การพยายามรักษาคำมั่นสัญญาจากนโยบายการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้เป็น 300 บาททั้งประเทศกำลังเป็น Talk of the Town ในประเด็นว่าจะสามารถทำให้เป็นจริงได้มากน้อยเพียงใด ในขณะนี้สิ่งที่น่าจะทำให้เกิดขึ้นได้ง่ายที่สุดสำหรับนโยบายนี้ก็คือ
1)“การใช้ลักษณะของการนำร่อง” โดยบริษัทขนาดใหญ่ (เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ที่ได้ประกาศออกมาแล้วที่จะดำเนินตามนโยบายดังกล่าว) เป็นผู้เริ่มต้นก่อน เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่มักจะจ่ายค่าจ้างที่อยู่สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอยู่แล้ว การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจึงไม่เป็นภาระแก่บริษัทขนาดใหญ่นี้เท่าไรนัก
2) การพยายามปรับขึ้นกับบางจังหวัดที่รัฐบาลมีอำนาจเพียงพอในการแทรกแซงการตัดสินใจของคณะอนุกรรมการค่าจ้างไตรภาคีของบางจังหวัด (Provincial Sub-Committee Minimum Wage) ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า ผู้ประกอบการหรือนายจ้างของจังหวัดนั้นๆ จะเห็นดีมากหรือน้อยประการใด ซึ่งหลังจากวันที่ 1 มกราคม 2555 เราก็คงจะได้เห็นว่านโยบายนี้สามารถดำเนินการออกมาได้หรือไม่ และจะเป็นที่ถูกอกลูกจ้างหรือขัดใจนายจ้างมากน้อยเพียงใด
ในส่วนตัวที่ผมเคยได้ทำวิจัยในเรื่องนี้เห็นสนับสนุนการพยายามปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ (แต่ไม่ได้เห็นด้วยกับตัวเลข 300 บาททั่วประเทศนะครับ) เนื่องจากในปัจจุบันประเทศไทยเป็นประเทศที่แรงงานยังได้รับค่าตอบแทนที่ “ต่ำกว่าผลิตภาพ (Labor Productivity) ของตนอยู่มากถึงประมาณร้อยละ 43 (อ่านเพิ่มเติมถึงสาเหตุดังกล่าวได้จาก http://piriya-pholphirul.blogspot.com/2008/05/blog-post.html) ซึ่งการเปรียบเทียบของค่าจ้างกับผลิตภาพแรงงานของไทยที่แสดงออกมานี้มีความสัมพันธ์ที่ตรงกันข้ามกับประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปที่มักมีการจ่ายค่าจ้างที่ “สูงกว่า” ผลิตภาพของแรงงานของตน
นี้นักวิชาการส่วนใหญ่จึงมักให้คำแนะนำภาคธุรกิจที่จะต้องเผชิญกับการปรับเพิ่มขึ้นของค่าจ้างขั้นต่ำว่า “จะต้องเร่งเพิ่มผลิตภาพของแรงงาน” แต่โดยส่วนตัว ผมคิดว่า การวัดผลิตภาพแรงงานในภาคธุรกิจ (โดยเฉพาะภาคธุรกิจบริการ) ไม่ได้วัดง่ายเหมือนกับการวัดความเก่งของศูนย์หน้าทีมฟุตบอลที่วัดได้ง่าย จากจำนวนการยิงประตู ดังนั้นศูนย์หน้าที่ยิงประตูแก่งหรือเป็นดาวซัลโวก็ย่อมได้รับค่าจ้างหรือผลตอบแทนมากกว่าศูนย์หน้าธรรมดา
ผลิตภาพแรงงานสามารถแสดงออกในรูปของทักษะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การใช้คอมพิวเตอร์ได้เก่งขึ้น การทำงานได้เร็วขึ้น การพูดภาษาต่างประเทศได้คล่องแคล่ว หรือการที่แรงงานช่วยผลิตสินค้าในโรงงานได้มากขึ้น เป็นต้น อย่างไรก็ดี จากการที่ได้คุยพูดคุยกับภาคธุรกิจขนาดเล็กบางราย ผมกลับได้รับทราบข้อมูลที่น่าสนใจว่า นายจ้างไทยจำนวนมากไม่ได้กลัวการปรับเพิ่มขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำขนาดนั้น เพราะเห็นสมควรอยู่แล้วที่จะต้องจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำตามเงินเฟ้อและผลิตภาพของแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น แต่สิ่งที่ภาคธุรกิจเป็นกังวลกว่าก็คือ “เขาจะแน่ใจได้อย่างไรว่าแรงงานของตนนั้นมีทักษะที่สูงขึ้นและมีมาตรฐานที่สามารถวัดได้จริง ข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมบูรณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดแรงงาน (Imperfect Information in Labor Market) นี้ทำให้นายจ้างไม่แน่ใจว่าเงินที่ตัวเองจะต้องจ่ายให้แก่แรงงานเพิ่มขึ้นนั้นจะคุ้มค่ากับความสามารถของแรงงานคนนั้นๆ หรือไม่
