28 กันยายน 2554

ปริญญาตรี “15,000”.... อาชีวะเท่าไรดี??

การพยายามผลักดันนโยบายทางด้านค่าจ้างของรัฐบาลชุดปัจจุบันยังคงเป็นประเด็นท้าทายที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยนอกเหนือจากนโยบายสุดหินอย่างการพยายามปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาทต่อวันในทุกจังหวัดแล้ว การกำหนดเงินเดือนขั้นต่ำสำหรับผู้สำเร็จการศึกษาในระดับ ป.ตรี ให้ที่ 15,000 บาทต่อเดือนก็เป็นอีกหนึ่งนโยบายหนึ่งที่มีการถกเถียงค่อนข้างมากเช่นกัน

โดยส่วนตัวของผมในมุมของเศรษฐศาสตร์แรงงาน (Labor Economics) การกำหนดให้ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีให้ได้รับเงินเดือนขั้นต่ำที่ 15,000 บาทนี้ “ไม่สอดคล้องกับภาวะตลาดแรงงานในปัจจุบันของไทย” อย่างสิ้นเชิง (แต่อาจถูกต้องกับหลักของการหาเสียงการเมือง) โดยมีเหตุผล 2-3 ประการดังนี้

ประการแรก ถ้าเปรียบเทียบกับการสำเร็จการศึกษาในระดับอื่นๆ (เช่นระดับอาชีวะศึกษา) พบว่า ผู้สำเร็จการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยต่างได้รับผลตอบแทน (ทั้งในรูปของรายได้และไม่ใช่รายได้) จากการลงทุนทางด้านการศึกษา (Rate of Return on Education) สูงกว่าผู้สำเร็จการศึกษาในระดับอื่นๆ อยู่แล้ว โดยจากการศึกษาล่าสุดที่ผมได้ทำร่วมกับ ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ปัทมศิริวัฒน์ พบว่า ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีจะได้รับผลตอบแทนทางการศึกษา (หรือรายได้สูงขึ้น) ประมาณร้อยละ 14 (เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่จบต่ำกว่าปริญญาตรี) ในขณะที่ ผู้สำเร็จการศึกษาจากรั้วอาชีวะจะได้รับผลตอบแทนทางการศึกษาที่ต่ำกว่าคือเพียงแค่ร้อยละ 8 เท่านั้น (เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่จบต่ำกว่าอาชีวะ) ดังนั้นถ้าวิเคราะห์ในรูปแบบของผลตอบแทนแล้วจะเห็นได้ว่า ผู้สำเร็จในระดับ ป.ตรี ในปัจจุบันเป็นผู้ที่ได้รับผลตอบแทน (จากการศึกษา) ที่สูงกว่าในระดับอื่นๆ อยู่แล้ว ดังนั้นการกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำของคนจบ ป.ตรีไว้ที่ 15,000 บาทจึงจะยิ่งทำให้เกิดการบิดเบือนของระบบการศึกษา (เช่นคนจะแห่เรียน ป.ตรี แทนที่จะเรียนในสายอาชีวะที่กำลังขาดแคลน) และตลาดแรงงานมากขึ้น (เช่นจะทำให้เกิดช่องว่าของรายได้ระหว่างคนจบ ป.ตรีและไม่จบ ป.ตรีมากขึ้น) และถ้าจะให้เหตุผลในเรื่องของความยุติธรรม การพยายามช่วยให้เด็กที่จบ ป.ตรี ที่ได้รับรายได้สูงอยู่แล้ว (เมื่อเปรียบเทียบกับผู้จบในระดับที่ต่ำกว่า) ให้ได้รับรายได้ที่สูงขึ้น จึงไม่เป็นธรรมแก่ผู้เรียนจบในระดับอื่นๆ (เช่นคนที่จบในระดับอาชีวะศึกษา) ด้วยเช่นเดียวกัน

ประการที่สอง การขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับคนจบ ป.ตรีโดยไม่จำกัดสาขาอาชีพจะส่งผลทำให้ เกิดปัญหา “การจับคู่กันอย่างไม่เหมาะสมของทักษะแรงงาน (Skill Mismatch)” มากขึ้น โดยนโยบายนี้อาจเป็นแรงจูงใจให้นักศึกษาจะเลือกที่จะไปเรียนในสาขาที่จบง่าย (เช่นสาขาในหมวดของสังคมศาสตร์) มากกว่าที่จะเรียนในสาขาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งเป็นสาขาที่มีความสำคัญกับการพัฒนาประเทศในระยะยาวที่อยากจะมุ่งไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่ต้องการใช้นวัตกรรมเป็นตัว ขับเคลื่อน (Innovative Economy) ซึ่งจากตัวเลขในปัจจุบัน นักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ (ประมาณร้อยละ 80) ก็เลือกเรียนในสาขาสังคมศาสตร์อยู่แล้ว ในขณะที่มีส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเลือกเรียนในสาขาขาดแคลน STEM (Science, Technology, Engineering, Mathematics) (ผู้ที่สนใจสามารถอ่านถึงสาเหตุดังกล่าวได้จากบทความที่ผมในเคยเขียนไว้แล้วที่ http://piriya-pholphirul.blogspot.com/2011/02/stem.html)

