27 กันยายน 2555

เกษียณอย่างมีค่า..ชราอย่างมีสุข




ในวันที่ 30 กันยายนที่จะถึงนี้จะเป็นวันเกษียณอายุของหลายๆ ท่าน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ทำงานในส่วนงานราชการและรัฐวิสาหกิจ เมื่อพิจารณาในเชิงของวัฏจักรการดำรงชีวิต (Life Cycle) การเกษียณอายุก็เหมือนกับการก้าวไปสู่อีกขั้นหนึ่งของชีวิตและถือเป็นเหตุการณ์ในชีวิต (Life Event) ที่สำคัญ เฉกเช่นเดียวกับ การเกิด การหัดเดินหัดพูด การเข้าสู่สถาบันการศึกษา การทำงาน การแต่งงาน การเลื่อนขั้น และการมีลูกมีหลาน ดังนั้นในความเห็นส่วนตัวของผม การเกษียณอายุจึงเป็นสิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะเป็นการที่เราได้เข้าสู่ช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยวความสุขจากการลดการทำงานประจำลง และเป็นการให้รางวัลกับชีวิตที่เหลือหลังจากที่ได้ทำงานหนักมานาน

อย่างไรก็ดี ยังมีคนอีกจำนวนมากยังมองว่าการเกษียณอายุเปรียบเสมือนกับ “การสูญเสีย” ทั้งหน้าที่ความรับผิดชอบ การงาน อำนาจและเงินทอง รวมถึงเพื่อนฝูงและบริวารไปในช่วงข้ามคืน และในบางครั้งคนเหล่านั้นยังมองว่า “คุณค่าของตัวเอง” ต้องลดหายไปจากการที่ไม่ได้มีโอกาสในการทำงานเหมือนเมื่อก่อน

แต่แท้จริงแล้ว ถ้าเราพิจารณาในมิติของสังคม การเกษียณอายุ สามารถสร้างคุณค่าแก่สังคมได้เช่นเดียวกับการทำงาน แต่เป็นการให้คุณค่าที่แตกต่างกัน คุณค่าในการทำงานมักสามารถวัดได้ง่ายๆ จากการสร้างประโยชน์แก่องค์กรที่ตนเองสังกัด ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว คุณค่าดังกล่าวจะสามารถประเมินผลได้ชัดเจน เช่น กำไรหรือยอดขาย การเลื่อนขั้น ชื่อเสียงและเงินทองที่หาได้ ดังนั้นคุณค่าของคนทำงานจึงอยู่ที่ผลของงานเป็นที่ตั้ง ในขณะที่ ผู้เกษียณอายุหรือชราภาพที่มีจุดอ่อนในเรื่องของ “พลังแรงกาย” แต่มีจุดแข็งอยู่ที่ “พลังแรงใจและประสบการณ์” ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครคนใดคนหนึ่งจะสามารถสร้างขึ้นมาได้ในระยะเวลาอันสั้น ในขณะที่คุณค่าจากผู้ที่เกษียณอายุเกิดจากการแบ่งปัน“ประสบการณ์” และเป็นตัวอย่างให้กับคนรุ่นหลัง เฉกเช่นตามความหมายทางพุทธศาสนาที่กล่าวว่า “คนแก่” มาจากคำว่า “วุฒ” หรือ “วุฒิ” ซึ่งแปลว่า “ผู้เจริญ” ดังนั้นคนแก่ตามหลักของพุทธศาสนาจึงไม่ได้หมายความถึงคนมีอายุมากเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึง “ผู้เจริญ” ซึ่งพร้อมด้วยวุฒิภาวะที่เหมาะสมอันจะเป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นหลัง

