27 มกราคม 2553

“โบแท็กซ์”



“โบท็อกซ์” (Botox) ถูกตั้งฉายาใหม่ว่า “โบแท็กซ์” (Bo-Tax) หลังจากเทศกาลวันขอบคุณพระเจ้า (Thanksgiving) ที่ผ่านมาที่รัฐบาลของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้ประกาศยกร่างกฎหมายให้มีการเรียกเก็บภาษีอีกร้อยละ 5-10 จากลูกค้าที่ฉีดโบท็อกเพื่อทำศัลยกรรมความงาม (ที่เกิดจากความสมัครใจ) โดยภาษีดังกล่าวยังรวมไปถึงการทำศัลยกรรมเพื่อความงามในรูปแบบอื่นๆ เช่น การทำศัลยกรรมใบหน้า การเสริมหน้าอก การทำจมูก และการดึงหน้า เป็นต้น ที่ผ่านมา มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยจากการเก็บภาษีจากศัลยกรรมความงามดังกล่าว โดยกลุ่มผู้เห็นด้วยมองว่า

1. การเก็บภาษีจากศัลยกรรมความงามในด้านนี้จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิงที่มีฐานะค่อนข้างดี การเก็บภาษีในลักษณะนี้จึงเป็นการเก็บจากคนที่มีฐานะร่ำรวย ซึ่งภาครัฐสามารถนำรายได้ดังกล่าวไปพัฒนาระบบสาธารณสุขให้ทั่วถึงแก่คนจนในประเทศได้ โดยสำนักงานงบประมาณรัฐสภาของสหรัฐ (CBO) ประเมินว่ารายได้จากการเก็บภาษีจากศัลยกรรมความงามในครั้งนี้จะสูงถึง 5 พันล้านเหรียญต่อปีเลยทีเดียว

2. การเก็บภาษีจากศัลยกรรมความงามนี้จะไม่กระทบต่อภาระค่าใช้จ่ายแก่ลูกค้ามากนัก เนื่องจากการที่กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็ยนกลุ่มที่มีรายได้สูง การจ่ายเพิ่มขึ้นเพียงแค่ร้อยละ 5-10 อาจจะไม่ส่งผลต่อความต้องการที่ลดลงในการทำศัลยกรรมมากนัก (หรือพูดง่ายๆ ตามภาษาเศรษฐศาสตร์ก็คือ ลูกค้ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มี “ความยืดหยุ่นต่อราคาต่ำ” (Price Inelastic) นอกจากนี้ การเก็บภาษีในลักษณะนี้จะไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ (Deadweight Loss) มากนัก

3. การทำศัลยกรรมพลาสติกส่งผลทำให้เกิดความไม่เสมอภาคในตลาดแรงงาน (Job Discrimination) เนื่องจากคนที่มีหน้าตาสวยหล่อ (จากการทำศัลยกรรม) จะมีโอกาสในการหางานและได้รับการเลื่อนขั้นมากกว่าคนที่มีหน้าตาด้อยกว่า (จากการไม่ได้ทำศัลยกรรม) ยกตัวอย่างเช่น ในการสมัครงานที่บริษัทมีโอกาสที่จะเลือกสัมภาษณ์ผู้สมัครจากการดูรูปถ่ายและคัดเลือกคนที่หน้าตาดีก่อน (ภายใต้คุณสมบัติอื่นๆ ที่ผู้สมัครมีเท่าเทียมกัน) ในขณะที่ประเทศประชาธิปไตย (อย่างสหรัฐอเมริกา) ประชาชนทุกคน (ไม่ว่าจะสวยหรือไม่สวย) ควรจะได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมกัน แต่ทว่า งานศึกษาที่ผ่านมาเกี่ยวกับทางด้าน “เศรษฐศาสตร์กับความสวยงาม” (Economics of Beauty) พบว่า ความสวยหล่อที่ไม่เท่ากันนั้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อความไม่เสมอในตลาดแรงงาน เช่นเดียวกับความไม่เสมอภาคทางเพศและเชื้อชาติ (ท่านผู้อ่านสามารถหาอ่านบทความเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์กับความสวยงามได้ที่
http://piriya-pholphirul.blogspot.com/2004/01/beauty-and-best.html) การทำศัลยกรรมพลาสติกจะส่งผลทำให้เกิดความไม่เสมอภาคนี้มากขึ้น

ในขณะที่กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยจากการเก็บภาษีจากศัลยกรรมความงามดังกล่าวกลับมองว่า

1. ภาษีจากศัลยกรรมความงามเป็นการผลักภาระให้กับธุรกิจเสริมความงามและเป็นการลงโทษ “ผู้หญิงที่แค่อยากจะมีหน้าตาที่สวยงาม” ซึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเพศ (Gender Gap) เนื่องจากจากสำรวจพบว่า ประมาณกว่าร้อยละ 86 ของลูกค้าเสริมความงามเป็นผู้หญิงวัยทำงาน การเก็บภาษีในลักษณะนี้จึงเป็นการสร้างภาระให้กับผู้หญิงแต่เพียงอย่างเดียว

2. ภาษีจากศัลยกรรมความงาม ถูกมองว่าแตกต่างจาก “ภาษีบาป” (Sin Tax) อย่างเหล้าหรือบุหรี่ เพราะการทำศัลยกรรมจะส่งผลดีต่อความมั่นใจในบุคลิกภาพ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มศักลภาพในการทำงารและการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ทำ (ซึ่งตรงกันข้ามกับเหล้า/บุหรี่ที่บั่นทอนสุชภาพ)

3. ภาษีจากศัลยกรรมความงามเป็นการเพิ่มต้นทุนแก่ผู้ประกอบการในธุรกิจดังกล่าว โดยการกล่าวอ้างของนาย Steven Hopping ศัลยแพทย์ความงามในกรุงวอชิงตันดีซี กล่าวว่า การเก็บภาษีจากศัลยกรรมความงามนี้ส่งผลทำให้ยอดขายโบท็อกซ์ของประเทศลดลงร้อยละ 2 ในขณะที่รายได้ของธุรกิจดังกล่าวลดลงถึงร้อยละ 25 ในปีที่ผ่านมา (ค.ศ.2009) ซึ่งการประกาศการเก็บภาษีในช่วงภาวะที่ประเทศสหรัฐกำลังประสบปัญหาวิกฤตการทางเศรษฐกิจนั้นเป็นการสร้างภาระแก่ผู้ประกอบการมากเกินไป

ถึงแม้ว่าการเก็บภาษีจากการทำศัลยกรรมความงามในลักษณะนี้จะยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ในวงการเสริมความงามในประเทศไทยก็ตาม และก็เป็นอีกแนวทางหนึ่งของการนำมาใช้สำหรับดำเนินนโยบายสาธารณสุขของประเทศได้ครับ