ประการที่สาม ในภาวะปัจจุบัน บัณฑิตที่จบการศึกษาจากรั้วมหาวิทยาลัยไทยกำลังประสบปัญหาการการว่างงานและต้องใช้เวลานานมากในการหางาน (หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่าการว่างงานประเภทนี้ว่า Frictional Unemployment) ซึ่งแน่นอนว่า การกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำไว้ที่ 15,000 บาทนี้ก็จะยิ่งที่ให้บัณฑิตเหล่านี้ต้องประสบกับปัญหาการว่างงานมากขึ้น หรือต้องใช้เวลาในการหางานทำนานขึ้น

ดังนั้น ถ้าจะมีนโยบายการปรับขึ้นค่าจ้างจริงๆ แล้ว โดยส่วนตัวผมคิดว่า “การพยายามปรับขึ้นค่าจ้างให้กับผู้สำเร็จการศึกษาในระดับอาชีวะศึกษาจะเป็นนโยบายที่น่าจะมีประโยชน์ และสอดคล้องตามสภาพตลาดแรงงานในปัจจุบันมากกว่า” เนื่องจาก ประการแรก การปรับขึ้นเงินเดือนของคนจบอาชีวะศึกษาจะเป็นการสร้างแรงจูงใจให้คนอยากเรียนต่อในระดับของอาชีวะมากขึ้น ซึ่งจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาที่ต้องการเพิ่มจำนวนผู้จบอาชีวะศึกษาให้อยู่ที่สัดส่วน 60:40 (จบอาชีวะร้อยละ 60 จบสายสามัญร้อยละ 40) เมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขปัจจุบันที่คนเลือกเรียนในสาขาอาชีวะเพียงแค่ร้อยละ 40 เท่านั้น (ส่วนใหญ่ในนี้เรียนต่อ ป.ตรี)

ประการที่สอง การปรับขึ้นค่าจ้างของผู้สำเร็จในระดับอาชีวะยังไม่ทำให้เกิดการบิดเบือนในตลาดแรงงาน (Labor Market Distortion) มากเหมือนกับที่จะใช้กับในระดับ ป.ตรี เพราะสาขาอาชีวะเป็นสาขาที่มีความต้องการในภาคอุตสาหกรรมอยู่แล้ว (ในขณะที่คนจบมาน้อย) ซึ่งการพยายามปรับขึ้นเงินเดือนของเด็กที่จบอาชีวะศึกษานี้จะสอดคล้องกับภาวะปัจจุบันที่กำลังเกิดอุปสงค์ส่วนเกิน (Excess Labor Demand) ในตลาดแรงงานอาชีวะมากกว่าแทนที่จะไปปรับขึ้นค่าจ้างของเด็กที่จบปริญญาตรีที่อยู่ในสถานะที่ตรงกันข้ามคือ มีอุปทานส่วนเกินของแรงงาน (Excess Labor Supply) หรือมีคนเรียนจบ ป.ตรีมากกว่าความต้องการจ้าง

อย่างไรก็ดี ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันก็เข้าใจปัญหาของตลาดอาชีวะที่ได้กล่าวมาข้างต้นนี้เป็นอย่างดี โดยสังเกตได้จากการที่คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ได้ลองโยนหินถามทางเมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมาแล้วว่าต้องการที่จะผลักดันให้ผู้สำเร็จการศึกษาในระดับอาชีวะศึกษาให้ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำที่ 16,000 บาทต่อเดือน ซึ่งโดยทางวิชาการที่อธิบายไว้ข้างต้น ผมขอสนับสนุนกับแนวคิดนี้ครับ (แต่ไม่ได้สนับสนุนในตัวเลข 16,000 นะครับ) แต่อาจพิจารณาให้นักศึกษาอาชีวะเหล่านั้นเข้าทดสอบทางด้านคุณวุฒิวิชาชีพ (Vocational Qualification Framework) โดยนักศึกษาที่ผ่านการทดสอบและได้รับใบรับรองก็ให้ได้รับเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาทต่อเดือนเหมือนกับปริญญาตรี

อีกข้อเสนอหนึ่งก็คือ การปรับขึ้นเงินเดือนผู้จบอาชีวะควรจะกำหนดในสาขาที่ขาดแคลนในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น (เช่น สาขาช่างเทคนิค สาขาผู้ประกอบฝีมือในโรงงาน สาขาไฟฟ้า) เพราะจะทำให้เกิดแรงจูงใจเพื่อให้คนอยากเรียนในสาขาช่างที่ขาดแคลนนี้มากขึ้น (แทนที่จะไปปรับเงินเดือนสำหรับผู้จบในสาขาบริหารธุรกิจและพาณิชยการ ซึ่งกว่าครึ่งของคนจบอาชีวะเรียนจบในสาขานี้)

นอกจากการใช้กลไกทางด้านรายได้แล้ว การพยายามปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของการเรียนอาชีวะศึกษาผ่านการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ (อย่างที่รัฐบาลที่ผ่านมาได้ทำไว้) ว่าเป็นอาชีวะศึกษาสาขาที่มีเกียรติและเป็นประโยชน์ต่อประเทศ หางานทำง่าย และมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ยังน่าจะเป็นนโยบายที่รัฐบาลชุดนี้ควรจะสานต่อไปครับ



อ้างอิง: Patmasiriwat, Direk and Pholphirul, Piriya (2011) “Analysis of the Returns on Education in Thailand”, Working Paper submitted for the World Bank