อย่างไรก็ดี ในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยที่ยังไม่มีระบบบำนาญ (Pension System) ที่รองรับกับการเกษียณอายุกับคนชราทุกคน แต่จะมีก็เพียงเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น (เช่นข้าราชการรัฐวิสาหกิจ พนักงานบริษัทเอกชน และผู้ที่มีการเตรียมพร้อมระบบบำนาญสำหรับการเกษียณอายุของตัวเอง) อันส่งผลทำให้คนชราในประเทศไทยยังไม่มีความสุขและความพึงพอใจมากเท่าที่ควร

งานศึกษาวิจัยจำนวนมากพยายามวิเคราะห์หาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขและความพึงพอใจของผู้สูงอายุในประเทศไทย ยกตัวอย่างงานศึกษาชิ้นหนึ่งจาก Grey, Rukumanuaykit, Kittisuksatis, and Thongthai (2008) ซึ่งได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้สูงอายุในจังหวัดชัยนาทจำนวน 1440 ตัวอย่าง โดยพบว่า คนแก่ชายจะมีความพึงพอใจมากกว่าคนแก่ผู้หญิงอยู่ประมาณ 0.241-0.244 ระดับ (จาก 10 ระดับ) โดยคนแก่ที่อาศัยอยู่กับลูกจะมีระดับความสุขสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับการอาศัยอยู่กับญาติคนอื่นๆ/ หรืออยู่คนเดียว  ในขณะที่คนแก่ที่ไม่มีหนี้จะมีความสุขมากกว่ามีเป็นหนี้ที่เป็นภาระอยู่ประมาณ 0.88-0.94 ระดับ (จาก 10 ระดับ) และคนแก่ที่มีสุขภาพดีจะมีความสุขมากกว่าคนแก่ที่มีสุขภาพสุขภาพปานกลางอยู่ประมาณ 0.442-0.695 ระดับ (จาก 10 ระดับ) อย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นผลการศึกนี้ยังสามารถนำมาสู่ข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายได้ว่า คนชราจะมีความสุขก็ต่อเมื่อ ท่านเหล่านั้น มีสุขภาพร่างกายที่ดี ไม่เป็นหนี้เป็นสิน มีระบบการดูแลที่ดีจากคนในครอบครัว ซึ่งหมดนี้เป็นปัจจัยภายนอก (External Factor) ที่ภาครัฐสามารถช่วยในการกำหนดนโยบายที่เหมาะสมได้

อย่างไรก็ดี งานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ ยังได้ทำการวิเคราะห์ถึงปัจจัยภายใน (Internal Factor) หรือปัจจัยทางด้านความรู้สึก (Spiritual Factor) ซึ่งเป็นการวัดระดับทางทางด้านความพอเพียง โดยพบว่า คนแก่ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีฐานะยากจน (เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน) จะมีความสุขมากกว่าคนแก่ที่คิดว่าตัวเองมีฐานะยากจนเท่ากับเพื่อนบ้านอยู่ 0.7 ระดับ และมากกว่าคนแก่ที่คิดว่าตัวเองมีฐานะยากจนกว่าเพื่อนบ้านอยู่1.458 ระดับ (จาก 10 ระดับ)

ผลศึกษาที่ได้นี้สะท้อนให้เห็นว่า การเกษียณที่มีคุณค่าและการชราที่มีสุขในแท้ที่จริงแล้วสามารถสร้างได้จากตัวผู้นั้นเอง เพียงแต่ท่านคิดว่าท่านมีคุณค่าและพร้อมแบ่งปันประสบการณ์ให้กับคนรุ่นหลัง รวมถึงมีความมั่นคงในทางสายกลางและรู้จักการเป็น “คนแก่ที่พอเพียง” เท่านั้นท่านก็จะสามารถเกษียณอย่างมีคุณค่าและชราอย่างมีสุขได้แล้วครับ  

อ้างอิง: Gray Soottipong, Rossarin, Rukumnuaykit, Pungpond, Kittisuksatit, Sirinan, and Thongthai, Varachai (2008) “Inner Happiness among Thai Elderly”, Journal of Cross-Cultural Gerontology, 23(3): 211-224.