25 กรกฎาคม 2554

โครงการประชา “ไม่” นิยม





นโยบายการหาเสียงในช่วงของการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านแสดงให้เห็นชัดถึงการนำเสนอนโยบายที่มักถูกเรียกขานว่า “เป็นประชานิยม” โดยเลือกประกาศนโยบายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อที่ต้องการได้รับเสียงสนับสนุนจากคนหมู่มาก (หรือเป็นที่นิยม) นโยบายที่มักเป็นที่ชื่นชอบดังกล่าวมักอยู่ในรูปของการ ลด (ไม่มีแลก) แจกและแถม เป็นนโยบายที่ผู้เลือกเห็นว่าตนเองจะได้ประโยชน์โดยตรงจากนโยบายการหาเสียงดังกล่าว นักวิเคราะห์จำนวนมากต่างเห็นพ้องต้องกันว่า นโยบายที่ประกาศมาเหล่านั้น ถูกใช้ในหลักของการพีอาร์โดยไม่ได้คำนึงผลที่จะเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ (เช่นนโยบายที่เน้นไปที่เรื่องของการบิดเบือนกลไกตลาดอย่างเช่นการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ)  ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อระบบเศรษฐกิจมหภาค (เช่นเงินเฟ้อแลอัตราดอกเบี้ยที่จะต้องเพิ่มสูงขึ้น) และสถานะทางการคลังของประเทศ (ที่แน่นอนว่าจะต้องยอมรับการขาดดุลมากขึ้น)


นโยบายประชานิยม ในทางปฏิบัติจะค่อนข้างทำได้ง่ายและได้ผลสัมฤทธิ์ทางการเมืองสูง เพราะเป็นนโยบายที่รัฐเป็นผู้เล่นสำคัญ รัฐคือผู้ถือเงินงบประมาณของประเทศ และสามารถเลือกได้ว่าจะต้องการใส่เงิน/แจกเงิน/ให้เงินกับโครงการใดหรือกับคนกลุ่มไหน นโยบายประชานิยมมักเห็นผลตอบแทนกลับมาเร็วจากการที่ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายจะมีรายได้สูงขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดจะแสดงความชื่นชอบต่อพรรคการเมืองที่ใช้นโยบายเหล่านั้น อย่างไรก็ดี นโยบายประชานิยมมักถูกหยิบยกจากหลายฝ่ายว่าเป็นนโยบายที่บ่มเพาะนิสัยเคยชินแก่ประชาชนที่นั่งรอแต่ให้รัฐเข้ามาช่วยเหลือ เป็นนโยบายที่ไม่ได้สร้างสวัสดิภาพที่ดีต่อคนรุ่นหลัง (จะได้ประโยชน์ก็แต่กับคนรุ่นนี้) และมักเป็นนโยบายที่เปลืองงบประมาณของประเทศ


ในความเป็นจริงแล้ว การดำเนินนโยบายประชานิยมไม่ใช่สิ่งที่ผิด โดยเฉพาะนโยบายประชานิยมที่เน้นไปที่การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสของสังคมและเน้นด้านการพัฒนาท้องถิ่นโดยมีวัตถุประสงค์ในการลดความเหลื่อมล้ำของประเทศ แต่การดำเนินนโยบายโดยขาดซึ่งการกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง (Targeting Mechanism) แต่เลือกจัดสรรงบประมาณให้กับทุกคน (Universal) หรือการมีระบบคิดคามและประเมินผล (Monitoring and Evaluation) ของแต่ละนโยบาย จึงยังเป็นจุดอ่อน (Weakness) ของการดำเนินนโยบายประชานิยมในประเทศไทย


ถ้าพรรคการเมืองมองถึงผลสัมฤทธิ์ในระยะยาว (และเห็นแก่คนรุ่นหน้าเป็นสำคัญ) รัฐบาลควรเปิดไจที่จะประกาศ “นโยบายประชาไม่นิยม” ออกมาบ้าง ในที่นี้ โครงการประชา “ไม่” นิยม คือการดำเนินโครงการที่รัฐเห็นประโยชน์แก่ประเทศในระยะยาว โดยผู้ที่จะได้ประโยชน์จะไม่ใช่ประชาชนในยุคปัจจุบัน แต่เป็นคนในรุ่นลูกรุ่นหลานที่จะเติบโตขึ้นมาในอนาคต ด้วยเหตุผลของการหวังผลทางการเมืองได้น้อย เนื่องจากนโยบายในลักษณะนี้จะได้รับผลตอบแทน (Return) ช้า โครงการประชาไม่นิยมจึงเป็นโครงการที่หวังผลทางการเมืองได้น้อยและมักไม่ถูกนิยมนำมาหาเสียงมากนัก นโยบายประชาไม่นิยมควรเน้นไปที่ “การสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น การลงทุนทางด้านทรัพยากรมนุษย์และการศึกษา (เพื่อผลิตคนในอนาคตให้มีคุณภาพมากขึ้น) การลงทุนทางด้านโลจิสติกส์ เช่นรถไฟความเร็วสูงและระบบการขนส่งแบบราง (เพื่อเป็นการลดต้นทุนการขนส่งของประเทศโดยรวม) การปรับปรุงโครงสร้างภาษีของประเทศ (เพื่อให้เกิดการจัดเก็บรายได้ให้มากขึ้นและเป็นธรรมมากขึ้น) รวมไปถึงการลงทุนทางด้านการวิจัยและการพัฒนา (เพื่อที่จะสามารถนำประเทศไปสู่การเป็นศูนย์กลางของการสร้างงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของภูมิภาค)

ในทางการเมือง ถึงแม้ว่าโครงการประชาไม่นิยม อาจจะไม่ได้เป็นโครงการที่สร้างความเล้าใจกับคนรุ่นนี้ แต่จะเป็นโครงการที่คนรุ่นหน้าจะต้อง “ขอบคุณ” แก่นักการเมืองในยุคนี้ที่ช่วยวางรากฐานที่สำคัญ ในทางปฏิบัติจริงๆ แล้ว ผมคิดว่าคนไทยมีความรู้พอที่จะเห็นว่านโยบายไหนดี/หรือไม่ดีต่อประเทศในระยะยาวหรือไม่อย่างไร เพียงแต่พรรคการเมือง/รัฐบาลต้องกล้าที่จะประกาศว่า “นโยบายนี้จะเป็นนโยบายที่ประชาจะไม่นิยม” แต่รัฐบาลจำเป็นต้องทำเพื่อสำหรับลูกหลานในอนาคตจะได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น นอกจากนี้พรรคการเมือง/รัฐบาลควรจะต้องกล้าที่จะแสดงความเป็น “สุภาพบุรุษ” ในการประกาศว่า “ตนจะยังคงดำเนินนโยบายบางอย่างต่อเนื่องจากนโยบายของพรรคการเมืองตรงข้าม ถ้าเห็นว่านโยบายนั้นเป็นนโยบายที่จะมีประโยชน์  ไม่ใช่แต่พยายามจะประกาศผลงานกันว่านโยบายนี้ของพรรคผมหรือนโยบายนั้นของพรรคคุณ การกระทำในลักษณะนี้จะทำให้เห็นความเป็น “สุภาพบุรุษทางการเมือง” ได้ยากเต็มที