31 พฤษภาคม 2554

รางวัลแด่คนช่างฝัน

ในช่วงนี้ (พฤษภาคม-มิถุนายน) เป็นช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสำหรับนักเรียนมัธยมปลายที่จะเข้าเรียนในสายวิชาชีพเฉพาะทางในระดับอุดมศึกษา รวมไปถึงนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยเองที่กำลังจะจบการศึกษาและออกมาทำงาน นักเรียนนักศึกษาเหล่านี้ถือว่าเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีพลังและแรงขับเคลื่อนในการทำงาน และต่างมีความฝันและความมุ่งมั่นที่จะทำงานในสาขาที่ตนร่ำเรียนมา ดังบทเพลงทีคุ้นเคยอย่างเพลง “รางวัลแด่คนช่างผัน” ที่ถูกแต่งเอาไว้ว่า “อย่ากลับคืนคำเมื่อเธอย้ำสัญญา อย่างเปลี่ยนวาจาเมื่อเวลาแปรเปลี่ยนไป ให้จุดหมายมั่นคงและอย่าหลงไปเชื่อใคร เดินทางไปอย่างหวั่นไหวใครกางกั้น”

ถึงแม้บทเพลงดังกล่าวจะสะท้อนถึง “การมีความฝัน” และการ “มุ่งมั่นไปสู่การทำงานที่วาดฝันไว้” ก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว จะมีสักกี่คนที่จะรู้แท้แน่จริงว่า “ตนฝันอยากเรียนอะไร และอยากทำงานอะไร” คำถามคลาสสิกที่ผม (ในฐานะของอาจารย์ในรั้วมหาวิทยาลัย) มักจะได้ยินได้ฟังจากนักศึกษาก็คือ “ผม/หนูไม่รู้ว่าอยากเป็นอะไรกันแน่หรือชอบอะไรกันแน่” ซึ่งต่างจากตอนเด็กๆ ที่ผู้ใหญ่มักจะถามเราเสมอว่า “โตขึ้นอยากเป็นอไร” คำตอบที่เราคิดออกมาในเวลานั้นมักแสดงถึงความฝัน (แบบเด็กๆ) ที่อยากเป็นจริงๆ เช่น อยากเป็นทหาร (ไว้ปกป้องประเทศ) เป็นตำรวจ (ไว้จับผู้ร้าย) เป็นหมอ (ไว้รักษาคนไข้) หรือเป็นครู (ไว้สอนหนังสือ) แต่ในพอโตมา ความฝันเหล่านั้นอาจต้องเปลี่ยนแปลงไปด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง เช่น การได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่โตขึ้น การถูกหล่อหลอมจากกรอบการคิดของสังคม (เช่นจากพ่อแม่อยากให้ลูกเรียนในสาขาที่ตนเห็นว่าดี หรือจากสังคมที่เห็นว่าอาชีพนี้น่ายกย่อง) หรือกรอบของรายได้ (เช่นเลือกเรียนในอาชีพที่มีรายได้สูง หรือหาเงินได้ง่ายและเร็ว) เป็นต้น ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงเป็นที่น่าเสียดายว่า คนจำนวนมากจึง “เลือกเรียนและทำงานในสาขาที่ตนเองไม่มีความถนัด (และไม่ได้มีความรัก) อย่างแท้จริง”

โดยส่วนตัว (ในการตอบคำถามของนักศึกษาที่ไม่รู้ว่าตัวเองไม่ต้องการอะไรกันแน่เหล่านั้น) ผมมักแนะนำว่า การเลือกงาน (หรือเลือกเรียน) ควรอยู่ในส่วนประกอบของ 3 ปัจจัยได้แก่

1. เลิอกเรียนและทำงานในสาขาที่ถนัด

2. เลือกเรียนและทำงานในสาขาที่ชอบ/รัก

3. เลือกเรียนและทำงานในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ


การเลือกเรียนและทำงานในสาขาที่ถนัดจะทำให้เราไม่ต้องเหนื่อยและไม่ต้องใช้แรงมาก (เมื่อเปรียบเทียบกับการทำงานหรือเรียนในสาขาที่ไม่ถนัด) เช่น บางคนชอบพูดมากกว่าเขียน แต่บางคนชอบเขียนมากกว่าพูด วางคนชอบปฎิบัติมากกว่าวางแผน แต่บางคนชอบคิดวิเคราะห์แต่ไม่ชอบปฎิบัติ บางคนเก่งในการใช้สมองซึกซ้าย ในขณะทีหลายคนก็เก่งในการใช้สมองซึกขวา การทำงานหรือเรียนในสาขาที่ “ไม่ใช่ตัวคุณ” เป็นสิ่งที่อันตรายเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะทำให้ต้องเปลืองพลังงานกับการพยายามปรับปรุงตัวเองเพื่อให้สอดคล้องกับคุณลักษณะของงานที่ทำแล้ว ยังเป็นการยากทีเขาเหล่านั้นจะประสบความสำเร็จกับสิ่งทีทำ (และอาจทำให้หลงทางในชีวิต) อย่างตัวผมเอง ตอนเรียนจบมาใหม่ๆ ได้ไปทำงานเกี่ยวกับทางด้านการตลาด (Marketing) ในขณะที่ตัวเองเป็นพวกชอบคิดมากกว่าชอบพูด ปรากฏว่า ผมก็ไม่สามารถทำงานนั้นได้ดีออกมาเท่าที่ควร (ยอดขายน้อยมากและไม่เป็นตามเป้า)