ด้วยเหตุนี้เอง ตามมติคณะรัฐมนตรีในวันที่ 26 เมษายน 2554 เห็นชอบกับการกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือโดยได้มีผลบังคับใช้ไปแล้วในวันที่ 28 กรกฎาคม 2554 โดยระบุให้จำแนกระดับฝีมือ, ความรู้, ความสามารถในการทำงานของผู้ประกอบอาชีพใน 6 กลุ่มสาชา (22อาชีพ) ได้แก่ 1) ช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิคส์และคอมพิวเตอร์ (5 อาชีพ), 2) ช่างเครื่องกล (3 อาชีพ), 3) ภาคบริการ (3 อาชีพ), 4) ช่างอุตสาหกรรม (3 อาชีพ), 5) ช่างอุตสาหกรรมศิลป์ (4 อาชีพ), และ 6) ช่างก่อสร้าง (4 อาชีพ) โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ คือ
• ระดับ 1 : ผู้ที่มีฝีมือและความรู้พื้นฐานในการทำงาน ปฏิบัติงานภายใต้คำแนะนำของหัวหน้างาน
• ระดับ 2 : ผู้ที่มีฝีมือระดับกลางมีความรู้ ความสามารถ ทักษะ การใช้เครื่องมืออุปกรณ์ได้ดีและมีประสบการณ์ในการทำงานสามารถให้คำแนะนำผู้ใต้บังคับบัญชาได้
• ระดับ 3 : ผู้ที่มีฝีมือระดับสูง สามารถวิเคราะห์ วินิจฉัย ตัดสินใจ แก้ไขปัญหา นำความรู้และทักษะมาประยุกต์ใช้กับเทคโนโลยีใหม่ได้
ในแต่ละระดับได้มีการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำไว้ โดยระดับ 1 อยู่ที่ 275-350 บาท ระดับ 2 อยู่ที่ 360-460 บาท และระดับ 3 อยู่ที่ 445-510 บาทต่อวัน โดยในการเลื่อนขั้นจากระดับหนึ่งไปอีกระดับหนึ่งนั้นจะต้องผ่านการฝึกอบรมและทำการทดสอบจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยแรงงานกึ่งฝีมือที่ผ่านการฝึกอบรมและผ่านการทดสอบจะได้รับประกาศนียบัตรหรือใบรับรองที่จะสามารถยื่นต่อนายจ้างเพื่อขอปรับค่าจ้างตามแต่ละตำแหน่งและระดับที่ระบุไว้ตามกฎหมาย
การมีใบรับรองคุณวุฒิของแรงงานในลักษณะนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมบูรณ์ในตลาดแรงงานได้ในหลายๆ กรณีไม่ว่าจะเป็น ในฐานะของนายจ้างที่จะสามารถที่จะวางแผนพัฒนาบุคลากรรวมถึงการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งหรือค่าจ้างตามความสามารถของลูกจ้างได้อย่างเหมาะสม และสำหรับลูกค้าที่เกิดความมั่นใจในคุณภาพของสินค้าและบริการที่ได้มาตรฐานและความปลอดภัย ในส่วนของลูกจ้างเอง การกำหนดค่าตอบแทนตามคุณวุฒิยังเป็นการคุ้มครองแรงงานกึ่งฝีมือและฝีมือให้ได้รับค่าจ้างที่เหมาะสมและเป็นธรรม แล้วการได้รับค่าจ้างที่สูงตามความสามารถยังเป็นแรงจูงใจให้แรงงานมีการพัฒนาทักษะฝีมือเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ข้อเสนอหนึ่งสำหรับนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทก็คือ ภาครัฐน่าจะเข้ามาดูในเรื่องของ ค่าตอบแทนตามมาตรฐานฝีมือแรงงานนี้ให้มากขึ้น โดยอาจพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างให้กับกลุ่มอาชีพเหล่านี้ก่อนเนื่องจากเป็นการกำหนดค่าจ้างตามคุณวุฒิวิชาชีพ ซึ่งน่าจะได้รับการตอบรับและสนับสนุนจากนายจ้างมากกว่า ในขณะที่การพยายามปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำกับทุกๆ อาชีพนั้นยังจำเป็นต้องมีการพิจารณาให้ถ้วนถี่มากขึ้นเพราะถึงแม้ว่าจะเป็นนโยบายที่ดีสำหรับลูกจ้างก็ตาม แต่การพยายามบิดเบือนโครงสร้างตลาด (แรงงาน) ขนาดใหญ่ ก็อาจสสร้างปัญหาตามมาด้วยเช่นเดียวกัน
