วิกฤตการอภิมหาอุทกภัยที่กำลังเกิดขึ้นกับประเทศไทยในขณะนี้ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรหลายๆ อย่าง อย่างแรก น้ำท่วมในครั้งเราทำให้เราได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของสาขาวิชาชลประทานที่ว่ากันด้วยความสำคัญของการบริหารจัดการน้ำ สาขาวิชานี้ไม่ค่อยมีคนศึกษาและน่าจะได้รับการสนับสนุนให้มากกว่านี้
น้ำท่วมในครั้งนี้ ทำให้เราได้เรียนรู้ถึง การพยายามใช้สติปัญญาของคนไทยเพื่อต่อสู้กับมวลน้ำที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ซึ่งยุทธศาสตร์ในการต่อสู้ดังกล่าวถูกดำเนินออกมาในรูปแบบของการมองเศรษฐกิจแบบภาพกว้างเป็นที่ตั้ง โดยการพยายามป้องกันและ “จัดสรร” ให้น้ำเข้ามากระทบต่อพื้นที่เศรษฐกิจหลักของประเทศให้น้อยที่สุด โดยพยายามให้น้ำไหลออกไปทางซ้ายและทางขวาของกรุงเทพมหานคร หรือให้กระทบต่อกรุงเทพมหานครชั้นในให้น้อยที่สุดนั้นเอง
แน่นอนครับว่า การจัดสรรในลักษณะนี้เกิดขึ้นพรอ้มกับ “ความเหลื่อมล้ำ” ของการพยายามช่วยเหลือคนที่รวยกว่า (คนกรุงเทพชั้นใน) โดยต้องแลกกับความยากลำบากของที่รอยน้อยกว่า ถ้าจะมองในแง่ที่ดีแล้ว เราก็หวังว่าการพยายามจัดสรรในลักษณะนี้น่าจะช่วยให้ผลกระทบไม่ขยายไปวงกว้างและสามารถที่จะฟื้นฟูเยียวยาผู้ประสบภัยได้เร็วขึ้น โดยส่วนตัวแล้ว ผมคงไม่บอกว่าการจัดสรรในลักษณะนี้ถูกหรือผิด (อย่างที่หลายฝ่ายกำลังตั้งข้อสังเกต) แต่อย่าลืมว่า อภิมหาอุทกภัยในครั้งนี้เป็นครั้งที่หนักหนาที่สุด และคนที่ทำหน้าที่รับผิดชอบอยู่ในขณะนี้ต่างก็ไม่เคยมีประสบการณ์ในการป้องกันน้ำที่มากขนาดนี้มาก่อน ถ้าจะผิดหรือถูกก็ถือว่าอย่างน้อยทุกฝ่ายได้พยายามกันอย่างเต็มที่แล้วครับ ตรงนี้ขอเอาใจช่วยและเป็นกำลังใจให้ครับ
น้ำท่วมในครั้งนี้ ยังทำให้เราได้เรียนรู้ถึงการ “แบ่งปัน” ในสังคมไทย เราได้เห็นจำนวนเงินบริจาคอย่างมหาศาลจากทุกภาคส่วนเข้าไปในบัญชีต่างๆ ที่เปิดรับ เราได้เห็นธุรกิจเอกชนหลายๆ แห่งพยายามคืนกำไรกลับสู่สังคมโดยการเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือทั้งทางด้านทุนทรัพย์และสิ่งของ เราได้เห็นการพยายามช่วยในด้านกำลังแรง ไม่ว่าจะเป็นการช่วยแพ็กของ การช่วยเตรียมถุงทรายจากเด็กวัยรุ่น ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุ ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เราได้เห็นเงินช่วยเหลือจากประเทศพันธมิตรต่างๆ ที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ดีระหว่างประเทศไทยกับประเทศเหล่านั้น ซึ่งการแบ่งปันนี้ทำให้เราได้เห็นว่า “ไม่ว่าน้ำจะท่วมจากมากเท่าใด แต่น้ำใจคนไทยท่วมมากกว่า” ครับ
น้ำท่วมในครั้งนี้ ยังทำให้เราได้เราได้เรียนรู้ถึง “การช่วยกัน” ของกลุ่มคนที่โดยปกติแล้วจะอยู่กันคนละฝ่าย เราได้เห็นการที่ฝ่ายค้านไม่ได้ออกมาต่อว่ารัฐบาลเหมือนกับช่วงเวลาปกติที่ต่างฝ่ายต่างเล่นการเมือง (ถึงแม้ว่าจะมีอยู่บ้าง แต่ผมคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย) เราได้เห็นดารานักร้องที่อยู่ต่างสังกัดเข้ามาทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย เราได้เห็นบทบาทของทหารและตำรวจที่มีส่วนสำคัญในการเข้ามาช่วยกันปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เราได้เห็นการที่ผู้ประสบภัยเอง โดยเฉพาะในสถานที่ที่รองรับผู้ประสบภัยหลายๆ แห่งที่ต่างฝ่ายต่างเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน แบ่งอาหารให้กัน แชร์ห้องน้ำ และดูแลกันและกัน การช่วยเหลือกันของทุกภาคส่วนในวันนี้ทำให้อย่างน้อยเราลืมเหตุการณ์ของความแตกแยกความสามัคคีและการแบ่งฝ่าย (ตามเสื้อสี) ที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยเมื่อ 2-3 ปีที่แล้วออกไปได้มาก อย่างน้อยต้องขอบคุณที่วิกฤตการน้ำท่วมในครั้งนี้ทำให้เราได้เห็นความดีงามดังกล่าวครับ
ในวันนี้ เรายังไม่ทราบแน่ชัดถึงชะตากรรมที่จะเกิดขึ้นไปอีกอย่างน้อย 1-2 เดือนข้างหน้า เรายังไม่แน่ใจว่าภาครัฐจะสามารถปกป้องกรุงเทพชั้นในและสถานที่สำคัญได้มากน้อยเพียงใด และเรายังไม่ทราบว่าหลังเหตุการณ์ครั้งนี้แล้วจะเกิดอะไรขึ้น แต่อย่างน้อยสิ่งที่จำเป็นต้องทำเป็นอย่างยิ่งก็คือการ “ทดแทน” ของคนกรุงเทพชั้นในที่จะต้องชดเชยให้แก่ผู้ที่ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่ภายนอกที่ประสบภัย คนเหล่านั้นช่วยปกป้อง (หรืออย่างน้อยก็ยืดเวลา) ไม่ให้น้ำเข้ามาท่วมในพื้นที่ของคุณ ซึ่งเป็นการเห็นสมควรที่เราต้องทดแทนครับ
ในทางนโยบายแล้ว ภาครัฐ (อาจจะเป็นกรุงเทพมหานครหรือรัฐบาลกลางก็ได้) ควรที่จะต้องมีการจัดเก็บ “ภาษีน้ำท่วม” สำหรับครัวเรือนในเขต กทม. ชั้นในที่ไม่ได้รับผลกระทบ (จะเป็นรูปแบบอย่างไรนั้นค่อยว่ากันอีกที) และเอาภาษีนี้ไปชดเชยให้กับประชาชนในเขตที่ประสบน้ำท่วมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ผมเชื่อว่าคนกรุงเทพมหานครจะต้องยินดีและเห็นด้วยกับนโยบายนี้อย่างแน่นอนครับ ขอให้เหตุการณ์ครั้งนี้ผ่านพ้นไปโดยเร็วครับ สู้..สู้ (โว้ย)!!!
.jpg)