การเลือกเรียนและทำงานในสิ่งที่รัก จะทำให้เรา “มีความสุขกับสิ่งที่ทำ” ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และมักประสบความสำเร็จกับสิ่งที่ทำ/เรียนได้เร็วกว่าคนที่ไม่ได้รักในสิ่งที่ตนเรียนหรือทำอย่างแท้จริง หนังสือเล่มหนึ่งของคุณบัณฑิต อึ้งรังสี ที่มีชื่อเรื่องว่า "ทำสิ่งที่รักยังงัยก็รุ่ง) ได้เขียนไว้ว่า มีคนเพียงร้อยละ 19 เท่านั้นที่กำลังทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก ในขณะที่คนอีกร้อยละ 81 ต้องทนทำในสิ่งที่ไม่ได้มาจากความรักของตัวเองอย่างแท้จริง แต่ต้องทนทำเพราะ รายได้มากกว่า มั่นคงกว่า หรือสังคมเห็นว่างานนี้ดีกว่า ตัวผมเองตอนนี้โชคดีที่กำลังทำงานที่ทั้งรักและถนัด เลยทำให้ทุกๆ วันเป็นการทำงานที่มีความสุข และรู้สึกโชคดีมากที่มีคนมาจ่ายเงินให้ทำในสิ่งที่เราชอบ

นอกจากควรเลือกเรียนหรือทำงานที่รักและมีความถนัดแล้ว การทำงานและเรียนในสาขาที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ รวมถึงการมีจิดสาธารณะในงานที่ทำ เป็นสิ่งที่ “สร้างคุณค่า” แก่ตัวเองอย่างสูง บางสาขาอาชีพที่มีรายได้ดี อาจจะไม่ใช่อาชีพที่เป็นประโยชน์กับประเทศมากนัก การเลือกงานหรือสาขาที่เรียนก็ควรที่จะคำนึงถึงการสร้างประโยชน์แก่สังคมด้วยเช่นกัน (ไม่ใช้แต่จะจบมาหาเงินอย่างเดียว) นอกจากนี้ การทำงานยังจำเป็นต้องใส่การมีจิดสาธารณะให้มากยิ่งขึ้น โดยอาจพยายามจัดสรรสัดส่วนจากการทำงานเพื่อสร้างประโยชน์กับกลุ่มคนที่ด้อยโอกาสและเป็นประโยชน์แก่สังคม ไม่ใช่แต่จะเอาแต่ประโยชน์ของตัวเองเป็นที่ตั้ง คงจะเป็นการดีที่คนหัวดีเรียนเก่งอย่างคนเรียนหมอจะเห็นความสำคัญกับการรักษาคนไข้ที่ยากจนบ้าง แทนที่แต่จะมุ่งแต่หาเงินในการเลือกรักษาแต่คนรวย (โดยเฉพาะกับโรงพยาบาลในเขตเมือง) คงจะเป็นการดีที่อาชีพที่ดูเหมือนกับจะเน้นด้านทุนนิยมอย่างนักธุรกิจจะเริ่มที่จะจัดสรรอะไรบางอย่างคืนสู่สังคม (ดังเช่นกระแสของการบริจาคเงินของเศรษฐีจำนวนหนึ่งของโลกในปัจุบัน) และคงจะเป็นการดีที่สุดที่ผู้คุมเงินงบประมาณของประเทศอย่างข้าราชการและนักการเมืองจะมุ่งทำงานโดยเห็นกับประโยชน์ของประเทศอยางแท้จริง โดยไม่มีเรื่องอื่นๆ เกี่ยวข้อง

คงไม่เป็นการยากจนเกินที่จะรู้ว่าเราถนัดอะไรหรือชอบที่จะเป็นอะไร ขอเพียงแค่ลองเปิดโอกาสและใช้เวลาอยู่กับตัวเองบ้าง พร้อมกับพยายามสำรวจตัวเองดูว่า ถ้าเราไม่พึงปฏิบัติตามความคาดหวังของสังคมรอบตัวที่บอกเราว่า “อาชีพนี่ดีกว่าอาชีพนั้น”, “อาชีพนี้หาเงินได้มากกว่าอาชีพนั้น” หรือ “อาชีพนี้มีเกียรติมีศักดิ์ศรีกว่าอาชีพนั้น” งานอะไรกันแน่ที่เราถนัดและมีความรักที่อยากจะทำจริงๆ แม้งานนั้นอาจจะเป็นงานที่ดูตลกในสายตาของคนอื่น และถ้างานนั้นเป็นงานที่มีประโยชน์ต่อสังคมด้วยแล้ว คนๆ นั้นก็จะเป็นหนึ่งในคนที่โชคดีสุดที่จะได้รางวัลแด่คนช่างฝันชิ้นใหญ่ชิ้นนี้