ภายใต้แรงผลักดันของการแข่งขันในภาคธุรกิจ ประกอบกับวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศไปสู่การเป็นสังคมฐานความรู้ (Knowledge-Based Economy) จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาบุคลากรของประเทศอย่างก้าวกระโดด สถาบันอุดมศึกษา/ มหาวิทยาลัยเองก็เริ่มมีการปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ไปการพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับโลก” (World-Class University) จากการจัดอันดันของ Times Higher Education ในปีที่แล้วพบว่า สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีจำนวนมหาวิทยาลัยในระดับ World-Class ที่มากที่สุด รองลงมาได้แก่ ประเทศอังกฤษ ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และแคนาดา ตามลำดับ โดยในอันดับของมหาวิทยาลัย 100 อันดับแรกนั้นมีมหาวิทยาลัยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกติดอันดับอยู่บ้างซึ่งได้แก่ ), Australian National University (อันดับ 16), University of Tokyo (อันดับ 19), Kyoto University (อันดับ 25), University of Hongkong (อันดับ 26), National University of Singapore (อันดับ 30), Seoul National University (อันดับ 50) เป็นต้น ในขณะที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอยู่ในอันดับ 166 และมหาวิทยาลัยมหิดลอยู่ในอันดับ 251 ในขณะที่นิด้านั้นไม่ติดอันดับเนื่องจากเป็นสถาบันที่ไม่ได้เปิดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรีจึงทำให้ไม่สามารถตอบสนองตัวชี้วัดบางอย่างของ Times ได้ จากการศึกษาของ Alden and Lin (2004) ได้อธิบายว่ากุญแจสำคัญที่จะเป็นมหาวิทยาลัยต่างๆ จะสามารถพัฒนาตัวเองเพื่อเป็น World-Class University ได้นั้นต้องมีลักษณะดังต่อไปนี้
- ได้รับการยกย่องในการทำงานวิจัยและตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการในระดับสากล
- ได้รับการยกย่องในการเรียนการสอนในระดับสากล
- มีอาจารย์/ นักวิจัยที่โดดเด่นของประเทศในแต่ละสาขา
- มีคณะ/ ภาควิชาที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
- มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ และมีการต่อยอดงานนวัตกรรมนั้นอย่างสม่ำเสมอ
- มีบุคคลากรที่ได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ (อย่างรางวัลโนเบล) อยู่เป็นจำนวนมาก
- มีการเรียนการสอนในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และเป็นที่ดึงดูดนักเรียนที่มีคุณภาพจากต่างประเทศ
- อาจารย์ผู้สอนจบปริญญาเอก 100% จากมหาวิทยาลัยชั้นนำในระดับโลก
- มีสวัสดิการ/ แลตอบแทนที่ดึงดูดให้บุคคลากรที่มีความสามารถให้อยากเข้ามาทำงาน
- มีการเชื่อมโยงความร่วมมือต่างๆ ในระดับสากล เช่นการทำงานวิจัยร่วมกันและมีการแลกเปลี่ยนบุคลลากร (Staff Exchange)
- มีสถานะทางการเงินที่เข้มแข็ง และมีรายได้/ เงินสนับสนุนจำนวนมากจากการเรียนการสอน การทำวิจัย และการลงทุน
- มีแหล่งเงินทุนจำนวนมากจากทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน สถาบันวิจัย และนักศึกษาจากต่างประเทศ
- สนับสนุนบรรยากาศของการทำงานวิจัยสำหรับทั้งเจ้าหน้าที่และนักศึกษา เช่นการมีศูนย์วิจัยและเครื่องมือเครื่องไม้อย่างครบครัน
- มีผู้บริหารที่มีวิสัยทัศน์และมีความตั้งใจในการพัฒนามหาวิทยาลัยไปสู่ในระดับ World Class
- มีประวัติมาอย่างยาวนาน และเป็นที่รู้จักในระดับสากล
