30 กันยายน 2552

ประเทศไทยพร้อมเป็น “ศูนย์กลางสุขภาพ” (Medical Hub) ของทวีปเอเชียหรือยัง

ยุทธศาสตร์หนึ่งของประเทศภายใต้กรอบการค้าเสรีก็คือ การประกาศตัวที่จะเป็น “ศูนย์กลางสุขภาพ” (Medical Hub) ของเอเชีย คำถามที่ตามมาก็คคือ ประเทศจะทำอย่างไรถึงจะบรรลุต่อวัตถุประสงค์ดังกล่าว และเราจะเป็นได้อย่างที่หวังเอาไว้จริงหรือไม่ โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งในปัจจุบันได้ดำเนินกลยุทธ์ธุรกิจ (Business Strategy) โดยให้ความสนใจกับผู้รับบริการจากต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นการเสนอแพ็กเกจเพื่อดึงดูดคนไข้ต่างชาติด้วยระบบการรักษาพยาบาลอย่างครบวงจรตั้งแต่บริการจองโรงแรม จองสายการบิน มีรถพยาบาลไปรับที่สนามบิน บริการรับส่งคนไข้ที่อาการไม่หนักพร้อมญาติไปช้อปปิ้ง

ความได้เปรียบที่สำคัญของการให้บริการสุขภาพของไทยก็คือ การมีแพทย์ที่มีชื่อเสียงในการรักษาพยาบาลในหลายๆด้าน โดยเฉพาะการทำศัลยกรรมตกแต่งด้วยเครื่องมือทางการแพทย์และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ค่ารักษาพยาบาลที่ถูกกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค และการบริการที่มีมิตรไมตรีและยิ้มแย้มแจ่มใสตามบุคคลิกนิสัยเฉพาะของคนไทย
แต่ทว่า อุปสรรคที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งก็คือ “ความไม่เพียงพอของบุคลากรทางการแพทย์” โดยถ้านำหลักการทางเศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องของอุปสงค์และอุปทานเข้ามาอธิบายแล้วจะพบว่าอุปทานของการรักษาพยาบาลในประเทศไทยยังไม่สอดคล้องกับอุปสงค์ของการรับบริการจากผู้ป่วยต่างชาติในหลายๆ ประเด็นเช่น

· เมื่อดูจากจำนวนคนไข้ประเภทผู้ป่วยนอก ที่ส่วนใหญ่เป็นผู้รับบริการชาวจีนที่เข้ามาใช้บริการประเภททันตกรรมพบว่า มีการให้บริการไม่เพียงพอต่อการใช้บริการ โดยดูจากเก้าอี้ทำฟันและชั่วโมงที่ใช้ต่อคนไข้ 1 คน มีศักยภาพรองรับคนไข้ทำฟันเพียง 60,840 คน จากอุปสงค์ของชาวต่างชาติที่มากถึง 72,671 คน ในส่วนของเครื่องมือที่มีการนำเข้าจากต่างประเทศส่วนใหญ่ยังเป็นเครื่องมือที่ไม่เกี่ยวข้องกับการให้บริการทันตกรรมที่มีอุปสงค์ของชาวต่างชาติในการใช้บริการจำนวนมาก

· ในด้านศัลยกรรมตกแต่งที่ประเทศไทยมีแพทย์ที่ชำนาญและมีค่ารักษาพยาบาลที่ถูกนั้นพบว่า มีการเข้ามาใช้บริการของชาวต่างชาติในจำนวนที่น้อยกว่าการรักษาพยาบาลประเภทอื่น เมื่อเปรียบเทียบด้วยจำนวนแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขานี้

· นอกจากนี้แพทย์ที่เข้าร่วมโครงการเพื่อรองรับการให้บริการผู้ป่วยต่างชาติ ส่วนใหญ่เป็นแพทย์ด้านกุมารเวชศาสตร์ซึ่งถือว่าการเตรียมความพร้อมด้านอุปทานทางการแพทย์ยังไม่เหมาะสม เนื่องจากผู้รับบริการจากต่างประเทศจะเข้ามารับบริการในสาขานี้น้อยมาก
หากเป็นการพิจารณาตามเหตุผลของอุปทานต่ออุปสงค์ดังกล่าวข้างต้นเราจะได้คำตอบว่า “ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมคงหลีกไม่พ้นการผลิตแพทย์ให้ตรงกับความต้องการการรักษาพยาบาลของชาวต่างชาติควบคู่ไปกับความต้องการการรักษาพยาบาลของผู้รับบริการในประเทศ” ภาคเอกชนสามารถมีบทบาทสำคัญในการผลิตแพทย์โดยมีภาครัฐทำหน้าที่ควบคุมคุณภาพ และเพิ่มยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการโดยเน้นการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องยังคงเป็นที่สำคัญมากกว่าการใช้กลยุทธ์ทางด้านราคา การให้ความสำคัญในการลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์ (โดยเฉพาะพยาบาลซึ่งปัจจุบันยังได้รับการสนใจน้อยมาก) ยังคงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ไม่ควรเพิกเฉย
อย่างไรก็ดี การเปิดเสรีทางด้านสุขภาพอาจนำมาสู่ความล้มเหลวของระบบตลาดสุขภาพ (Market Failure) และทำให้เกิด “ต้นทุนทางสังคม” (Social Cost) อย่างมหาศาลตามมาได้เช่น

1) ปัญหาสมองไหลของแพทย์จากภาคราชการไปสู่ภาคเอกชนเนื่องจากภาคเอกชนมักเสนอผลตอบแทนที่สูงกว่าราชการถึงกว่า 10-20 เท่า โดยเฉพาะในเข้าไปสู่โรงพยาบาลเอกชนที่เน้นรักษาคนต่างชาติมากกว่าคนไทย

2) การให้บริการทางการเพทย์ที่ไม่ทั่วถึงแก่คนชนบทและคนยากจน รวมถึงการไม่มีบุคคลากรทางการแพทย์อย่างเพียงพอ

3) ค่ารักษาพยาบาลที่อาจจะปรับเพิ่มขึ้นซึ่งจะเป็นภาระแก่ระบบการเงินทางด้านสาธารณสุขของรัฐ (Health Financing)

ซึ่งทั้งหมดนี้อาจส่งผลทางลบ (มากกว่าทางบวก) ต่อสุขภาพอนามัยของคนไทยโดยรวมก็เป็นได้ ภาครัฐสามารถมีบทบาทสำคัญในการลดปัญหาความล้มเหลวของระบบตลาดสุขภาพ (Market Failure) ได้โดยการ ควบคุมการประกอบโรคศิลป์ การให้หลักประกันทางด้านสุขภาพ (Health Insurance) และการสนับสนุนในการดูแลรักษาสุขภาพ เป็นต้น