31 พฤษภาคม 2553

“สงครามราคา”, “สงครามการเมือง” และ “สงครามกลางเมือง”

ก่อนอื่น ผมขอการเกริ่นนำด้วยการอธิบายกรณีศึกษาทางธุรกิจ (Business Case Study) ที่มีการสอนในหลักสูตรอุดมศึกษาโดยทั่วไปก่อนครับ สมมติให้ในตลาดสินค้าชนิดหนึ่งเป็นตลาดที่มีผู้ประกอบการอยู่เพียง 2 รายเท่านั้น (Duopoly Market) อันได้แก่ “บริษัท A” และ “บริษัท B” โดยกำหนดให้สองบริษัทนี้ขายสินค้าที่เหมือนกันทุกประการ (Homogeneous Goods) กลยุทธ์ของแต่ละบริษัทในการดึงส่วนแบ่งทางการตลาด (Market Share) ก็คือการที่ บริษัทใดบริษัทหนึ่งสามารถขายสินค้าได้ในราคาที่ต่ำกว่าคู่แข่ง (หรืออีกบริษัทหนึ่ง) บริษัทที่ตั้งราคาสูงกว่าจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอันนำมาสู่การสูญเสียของส่วนแบ่งทางการตลาดและอาจต้องล้มละลายหรือปิดกิจการไปในที่สุด ดังนั้น กลยุทธ์ที่บริษัททั้งสองจะต้องทำก็คือ การ “เฉือนเนื้อตัวเอง” โดยพยายามกดราคาขายสินค้าของตนให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การพยายามขายตัดราคาของทั้งสองบริษัทได้นำมาสู่การก่อ “สงครามราคา” (Price War) ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะส่งผลเสียแก่บริษัททั้งสอง



อย่างไรก็ดี ทั้งสองบริษัทจะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ร่วมกันได้ “ถ้าทั้งสองบริษัทตัดสินใจร่วมมือกัน” โดยทั้งสองจะต้องตกลงที่จะตั้งราคาสินค้าของตนให้สูงทั้งคู่และสัญญาว่าจะไม่มีการตัดราคาเกิดขึ้น โดยถ้ามีบริษัทใดละเมิดข้อตกลงนั้น (โดยทำการตัดราคา) การร่วมมือดังกล่าวถือว่าเป็นโมฆะและปราศจากความเชื่อใจที่ทั้งสองบริษัทกลับมาร่วมมือกันอีก


เมื่อเปรียบเทียบกรณีศึกษาเรื่อง “สงครามราคา” กับเหตุบ้านการเมืองที่ผ่านมาในประเทศนั้น ผมเห็นว่าทั้งสองกรณีที่ความคล้ายคลึงกันเป็นอย่างยิ่ง ที่ผ่านมา ต่างฝ่าย (ทั้งรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุม) ได้ทำสงครามระหว่างกันโดยมีข้อเรียกร้องที่แต่ละฝ่ายต้องการเป็นที่ตั้ง (ยุบสภา, ฉีกรัฐธรรมนูญ เป็นต้น) โดยเอาประชาชนเป็นเครื่องเดิมพัน (เช่น การยึดพื้นที่การชุมนุมในเขตราชประสงค์)


อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดีในตอนเริ่มแรกว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากสงครามการเมืองได้นำมาสู่การเจรจาเบื้องต้นระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มผู้ชุมนุมบ้าง แต่เมื่อการเจรจาขาดซึ่งความเชื่อเชื่อถือซึ่งกันและกัน การพยายามสลายการชุมนุมในวันที่ 10 เมษายนนั้นได้นำมาสู่ความสูญเสียของทั้งสองฝ่าย

“ความเชื่อใจ” (Trust) และ “ความบริสุทธิ์ใจที่จะร่วมมือ” เป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการที่จะทำให้ความร่วมมือประสบความสำเร็จ ในบางครั้งคนใดกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดอาจต้องยอมเสียผลประโยชน์ไปบ้างเพื่อให้สังคมโดยรวมได้รับประโยชน์ส บริษัท A อาจประกาศที่จะตั้งราคาสูงก่อนโดยหวังว่าบริษัท B จะร่วมมือที่จะตั้งราคาสูงตาม (โดยบริษัทต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะถูกบริษัท B ขายตัดราคา), หรือรัฐบาลอาจต้องยอมประกาศวันยุบสภาหรือเลือกตั้งใหม่ออกมา (โดยจะต้องยอมรับว่าจะต้องอยู่ไม่ครบเทอมหรืออาจพ่ายแพ้แก่การเลือกตั้งในครั้งหน้า)

แต่น่าเสียดายที่การพยายามสร้างความจำนงที่จะร่วมมือในกรณีของบริษัท A และของรัฐบาลในครั้งนี้กลับไม่ประสบผลสำเร็จเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งเห็นประโยชน์ของตนเองเป็นที่ตั้ง ความไม่สามารถร่วมมือกันได้ทำให้เกิด “สงคราม” และสร้างความสียหายแก่คนในสังคม
แต่สิ่งที่แตกต่างกันระหว่าง“สงครามราคา” กับ “สงครามการเมือง” ในที่นี้ก็คือ สงครามราคาอาจเพียงสร้างความเสียหายแก่สองบริษัทในรูปแบบของผลประกอบการที่ลดลงเท่านั้น (ในขณะที่ผู้บริโภคอาจได้ประโยชน์จากการซื้อสินค้าราคาถูก) แต่การไร้ซึ่งความเชื่อใจและขาดความบริสุทธิ์ใจในการร่วมมือกัน จนในท้ายที่สุดได้ทำให้เกิด “สงครามการเมือง” (Political War) ในครั้งนี้นั้นกลับนำมาสู่ “สงครามกลางเมือง” (Civil War) ที่สร้างความพ่ายแพ้ให้กับคนทั้งประเทศและสร้างรอยร้าว (ทางจิตใจ) แก่คนในชาติอันยากที่จะต่อติด