- มีศิษย์เก่าที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารประเทศ (เช่นนายกรัฐมนตรี/ ประธานาธิบดี/ รัฐมนตรี) หรือเป็นผู้บริหารในองค์กรระดับโลก
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การพัฒนามหาวิทยาลัยในประเทศไทยไปสู่ในระดับ World Class นั้นเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาและไม่สามารถทำให้สำเร็จในช่วงข้ามคืนได้ เนื่องจากการพัฒนาดังกล่าวจะต้องประกอบไปกับการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ, สังคม, และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ความเลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับชนบทเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้สถาบันการศึกษาที่ดีต้องกระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองใหญ่ๆ
โดยส่วนตัวผมเองที่ทำงานในภาคการศึกษา ผมเห็นว่ามหาวิทยาลัยในประเทศไทยควรต้องมีการเปลี่ยนแปลงแบบบูรณาการจึงจะสามารถพัฒนาไปสู่การเป็น World-Class University ได้ การบริหารมหาวิทยาลัยควรเป็นลักษณะดัยวกับการ “บริหารทีมฟุตบอลอาชีพ” คือถ้าศักยภาพไม่ดีของโค็ชหรือนักเตะไม่ดีพอ ไม่ได้ก็ไล่ออกไป โดยสโมสรพร้อมที่จะจ่ายเงินในราคาสูงเพื่อเฟ้นหานักเตะที่ดีที่สุดในโลกให้เข้ามาร่วมทีม ลองคิดดูสิครับว่าสโมสรฟุตบอลนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ถ้าจ่ายเงินถูกๆ ในการจ้างนักเตะ หรือไม่มีระบบลงโทษอะไรเลยถ้านักเตะคนนั้นไม่มีความสามารถพอ
เมื่อเปรียบเทียบระหว่างทีมฟุตบอลกับมหาวิทยาลัยแล้วจะเห็นได้ว่า ปัจจัยที่มีความสำคัญประการหนึ่งก็คือ “ปัญหาบุคคลากร/อาจารย์” ในมหาวิทยาลัยที่ไม่มีการทำงานวิจัยในระดับสากลที่มากพอ โดยอาจารย์จะเน้นอยู่กับแค่การสอนหนังสือโดยใช้ความรู้เก่าๆ ไปวันวัน ผมเห็นว่าในการแก้ไขดังกล่าวมหาวิทยาลัยควรมีการจ่ายเงินเดือนอาจารย์ให้สูงเท่ากับระดับเอกชนเพื่อเป็นการดึงดูดคนที่มีความสามารถ (จากทั่วโลก) ให้อยากเป็นอาจารย์และควรจ้างอาจารย์ที่จบในระดับปริญญาเอกมาสอนในระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น โดยมหาวิทยาลัยต้องบังคับให้อาจารย์ทำงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ (เช่น 1-2 ชิ้นต่อปี) และต้องไม่ต่อสัญญา (หรือไล่ออก) ถ้าอาจารย์คนนั้นไม่สามารถทำได้ (ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีระบบนี้)
นอกจากนี้ “การเงิน” ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันมหาวิทยาลัยในประเทศก้าวไปสู่การเป็น World-Class University มหาวิทยาลัยชั้นนำต้องเป็น “มหาวิทยาลัยที่รวย” เพราะเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนา แต่ข้อพึงระวังก็คือ การหามาซึ่งแหล่งเงินทุนนั้นควรมาจากการพัฒนางานวิจัยในมหาวิทยาลัย (เช่นการผลิตงานวิจัยร่วมกับภาคเอกชน) มากกว่า การเปิดหลักสูตรที่เน้นแต่จะหาเงินในลักษณะของ “หลักสูตรการจ่ายครบจบแน่” ไม่เช่นนั้นมหาวิทยาลัยก็เป็นเพียงแค่สถานที่ที่ผลิตคนที่จะเอาใบปริญญามากกว่าความรู้, คนที่อยากมี Title นำหน้าว่า “ด็อกเตอร์” แต่ไม่คิดจะมาทำงานวิจัย, หรืออาจารย์มหาวิทยาลัยที่อยู่ไปวันๆ จากการสอนพิเศษ (แต่ไม่เคยทำงานวิจัยสักชื้น) เพื่อยังชีพเท่านั้นเอง
อ้างอิง: Alden, J., and G. Lin. 2004. “Benchmarking the Characteristics of a World-Class University: Developing an International Strategy at University Level.” Leadership Foundation for Higher Education, London.

