ในวันที่ 30 กันยายนที่จะถึงนี้จะเป็นวันเกษียณอายุของหลายๆ ท่าน
โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ทำงานในส่วนงานราชการและรัฐวิสาหกิจ เมื่อพิจารณาในเชิงของวัฏจักรการดำรงชีวิต
(Life Cycle) การเกษียณอายุก็เหมือนกับการก้าวไปสู่อีกขั้นหนึ่งของชีวิตและถือเป็นเหตุการณ์ในชีวิต
(Life Event) ที่สำคัญ เฉกเช่นเดียวกับ การเกิด การหัดเดินหัดพูด
การเข้าสู่สถาบันการศึกษา การทำงาน การแต่งงาน การเลื่อนขั้น และการมีลูกมีหลาน ดังนั้นในความเห็นส่วนตัวของผม
การเกษียณอายุจึงเป็นสิ่งที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะเป็นการที่เราได้เข้าสู่ช่วงเวลาของการเก็บเกี่ยวความสุขจากการลดการทำงานประจำลง
และเป็นการให้รางวัลกับชีวิตที่เหลือหลังจากที่ได้ทำงานหนักมานาน
อย่างไรก็ดี ยังมีคนอีกจำนวนมากยังมองว่าการเกษียณอายุเปรียบเสมือนกับ
“การสูญเสีย” ทั้งหน้าที่ความรับผิดชอบ การงาน อำนาจและเงินทอง
รวมถึงเพื่อนฝูงและบริวารไปในช่วงข้ามคืน และในบางครั้งคนเหล่านั้นยังมองว่า
“คุณค่าของตัวเอง” ต้องลดหายไปจากการที่ไม่ได้มีโอกาสในการทำงานเหมือนเมื่อก่อน
แต่แท้จริงแล้ว
ถ้าเราพิจารณาในมิติของสังคม การเกษียณอายุ สามารถสร้างคุณค่าแก่สังคมได้เช่นเดียวกับการทำงาน
แต่เป็นการให้คุณค่าที่แตกต่างกัน คุณค่าในการทำงานมักสามารถวัดได้ง่ายๆ จากการสร้างประโยชน์แก่องค์กรที่ตนเองสังกัด
ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว คุณค่าดังกล่าวจะสามารถประเมินผลได้ชัดเจน เช่น กำไรหรือยอดขาย
การเลื่อนขั้น ชื่อเสียงและเงินทองที่หาได้
ดังนั้นคุณค่าของคนทำงานจึงอยู่ที่ผลของงานเป็นที่ตั้ง ในขณะที่ ผู้เกษียณอายุหรือชราภาพที่มีจุดอ่อนในเรื่องของ
“พลังแรงกาย” แต่มีจุดแข็งอยู่ที่ “พลังแรงใจและประสบการณ์”
ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครคนใดคนหนึ่งจะสามารถสร้างขึ้นมาได้ในระยะเวลาอันสั้น
ในขณะที่คุณค่าจากผู้ที่เกษียณอายุเกิดจากการแบ่งปัน“ประสบการณ์” และเป็นตัวอย่างให้กับคนรุ่นหลัง
เฉกเช่นตามความหมายทางพุทธศาสนาที่กล่าวว่า “คนแก่” มาจากคำว่า “วุฒ” หรือ “วุฒิ”
ซึ่งแปลว่า “ผู้เจริญ” ดังนั้นคนแก่ตามหลักของพุทธศาสนาจึงไม่ได้หมายความถึงคนมีอายุมากเพียงอย่างเดียว
แต่ยังหมายถึง “ผู้เจริญ” ซึ่งพร้อมด้วยวุฒิภาวะที่เหมาะสมอันจะเป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นหลัง
อย่างไรก็ดี
ในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยที่ยังไม่มีระบบบำนาญ (Pension
System) ที่รองรับกับการเกษียณอายุกับคนชราทุกคน
แต่จะมีก็เพียงเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น (เช่นข้าราชการรัฐวิสาหกิจ
พนักงานบริษัทเอกชน
และผู้ที่มีการเตรียมพร้อมระบบบำนาญสำหรับการเกษียณอายุของตัวเอง) อันส่งผลทำให้คนชราในประเทศไทยยังไม่มีความสุขและความพึงพอใจมากเท่าที่ควร
งานศึกษาวิจัยจำนวนมากพยายามวิเคราะห์หาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขและความพึงพอใจของผู้สูงอายุในประเทศไทย
ยกตัวอย่างงานศึกษาชิ้นหนึ่งจาก Grey, Rukumanuaykit, Kittisuksatis, and Thongthai
(2008) ซึ่งได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้สูงอายุในจังหวัดชัยนาทจำนวน
1440 ตัวอย่าง โดยพบว่า คนแก่ชายจะมีความพึงพอใจมากกว่าคนแก่ผู้หญิงอยู่ประมาณ
0.241-0.244 ระดับ (จาก 10 ระดับ)
โดยคนแก่ที่อาศัยอยู่กับลูกจะมีระดับความสุขสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับการอาศัยอยู่กับญาติคนอื่นๆ/
หรืออยู่คนเดียว
ในขณะที่คนแก่ที่ไม่มีหนี้จะมีความสุขมากกว่ามีเป็นหนี้ที่เป็นภาระอยู่ประมาณ
0.88-0.94 ระดับ (จาก 10 ระดับ)
และคนแก่ที่มีสุขภาพดีจะมีความสุขมากกว่าคนแก่ที่มีสุขภาพสุขภาพปานกลางอยู่ประมาณ 0.442-0.695
ระดับ (จาก 10 ระดับ) อย่างมีนัยสำคัญ
ดังนั้นผลการศึกนี้ยังสามารถนำมาสู่ข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายได้ว่า
คนชราจะมีความสุขก็ต่อเมื่อ ท่านเหล่านั้น มีสุขภาพร่างกายที่ดี
ไม่เป็นหนี้เป็นสิน มีระบบการดูแลที่ดีจากคนในครอบครัว ซึ่งหมดนี้เป็นปัจจัยภายนอก
(External Factor) ที่ภาครัฐสามารถช่วยในการกำหนดนโยบายที่เหมาะสมได้
อย่างไรก็ดี
งานศึกษาวิจัยชิ้นนี้ ยังได้ทำการวิเคราะห์ถึงปัจจัยภายใน (Internal
Factor) หรือปัจจัยทางด้านความรู้สึก (Spiritual Factor) ซึ่งเป็นการวัดระดับทางทางด้านความพอเพียง โดยพบว่า คนแก่ที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้มีฐานะยากจน
(เมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้าน) จะมีความสุขมากกว่าคนแก่ที่คิดว่าตัวเองมีฐานะยากจนเท่ากับเพื่อนบ้านอยู่
0.7 ระดับ และมากกว่าคนแก่ที่คิดว่าตัวเองมีฐานะยากจนกว่าเพื่อนบ้านอยู่1.458
ระดับ (จาก 10 ระดับ)
ผลศึกษาที่ได้นี้สะท้อนให้เห็นว่า
การเกษียณที่มีคุณค่าและการชราที่มีสุขในแท้ที่จริงแล้วสามารถสร้างได้จากตัวผู้นั้นเอง
เพียงแต่ท่านคิดว่าท่านมีคุณค่าและพร้อมแบ่งปันประสบการณ์ให้กับคนรุ่นหลัง
รวมถึงมีความมั่นคงในทางสายกลางและรู้จักการเป็น “คนแก่ที่พอเพียง”
เท่านั้นท่านก็จะสามารถเกษียณอย่างมีคุณค่าและชราอย่างมีสุขได้แล้วครับ
อ้างอิง: Gray
Soottipong, Rossarin, Rukumnuaykit, Pungpond, Kittisuksatit, Sirinan, and
Thongthai, Varachai (2008) “Inner Happiness among Thai Elderly”, Journal of
Cross-Cultural Gerontology, 23(3): 211-224.
