มีคนเปรียบเทียบความรักไว้ต่างๆ
นานา บ้างก็ว่าความรักทำให้คนตาบอด เพราะรักแล้วบางทีรักแบบไม่ลืมหูลืมตา
รักแล้วทำให้มองเพียงด้านเดียว บ้างก็ว่าความรักก็เหมือนกับยาพิษ
ยิ่งรักมาก็ยิ่งเจ็บมาก หรือบ้างก็ว่าความรักเหมือนกับ “ทับทิมกรอบ” ข้างนอกสดใส
แต่ข้างในก็ยังเป็นแห้ว
เชื่อหรือไม่ว่านักเศรษฐศาสตร์ก็ได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์โดยใช้เศรษฐศาสตร์มาอธิบายในเรื่องของ
“ความรัก” เช่นเดียวกัน
โดยมีกรอบแนวคิดแบบง่ายๆ ก็คือ ยิ่งสังคมใดมีความรักมากขึ้นเท่าไหร่
สังคมนั้นก็จะมีผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Rewards) มากขึ้นเท่านั้น
ผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ในที่นี้สามารถวัดได้ทั้งผลได้ทางสังคมและผลได้ทางเศรษฐกิจ
มีงานศึกษาทางวิชาการจำนวนมากอธิบายว่าเศรษฐกิจของประเทศจะเจริญเติบโตขึ้นเมื่อคนในประเทศนั้นยึดมั่นในศาสนาของตน
ซึ่งโดยทั่วไปศาสนาจะเป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจให้คนในประเทศนั้นรักใคร่ปรองดองและสมัครสมานสามัคคีกัน
ความมั่นคงของมนุษย์ย่อมเกิดขึ้นได้เมื่อสังคมมีแต่ความรักและความเห็นอกเห็นใจกัน
ในขณะเดียวกัน ถ้าพิจารณาจากสิ่งที่ตรงข้ามกับความรัก นั่นก็คือ “ความเกลียดชัง” จะเห็นได้ว่าความเกลียดชังได้สร้างต้นทุนทางตรงอย่างมหาศาลต่อสังคมและเศรษฐกิจ
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการก่อการร้าย สงคราม การฆาตกรรม การล่วงละเมิดทางเพศ ยาเสพติด
การกดขี่ข่มเหง เป็นต้น
ซึ่งต้นทุนดังกล่าวอาจสามารถวัดเป็นในเชิงความเสียหายของมูลค่าทรัพย์สินก็ได้
หรือต้นทุนทางสังคมก็ได้
รัฐบาลในหลายๆประเทศจำเป็นที่จะต้องจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อแบกรับภาระต้นทุนจากความเกลียดชังดังกล่าว
รวมไปถึงพยายามที่จะลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจากสาเหตุของ “ความเกลียดชัง”
นี้
นอกจากนี้ ต้นทุนทางอ้อมที่เกิดขึ้นจากความเกลียดก็คือ ความหวาดระแวง
ความหวาดกลัว ความไม่มั่นใจ ความไม่เชื่อมั่น และความวิตกกังวลในเรื่องต่างๆ
ถึงแม้ว่าต้นทุนทางอ้อมนี้จะไม่สามารถวัดออกมาให้อยู่ในรูปในรูปของตัวเงินได้ก็ตาม
แต่ทุกคนที่จะต้องเผชิญกับภาวะดังกล่าวก็คงจะทราบถึงต้นทุนทางจิตใจ (Psychic
Cost) ที่สูงอันเป็นการบั่นทอนคุณภาพชีวิต
และประสิทธิภาพของบุคลากรในสังคมนั้น
ซึ่งต้นทุนทางอ้อมนี้มีผลกระทบและระยะเวลาที่ยาวนานกว่าต้นทุนทางตรงมากนัก
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่าถ้ามีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งในสังคมที่ไม่มีความรักแต่กลับก่อความเดือดร้อนต่อคนในสังคมนั้น
(เช่น การก่อการร้ายใน 3 จังหวัดภาคใต้ การล่วงละเมิดทางเพศ
การค้ายาเสพติด ฯลฯ)
จะทำให้ต้นทุนทางสังคมและเศรษฐกิจจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นทวีคูณและยากต่อการเยียวยารักษา
ถึงแม้ว่าในอดีตที่ผ่านมาจะมีไม่กี่ครั้งที่คนไทยเราจะได้มีโอกาสแสดงถึงความรักที่มีต่อกัน
(เช่นจากการเสียกรุง 2 ครั้ง ภัยพิบัติคลื่นยักษ์เมื่อปลายปี 2547
หรือแม้กระทั่งการเกิดปรากฎการณ์มหาอุทกภัยในครั้งที่ผ่านมา)
แต่เราก็เห็นได้ว่าอานุภาพของความรักในแต่ละครั้งได้ทำให้เกิดพลังอย่างมหาศาลกับสังคมไทยในขณะนั้น
ซึ่งในการที่จะทำให้สังคมมีความรัก ในบางครั้งคนในสังคมจำเป็นจะต้องมีการ “เสียภาษีของความรัก” บ้างเช่น
การซื้อของไปฝากเพื่อนร่วมงาน การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสทางสังคม
รวมไปถึงการไปทำบุญทำทานบ้างเป็นครั้งคราวต่างก็เป็นค่าใช้จ่ายที่คนในสังคมจำเป็นต้องเสียบ้างเพื่อแสดงความรักต่อคนอื่นๆ
ถึงแม้ว่าประโยชน์จากการเสียภาษีของความรักนั้นอาจจะไม่ได้กลับมาถึงตัวคุณโดยตรง
แต่เชื่อเถอะครับว่าภาษีที่คุณเสียไปนั้นได้ตกไปสู่คนอื่นๆ
ในสังคมให้ได้รับประโยชน์อย่างแน่นอน
ซึ่งจุดนี้แสดงถึงผลได้ทางเศรษฐศาสตร์จากการมีความรัก (Economic Benefit
from Love)
ในท้ายนี้
อาจจะต้องฝากเอาไว้ว่า ในการที่ภาครัฐและหลายๆฝ่ายที่ตรงข้ามกับคณะรัฐบาลชุดปัจจุบันจะลดต้นทุนและเพิ่มผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและสังคมจากความรักได้นั้น
จำเป็นที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องมี “ความปรองดอง” และ “ความรัก” ต่อกันและกัน
ไม่จำเป็นต้องไปตั้งกลุ่มชุมนุมประท้วงหรือไปเสียเวลาออกนโยบายทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน
แค่คนในประเทศมีความรัก
เศรษฐกิจของประเทศก็จะเกิดเสถียรภาพและมีการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืนได้ในตัวของมันเองอยู่แล้ว
ดังนั้น “ทุกฝ่าย” รักกันไว้ก่อนเถอะครับ
อย่างน้อยก็เป็นการช่วยให้เศรษฐกิจและสังคมของประเทศท่านดีขึ้น
