เป็นธรรมเนียมปฏิบัติ
หลังจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกได้เสร็จสิ้นไปแล้ว การพาราลิมปิกหรือกีฬาคนพิการสากล) ก็จะเริ่มต้นขึ้นที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยมีการจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 สิงหาคมถึง 9 กันยายน พ.ศ.2555 ซึ่งในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 14
จริงๆ
แล้ว แนวคิดของการจัดการแข่งขันกีฬาคนพิการนี้ เริ่มมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 โดยนายเพทย์ลุดวิก
กูทมัน ศัลยแพทย์ประจำโรงพยาบาลสโตก แมนเดวิลล์ ประเทศอังกฤษ ได้มีแนวคิดจัดการแข่งขันกีฬาขึ้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างฟื้นฟูสมรรถภาพกายและใจของทหารผ่านศึกชาวอังกฤษจากสงครามโลกครั้งที่
2 ซึ่งหลังจากนั้น กีฬาคนพิการก็ได้ถูกจัดขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ.
1952 ที่ประเทศอังกฤษเช่นเดิม แต่ครั้งนี้มีทหารผ่านศึกชาวดัตช์เข้าร่วมการแข่งขันด้วยจึงอาจกล่าวได้ว่า
การแข่งขันครั้งนี้ เป็นการแข่งขันกีฬาคนพิการในระดับนานาชาติครั้งแรก หลังจากนั้น
ก็มีการแข่งขันกีฬาคนพิการในระดับนานาชาติมาเป็นระยะๆ จนถึงปี ค.ศ. 1960 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี การแข่งขันกีฬาคนพิการนานาชาติก็ได้ถูกปรับเข้ามาสู่การเป็น
“กีฬาโอลิมปิกคนพิการ”
อย่างไรก็ดี
เนื่องจากประเทศเจ้าภาพจำเป็นต้องจัดการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกนี้ควบคู่ไปกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก
ประเทศที่จัดการแข่งขันจึงมักประสบปัญหามากมาย โดยเฉพาะปัญหาทางด้านการเงิน
โดยต้องเสียค่าใช้จ่ายบานปลาย จึงส่งผลทำให้การแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกมักไม่ได้รับความสนใจจากประเทศที่จัดการแข่งขันมากเหมือนกับกีฬาโอลิมปิก
ซึ่งส่งผลทำให้ นักกีฬาคนพิการยังต้องถูกแยกไปแข่งขันเองตามหัวเมืองอื่นๆ (ที่มีความพร้อมมากกว่า)
และมักไม่ได้รับการดูแลเทียบเคียงกับนักกีฬาที่เข้าไปแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก
ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกจึงเปรียบเสมือนกับการยกย่องความมุมานะและอุสาหะของนักกีฬาคนพิการทั่วโลกที่เข้าร่วมการแข่งขันในมหกรรมกีฬาดังกล่าว
และเป็นเครื่องชี้วัดหนึ่งที่แสดงว่าประเทศได้ให้ความสำคัญกับคนพิการ
(ซึ่งถือได้ว่าเป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาส (หรือ Minority Group)
มากน้อยเพียงใด โดยประเทศใดที่ประสบความสำเร็จได้รับเหรียญรางวัลจากการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกมาก
ก็ย่อมแสดงว่าประเทศนั้นได้มีการใช้จ่ายลงทุน
และให้ความสำคัญกับคนพิการในประเทศของคนมากเช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นอีกตัวชี้วัดหนึ่งที่สะท้อนไประดับของการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
จากการศึกษาของ
Ian
Brittain จาก University of Bedfordshire ประเทศอังกฤษ
ได้เก็บรวบรวมข้อมูลของการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ
โดยระบุว่า ประเทศที่ประชาชนมีรายได้สูง (หรือขนาด GDP
ต่อหัวสูง)
จะมีโอกาสได้รับเหรียญรางวัลมากกว่าประเทศที่ประชาชนมีรายได้ต่ำกว่า ซึ่งสะท้อนว่าประเทศเหล่านั้นมักมีงบประมาณที่มากพอในการจัดสรรให้กับกลุ่มคนพิการของในแต่ละประเทศ
โดยจากการศึกษาพบว่า ประเทศในกลุ่มยุโรปจะได้รับเหรียญรางวัลมากกว่าประเทศในกลุ่มอื่นๆ
นอกจากปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจ
เช่น รายได้ต่อหัวแล้ว งานศึกษาชิ้นนี้ยังระบุถึงนโยบายของประเทศที่ให้การดูแลและสนับสนุนคนพิการ
ที่ถึงแม้ว่าประเทศจะมีรายได้ต่อหัวที่ต่ำก็ตาม แต่การนโยบายการให้การสนับสนุนและดูแลคนพิการของประเทศที่ดีก็ย่อมส่งผลต่อความสำเร็จในการได้รับเหรียญรางวัลจากการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกด้วยเช่นกัน
โดยงานศึกษานี้ได้ยกตัวอย่างของ “ประเทศจีน”
โดยประเทศจีนได้รับเหรียญรางวัลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 22
เหรียญในการแข่งขันพาราลิมปิกเมื่อปี 1984 ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็น 141 เหรียญที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซในปี 2004 และ 211 เหรียญที่กรุงปักกิ่ง
ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 2008
ซึ่งทำให้จีนได้กลายเป็นจ้าวเหรียญรางวัลกีฬาพาราลิมปิก โดยความสำเร็จส่วนหนึ่งมาจากการที่ประเทศให้ความสำคัญกับคนพิการ
โดยประเทศจีนมีการแข่งขันกีฬาคนพิการมาตั้งแต่ปี 1950
วิทยาลัยพละของประเทศจีนเองก็ยังมีการเปิดการเรียนการสอนให้กับคนพิการ
จะว่าไปแล้ว
ประเทศไทยเราเองก็ให้ความสำคัญกับคนพิการไม่น้อย โดยได้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาคนพิการมาอย่างต่อเนื่องทั้งในระดับภูมิภาคและระดับสากล
โดยจากการแข่งขันกีฬาพาราลิมปิกที่ประเทศจีนคราวที่แล้ว เราได้มา 13 เหรียญเป็นอันดับที่ 41
(แต่เป็นอันดับหนึ่งของประเทศอาเซียน)
ดังนั้นการแข่งขันพาราลิมปิกที่กรุงลอนดอนในครั้งนี้
ก็คงต้องลุ้นครับว่าเราจะได้มาเพิ่มอีกกี่เหรียญ
ขอส่งแรงใจให้กับนักกีฬาไทยทุกท่านครับ
ที่มา- Brittain,
Ian (2006) Paralympic Success as Measure of National Social and Economic
Development, University of Bedfordshire, Mimeo.
