25 เมษายน 2554

ผลกระทบทางเศรษฐกิจจาก “งานฉลองพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมส์ และ เคท มิดเดิลตัน”



วันที่ 29 เมษายนนี้เป็นงานฉลองพิธีสมรสระหว่างเจ้าชายวิลเลียมส์ และ เคท มิดเดิลตัน พระคู่หมั้น โดยงานพิธีสมรสในครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นอย่างสูง ไม่เฉพาะจากประชาชนอังกฤษแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับความสนใจจากต่างประเทศ ซึ่งงานพิธีสมรสในครั้งนี้จะได้รับการถ่ายทอดสดไปยังหลายประเทศทั่วโลก

ในแง่มุมทางเศรษฐศาสตร์ มีการวิเคราะห์ว่า งานพิธีอภิเษกสมรสในครั้งนี้มาได้ “ถูกที่ถูกเวลา” โดยเฉพาะกับภาวการณ์ปัจจุบันที่เศรษฐกิจของประเทศอังกฤษกำลังอยู่ในช่วงซบเซา โดยงานฉลองพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมส์ และ เคท มิดเดิลตันในครั้งนี้จะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศอังกฤษอย่างมหาศาลจาก

• การท่องเที่ยว: เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ภาคการท่องเที่ยวมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศอังกฤษ โดยจากตัวเลขที่ผ่านมาพบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศอังกฤษมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ งานอภิเษกสมรสในครั้งนี้ช่วยทำให้จำนวนนักท่องเที่ยว ทั้งนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษเอง (ที่ใช้เวลาท่องเที่ยวในช่วงวันหยุดยาว) แขกจากต่างประเทศที่จะเข้าร่วมงานในพิธี และการเข้ามาทำข่าวของนักข่าวจากประเทศต่างๆ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายในการท่องเที่ยวนี้มากขึ้น

• ของที่ระลึก: ประชาชนชาวอังกฤษผูกพันกับราชวงศ์เป็นอย่างมาก ภาคธุรกิจมีการผลิตสินค้าและของที่ระลึกที่มีพระฉายาลักษณ์ของเจ้าชายวิลเลียมส์ และ เคท มิดเดิลตันออกมากจัดจำหน่ายเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็น แก้วน้ำ นาฬิกา โพสต์การ์ด เสื้อยืด แสตมป์ และอื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งดึงดูดใจให้ประชาชนชาวอังกฤษ (และนักท่องเที่ยวต่างชาติ) เลือกซื้อสินค้าเหล่านี้เป็นของที่ระลึก จากตัวเลขที่ผ่านมาพบว่า การจัดจำหน่ายของที่ระลึกเหล่านี้ช่วยสร้างรายได้ให้กับธุรกิจในระดับท้องถิ่นเป็นอย่างมาก

• งบประมาณงานพิธีอภิเษกสมรส: โดยปกติ งานแต่งงานของคนทั่วไปก็มีค่าใช้จ่ายที่สูงอยู่แล้ว แต่แน่นอนว่างานฉลองพิธีอภิเษกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมส์ ผู้ที่เป็นรัชทายาทอันดับ 2 และมีแนวโน้มที่จะขึ้นเป็นกษัตรีย์ของประเทศอังกฤษในอนาคต ย่อมมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าคนธรรมดาหลายเท่านัก (มีการกล่าวว่าค่าใช้จ่ายในการจัดงานครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ 10 ล้านปอนด์) ถึงแม้ว่าสำนักพระราชวังจะระมัดระวังในเรื่องของงบประมาณในการจัดงานในครั้งนี้เนื่องจากกลัวคำครหาว่าใช้จ่ายเงินสุรุ่ยสุร่ายในช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในภาวะถดถอย แต่อย่างไรก็ดี งานฉลองพิธีอภิเษกสมรสในครั้งนี้ยังจำเป็นต้องมีการใช้จ่ายในเรื่องของ เสื้อผ้า ดอกไม้ การจัดเลี้ยง อาหาร การรักษาความปลอดภัย และอื่นๆ อีกมาก ซึ่งจะเป็นการสร้างรายได้ให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการจัดงาน นอกจากนี้ ยังโชคดีที่เงินที่ใช้จ่ายในการจัดงานไม่ได้รั่วไหลออกนอกประเทศมากนักเนื่องจากผู้ผลิตส่วนใหญ่อยู่ในประเทศอังกฤษ (จะมีก็ถ้วยชามที่ผลิตจากโรงงานในประเทศจีน)

• การสร้างงาน: เนื่องจากจะต้องมีการใช้จ่ายในการจัดงาน พิธีอภิเษกสมรสจึงทำให้เกิดการสร้างงานทางตรงเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ การจับจ่ายใช้สอยจากการท่องเที่ยวและการซื้อของที่ระลึกยังช่วยในการสร้างงานทางอ้อม ซึ่งจะส่งผลดีต่อตัวเลขการจ้างงานในประเทศอังกฤษ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ประเทศกำลังประสบปัญหาการว่างงานสูง

• ความปีติยินดี: เหนือสิ่งอื่นใด งานแต่งงานคือการแสดงออกของ “ความสุขในการเริ่มชีวิตคู่” งานฉลองพิธีอภิเษกสมรสในครั้งนี้สร้างความปีติสุขและกำลังใจให้กับประชาชนชาวอังกฤษเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ประชาชนชาวอังกฤษต้องประสบกับความตึงเครียดจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยในประเทศ ความปีติยินดีเป็นปัจจัยทางบวกเชิงอารมณ์ (Feel-Good Factor) ที่จะส่งผลทางบวกต่อผลิตภาพในการทำงาน

อย่างไรก็ดี ยังมีการวิเคราะห์ถึง “ผลเสียทางเศรษฐกิจ” จากการจัดงานงานฉลองพิธีอภิเษกสมรส โดยเวบไซท์ www.telegraph.co.uk ได้กล่าวว่า เศรษฐกิจของประเทศอังกฤษอาจต้องสูญเสียถึง 5 พันล้านปอนด์ จากการที่รัฐบาลอังกฤษประกาศให้มีวันหยุดที่ยาวเกินไป ซึ่งอาจส่งผลเสียแก่ธุรกิจ โดยเฉพาะการลงทุนของภาคการเงินและการธนาคารที่ต้องปิดวันทำการเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี บทความดังกล่าวได้ระบุว่า ผลเสียทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นนี้ยังถือว่าน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับผลได้ทางเศรษฐกิจดังที่กล่าวไว้ข้างต้น วันหยุดไม่ได้เป็นเรื่องที่แย่อะไรกับภาคธุรกิจ ตรงกันข้าม วันหยุดยาวเป็นช่วงเวลาของการพักผ่อน ชาร์ตแบ็ต และสร้างผลิตภาพในการทำงานได้ดีทีเดียว (ยังคิดถึงวันหยุดสงกรานต์อยู่ครับ)