สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้จากการเลือกตั้งในครั้งนี้ (วันที่ 3 กรกฎาคม) ก็คือ ในแต่ละพรรค (โดยเฉพาะพรรคใหญ่ๆ) มีผู้สมัครหนุ่มสาวที่อายุอยู่ในหลัก 20 ปลายถึง 30 ต้นๆ เพิ่มมากขึ้น สิ่งที่สังเกตได้ตามมาก็คือ ผู้สมัครเหล่านั้นมี “นามสกุล” เดียวกับข้าราชการผู้ใหญ่ นักธุรกิจ หรือนักการเมืองเก่าๆ หรือกล่าวง่ายๆ ก็คือ เป็นลูกหลานของผู้มีโอกาสและอันจะกินในสังคมเหล่านั้น
การมีคนรุ่นใหม่เหล่านี้มาทำงานทางการเมืองเป็น “สิ่งที่ดี” เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้คนหนุ่มสาวที่กำลังมีไฟ (ขอไม่ใช้คำว่าคนมีความรู้ความสามารถ เพราะผมไม่แน่ใจในตรงนี้) ได้มีโอกาสที่จะใช้ความรู้ที่มีมาทำประโยชน์ให้บ้านเมือง คนเหล่านี้ยังถือว่าเป็นเลือดใหม่ (Young Blood) ที่มักมีความพร้อม (โดยเฉพาะทางทุนทรัพย์) ที่จะสามารถทำงานเพื่อสังคมได้อย่างเต็มที่ โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงความจำเป็นในการหารายได้เลี้ยงชีพ (เพราะฐานะทางบ้านพร้อมอยู่แล้ว) คนหนุ่มสาวเหล่านี้มักจะจบการศึกษาที่ดี (อย่างน้อยปริญญาโท) โดยส่วนใหญ่จะจบจากต่างประเทศ และถูกอบรม (Train) ให้มีความพร้อมให้เข้าสู่การเป็นนักการเมืองอาชีพ
แต่ในอีกมุมมองหนึ่ง การเข้ามาทำงานของคนหนุ่มสาวนามสกุลดังเหล่านั้นทำให้เกิดคำถามตามมาว่า “คนหนุ่มสาวเหล่านั้นเป็น “ตัวแทน” (Nominee) ทางกลุ่มธุรกิจ/นักการเมืองหรือไม่ คนหนุ่มสาวเหล่านี้มีความสามารถ (ในตัวเองที่แท้จริงถ้าไม่มีเส้นสายหรือแรงผลักดันจากครอบครัว) หรือไม่ และคนหนุ่มสาวเหล่านั้นจะสามารถทำงานเพื่อสังคมโดยปราศจากการครอบงำจากกลุ่มทุนและอำนาจของครอบครัวได้มากน้อยเพียงใด
ยกตัวอย่างเช่น จุดเริ่มต้นของนักการเมืองในระดับจังหวัดจำนวนมากมักมาจาก “นักธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจผูกขาด/สัมปทาน/รับเหมา” และประสบความสำเร็จในระดับจังหวัดจนกระทั่งตัดสินใจเข้าสู่การเป็นนักการเมือง ภายหลังนักการเมือง (ที่มาจากนักธุรกิจ) เหล่านั้นเริ่มชราภาพ/ หรือถูกจำกัดสิทธิ์ทางการเมือง จึงจำเป็นต้องสร้างตัวแทนทางการเมือง (Nominee) จึงส่งให้ลูกหลานของตนเข้าสู่สนามการเมือง ลูกหลานเหล่านั้นโดยทั่วไปแล้วจะประสบผลสำเร็จได้รับเลือกให้เป็นผู้แทนได้สมใจ (เพราะครอบครัวมีฐานเสียงสนับสนุนที่เข้มแข็งและทำผลงานไว้แล้วในอดีต)
หรืออีกในกรณีหนึ่ง ที่กลุ่มนักธุรกิจที่ให้การสนับสนุนกับพรรคการเมืองมักพยายามส่งลูกหลานเข้ามาเป็นนักการเมืองสังกัดพรรคนั้นๆ โดยมีวัตถุประสงค์ก็คือ การพยายามสร้างฐานอำนาจทางการเมืองที่จะเป็นการเอื้อประโยชน์กับธุรกิจของตนในอนาคต
การส่งถ่ายตัวแทนทางการเมืองในลักษณะนี้ทำให้เกิดการสร้างสังคม “ครอบครัวนักธุรกิจการเมือง” (Business Politician Family) ให้เกิดขึ้น โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น/จังหวัด ซึ่งในท้ายที่สุดจะส่งผลทำให้ “สนามเลือกตั้งเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม แต่จะเอื้อประโยชน์ใปกับครอบครัวใดครอบครัวหนึ่ง หรือถ้าพูดในภาษาเศรษฐศาสตร์ (ไม่ใช่ภาษารัฐศาสตร์) ก็คือ การแข่งขันเลือกตั้งนี้มีลักษณะของตลาดผูกขาด (Monopoly Market) เกิดขึ้น
ถ้าเราจะมองว่า “ประชาธิปไตย” เป็นโครงสร้างตลาดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด (Most Efficient Market) ภายใต้ภาวะการแข่งขันที่เป็นธรรม โดยประชาชนควรจะมีอำนาจในการตัดสินใจเลือกผู้สมัครที่ตนเห็นว่าดีที่สุด (มีความรู้ที่สุด ทำประโยชน์ได้มากที่สุด และไม่โกงกิน) การผูกขาดโดยครอบครัวนักธุรกิจการเมือง (โดยเฉพาะในระดับท้องถิ่น) จะทำให้เกิดการเลือกที่ทำให้ตลาดประชาธิปไตยเกิดการบิดเบือน (Market Distortion) และสร้างการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะกับผู้สมัครอื่นๆ ที่ไม่ได้มากจากครอบครัวนักธุรกิจการเมืองและไม่ได้สังกัดอยู่กับพรรคใหญ่
ต่อให้คนหนุ่มสาวเหล่านั้นมีความต้องการเข้ามาทำงานทางการเมืองด้วยความบริสุทธิ์ใจและความตั้งใจจริงก็ตาม แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าความบริสุทธิ์ใจความตั้งใจนี้จะยังคงสภาพไว้ตลอดไป ไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าคนหนุ่มสาวเหล่านั้นจะไม่เหลิงไปกับอำนาจการผูกขาดและถูกผลักดันจากการเป็นครอบครัวนักธุรกิจการเมือง โดยเฉพาะในสภาพปัจจุบันที่อำนาจทุนมีบทบาทสำคัญที่สุดในการกำหนดทิศทางของประเทศ
