22 กรกฎาคม 2552

บางคำถามเกี่ยวกับ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์”

คำว่า “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” (Creative Economy) น่าจะเป็นอีกคำที่เราเริ่มได้ยินกันอยู่บ่อยครั้ง และน่าจะได้ยินมากขึ้นในอนาคต เนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ถูกบรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ของสภาพัฒน์ โดยตั้งเป้าว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาประเทศไทยไปสู่วิสัยทัศน์ 2570 ถึงกระนั้นก็ตาม ยังเกิดคำถามจากหลายภาคส่วนถึงแนวทางการดำเนินนโยบายของรัฐในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์นี้ ซึ่งผมขอนำเสนอบางคำถาม/คำตอบเกี่ยวกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สำคัญดังนี้ครับ

1) “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” คืออะไร เกี่ยวข้องอย่างไรกับเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-Based Economy)
จากคำนิยามของสภาพัฒน์ “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจบนพื้นฐานของการใช้องค์ความรู้ (Knowledge), การศึกษา (Education), การสร้างสรรค์ (Creativity), และการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) ที่เชื่อมโยงกับฐานรากทางวัฒนธรรม ดังนั้นจะเห็นได้ว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์ถือเป็น “ส่วนหนึ่ง” ของการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นฐานองค์ความรู้ (Knowledge-Based Economy) นั่นเอง

2) “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” เป็น “ทางเลือก” หรือ “ความจำเป็น”
เนื่องจากการแข่งขันของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับความต้องการของตลาดโลกที่เริ่มให้ความสำคัญกับสินค้าที่มี “คุณภาพสูง”มากกว่า “ราคาถูก” การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึง “ไม่ใช่ทางเลือก” แต่เป็น “ความจำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม” ยกตัวอย่างในประเทศที่พัฒนาแล้วทุกประเทศในโลกต่างก็มีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สูงทั้งสิ้น โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเอเชียอย่างญี่ปุ่น เกาหลี หรือใต้หวันที่พัฒนาประเทศจากนวัตกรรมที่มีเอกลักษณ์และทันสมัย โดยถ้าเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้ว ประเทศเหล่านี้ล้วนมีทรัพยากรธรรมชาติและที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่ด้อยกว่าประเทศไทยทั้งสิ้น

3) “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ควรถูกปรับโฉมให้เป็น “ผู้การขับเคลื่อน” หรือ “ผู้เชื่อมโยง” เศรษฐกิจของประเทศ
ถ้าเปรียบระบบเศรษฐกิจของประเทศกับรถยนต์แล้ว เศรษฐกิจสร้างสรรค์ “ไม่ใช่เครื่องยนต์ที่ทันสมัย” “หรือรถยนต์รุ่นใหม่” ที่จะใช้ขับเคลื่อนประเทศโดยตรง แต่เศรษฐกิจสร้างสรรค์เปรียบเสมือนกับ “น้ำมันเครื่องหรือน้ำมันหล่อลื่นชั้นเยี่ยม” ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะการทำงานของระบบเครื่องยนต์กลไกของ “รถคนเก่า” ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เศรษฐกิจสร้างสรรค์ถูกนำไปใช้ในทุกภาคส่วนของระบบเศรษฐกิจไม่เฉพาะแต่กับเพียงภาคบริการ แต่ควรช่วยในการสร้างมูลค่าเพิ่มในภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรมด้วย

4) “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ควรเริ่มพัฒนาจากกลุ่มไหนก่อน
เนื่องจากเศรษฐกิจสร้างสรรค์ครอบคลุมตั้งแต่ มรดกและวัฒนธรรม (Cultural Heritage), ศิลปะ (Art), สื่อ (Media), การสร้างสรรค์ตามลักษณะงาน (Functional Creation/Design) จนไปถึงการสร้างนวัตกรรมชั้นสูง (High-Tech Innovation) ในการกำหนดขั้นตอนของการพัฒนาที่ง่ายที่สุดก็คือ ควรเริ่มพัฒนาจากกลุ่มที่คนไทยมีความชำนาญอยู่แล้วก่อนเพราะใช้เวลาไม่นานและงบประมาณไม่มากซึ่งกลุ่มเหล่านั้นได้แก่ งานทางด้านมรดกและวัฒนธรรมและงานทางศิลปะ ซึ่งงานในกลุ่มนี้สามารถกำหนดเป็นแผนการพัฒนาในระยะสั้นได้ ในขณะที่การพัฒนานวัตกรรมชั้นสูงนั้นต้องใช้เวลา ทรัพยากร บุคคลากร และงบประมาณที่มากกว่า ซึ่งควรกำหนดเป็นแผนในระยะยาว แต่ทั้งสองกรณี (ทั้งระยะสั้นและระยะยาว) ควรเน้นการพัฒนาแบบ “ก้าวกระโดด” มากกว่า “ค่อยเป็นค่อยไป” การพัฒนาบุคคลากรให้เป็น “นักวิจัย”, .นักสร้างสรรค์” และ “นักคิด” เป็นกระบวนการที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาแบบก้าวกระโดด

5) “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ควรเริ่มจากการปราบปราม หรือสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการกำหนดทิศทางของงานความคิดสร้างสรรค์น้อย งานส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การผลิตสินค้าแบบเดิมๆ และเน้นไปที่การออกกฎหมายและปราบปรามสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แต่แท้ที่จริงแล้ว การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ควรให้ความสำคัญกับการสร้างงานที่หลากหลายเพื่อให้เกิดประโยชน์ใน “เชิงพาณิชย์” (Commercialization) มากกว่า ทำอย่างไรให้สินค้าที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ขายได้ในราคาสูงและเป็นที่ต้องการทั้งในตลาดในประเทศและต่างประเทศ

6) “เศรษฐกิจสร้างสรรค์” ควรมีหน่วยงานใหม่รับผิดชอบหรือควรมีการจัดตั้งหน่วยงาน/กระทรวงใหม่หรือไม่
สินค้าทางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ส่วนใหญ่จะอยู่ในหมวดของภาคบริการที่ต้องเกี่ยวข้องกับหน่วยงาน/กระทรวงต่างๆ จำนวนมาก ความหลากหลายของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องนี้ทำให้ยากต่อการประสานความร่วมมือซึ่งกันและกัน หลายฝ่ายมองว่าควรที่จะมีการจัดตั้งกระทรวง/หน่วยงานเพื่อดำเนินนโยบายเรื่องนี้โดยเฉพาะ (เช่นกระทรวงบริการ) ในขณะที่หลายฝ่ายเห็นแย้งว่าภาครัฐไม่ควรตั้งหน่วยงานใหม่ แต่ควรมีกลุ่มทำงานในด้านนี้ที่พยายามผลักดันให้มีการใช้เศรษฐกิจสร้างสรรค์ในทุกกระทรวงและมีการกำหนดตัวชี้วัด (Indicator) ที่เหมาะสม

นี่เป็นแค่ไม่กี่คำถามที่ภาครัฐและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต้องทำให้เกิดความชัดเจนก่อน เพื่อที่จะนำไปสู่การร่างแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาวของประเทศต่อไปครับ ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก็อาจจะกลายเป็นเพียงแค่ “นโยบายโปรโมท” ของกลุ่มการเมืองเหมือนกับที่ผ่านๆ มา โครงการ “กรุงเทพเมืองแฟชั่น” เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด