02 กันยายน 2555

“กีฬาพาราลิมปิก”: อีกหนึ่งตัวชี้วัดของการพัฒนา




เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ หลังจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกได้เสร็จสิ้นไปแล้ว การพาราลิมปิกหรือกีฬาคนพิการสากล) ก็จะเริ่มต้นขึ้นที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยมีการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 สิงหาคมถึง 9 กันยายน พ.ศ.2555 ซึ่งในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 14
 
จริงๆ แล้ว แนวคิดของการจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการนี้ เริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 โดยนายเพทย์ลุดวิก กูทมัน ศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลสโตก แมนเดวิลล์ ประเทศอังกฤษ ได้มีแนวคิดจัดการแข่งขันกีฬาขึ้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างฟื้นฟูสมรรถภาพกายและใจของทหารผ่านศึกชาวอังกฤษจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งหลังจากนั้น กีฬาคนพิการก็ได้ถูกจัดขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 1952 ที่ประเทศอังกฤษเช่นเดิม แต่ครั้งนี้มีทหารผ่านศึกชาวดัตช์เข้าร่วมการแข่งขันด้วยจึงอาจกล่าวได้ว่า การแข่งขันครั้งนี้ เป็นการแข่งขันกีฬาคนพิการในระดับนานาชาติครั้งแรก หลังจากนั้น ก็มีการแข่งขันกีฬาคนพิการในระดับนานาชาติมาเป็นระยะๆ จนถึงปี ค.ศ. 1960 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี การแข่งขันกีฬาคนพิการนานาชาติก็ได้ถูกปรับเข้ามาสู่การเป็น กีฬาโอลิมปิกคนพิการ

อย่างไรก็ดี เนื่องจากประเทศเจ้าภาพจำเป็นต้องจัดการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกนี้ควบคู่ไปกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก ประเทศที่จัดการแข่งขันจึงมักประสบปัญหามากมาย โดยเฉพาะปัญหาทางด้านการเงิน โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายบานปลาย จึงส่งผลทำให้การแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกมักไม่ได้รับความสนใจจากประเทศที่จัดการแข่งขันมากเหมือนกับกีฬาโอลิมปิก ซึ่งส่งผลทำให้ นักกีฬาคนพิการยังต้องถูกแยกไปแข่งขันเองตามหัวเมืองอื่นๆ (ที่มีความพร้อมมากกว่า) และมักไม่ได้รับการดูแลเทียบเคียงกับนักกีฬาที่เข้าไปแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก

ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกจึงเปรียบเสมือนกับการยกย่องความมุมานะและอุสาหะของนักกีฬาคนพิการทั่วโลกที่เข้าร่วมการแข่งขันในมหกรรมกีฬาดังกล่าว และเป็นเครื่องชี้วัดหนึ่งที่แสดงว่าประเทศได้ให้ความสำคัญกับคนพิการ (ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาส (หรือ Minority Group) มากน้อยเพียงใด โดยประเทศใดที่ประสบความสำเร็จได้รับเหรียญรางวัลจากการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกมาก ก็ย่อมแสดงว่าประเทศนั้นได้มีการใช้จ่ายลงทุน และให้ความสำคัญกับคนพิการในประเทศของคนมากเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งที่สะท้อนไประดับของการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

จากการศึกษาของ Ian Brittain จาก University of Bedfordshire ประเทศอังกฤษ ได้เก็บรวบรวมข้อมูลของการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ โดยระบุว่า ประเทศที่ประชาชนมีรายได้สูง (หรือขนาด GDP ต่อหัวสูง) จะมีโอกาสได้รับเหรียญรางวัลมากกว่าประเทศที่ประชาชนมีรายได้ต่ำกว่า ซึ่งสะท้อนว่าประเทศเหล่านั้นมักมีงบประมาณที่มากพอในการจัดสรรให้กับกลุ่มคนพิการของในแต่ละประเทศ โดยจากการศึกษาพบว่า ประเทศในกลุ่มยุโรปจะได้รับเหรียญรางวัลมากกว่าประเทศในกลุ่มอื่นๆ

นอกจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ เช่น รายได้ต่อหัวแล้ว งานศึกษาชิ้นนี้ยังระบุถึงนโยบายของประเทศที่ให้การดูแลและสนับสนุนคนพิการ ที่ถึงแม้ว่าประเทศจะมีรายได้ต่อหัวที่ต่ำก็ตาม แต่การนโยบายการให้การสนับสนุนและดูแลคนพิการของประเทศที่ดีก็ย่อมส่งผลต่อความสำเร็จในการได้รับเหรียญรางวัลจากการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกด้วยเช่นกัน โดยงานศึกษานี้ได้ยกตัวอย่างของ “ประเทศจีน” โดยประเทศจีนได้รับเหรียญรางวัลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 22 เหรียญในการแข่งขันพาราลิมปิกเมื่อปี 1984 ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็น  141 เหรียญที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซในปี 2004 และ 211 เหรียญที่กรุงปักกิ่ง ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2008 ซึ่งทำให้จีนได้กลายเป็นจ้าวเหรียญรางวัลกีฬาพาราลิมปิก โดยความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการที่ประเทศให้ความสำคัญกับคนพิการ โดยประเทศจีนมีการแข่งขันกีฬาคนพิการมาตั้งแต่ปี 1950 วิทยาลัยพละของประเทศจีนเองก็ยังมีการเปิดการเรียนการสอนให้กับคนพิการ

จะว่าไปแล้ว ประเทศไทยเราเองก็ให้ความสำคัญกับคนพิการไม่น้อย โดยได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาคนพิการมาอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากล โดยจากการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกที่ประเทศจีนคราวที่แล้ว เราได้มา 13 เหรียญเป็นอันดับที่ 41 (แต่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศอาเซียน) ดังนั้นการแข่งขันพาราลิมปิกที่กรุงลอนดอนในครั้งนี้ ก็คงต้องลุ้นครับว่าเราจะได้มาเพิ่มอีกกี่เหรียญ ขอส่งแรงใจให้กับนักกีฬาไทยทุกท่านครับ

ที่มา- Brittain, Ian (2006) Paralympic Success as Measure of National Social and Economic Development, University of Bedfordshire, Mimeo.