได้ยาก ทั้งนี้เพื่อสร้างความยั่งยืนแก่อนาคตของพลังงานของไทย

อ้างอิง: World Bank and NESDB (2009) Thailand: Making Transport more Energy Efficient: Bangkok: The World Bank