20 ตุลาคม 2555

“ความสวย” กับ "ปัญหาการแบ่งแยกในตลาดแรงงาน"




ท่านเชื่อหรือไม่ว่า “หน้าตาที่สวยหล่อ” ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาในตลาดแรงงาน ในแง่มุมของนักเศรษฐศาสตร์แรงงานมองว่า ความสวยความหล่อ หรือการมีบุคลิกภาพที่ดี กลับเป็นสาเหตุสำคัญที่นำสู่ การแบ่งแยก (Discrimination) หรือ ความไม่เท่าเทียมกัน (Inequality) ในตลาดแรงงาน แต่ดั้งเดิมการแบ่งแยกในตลาดแรงงานได้มีการศึกษาอย่างมากในเรื่องของการแบ่งแยกทางเพศ (Sexual Segregation) และการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ (Race Discrimination) คำถามที่ตามมาก็คือ ความสวยความหล่อเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งข้อถกเถียงในเรื่องการแบ่งแยกในตลาดแรงงานได้อย่างไร

ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แห่งความสวย (Economics of Beauty) ได้อธิบายไว้ว่า การตัดสินใจของมนุษย์ (Value Judgment) ในบางครั้งอาจจะมาจากการตัดสินใจโดยใช้การใช้กฎและรสนิยมส่วนตัวมากกว่าในเรื่องของเหตุผล ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำมาสู่การตัดสินใจที่บิดเบือนได้ (Decision Bias) ดังนั้น การตัดสินใจโดยมองแค่หน้าตาหรือความหล่อความสวยเพียงอย่างเดียวที่นำมาสู่การตัดสินใจที่บิดเบือนนี้เอง สามารถนำมาสู่ความทุกร้อนใจ เหตุร้าย หรือเหตุที่ไม่ได้คาดฝันตามมาได้ 

เรื่องของเศรษฐศาสตร์กับความสวยไม่ได้เป็นเรื่องที่ใหม่ แต่ได้มีการศึกษาไว้นานแล้ว โดยกูรู (Guru) คนหนึ่งที่ได้ทำการศึกษานี้คือศาสตราจารย์ Daniel Hamermesh ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์แรงงานที่ University of Texas at Austin ได้ทำการศึกษาถึงความสัมพันธ์ของความหล่อความสวยกับความไม่เสมอภาคในตลาดแรงงาน โดยเขาได้ศึกษาว่าพนักงานที่สวยหรือหล่อจะมีรายได้มากกว่าพนักงานที่มีหน้าตาโดยเฉลี่ยอยู่ประมาณร้อยละ 5-10 โดยจะมีผลกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ในขณะที่พนักงานที่หน้าตาแย่กว่าเฉลี่ยจะได้รับรายได้ที่น้อยกว่าเช่นกัน แต่อย่างไรก็ดีความแตกต่างของรายได้นี้ขึ้นอยู่กับแต่ละอาชีพว่าต้องใช้หน้าตาหรือการแต่งตัวมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยของ Biddle and Hamermesh ตามมาว่าถึงแม้พนักงานแต่ละคนจะมีความสามารถรวมถึงระดับการศึกษาที่เท่ากันแล้ว พนักงานที่หน้าตาดีกว่าจะมีรายได้ที่มากกว่าอีกคนหนึ่ง โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้ทำการเก็บข้อมูลของทนายความแต่ละคนที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเดียวกันและในปีเดียวกัน พบว่าทนายความที่มีหน้าตาดีกว่าแล้วจบการศึกษามาแล้ว 5 ปีจะได้รับเงินได้จากการว่าความมากกว่าเพื่อร่วมชั้นเรียนเดียวกันที่จบมาพร้อมกัน รวมถึงทนายความในบริษัทเอกชนจะมีหน้าตาที่ดีกว่าโดยเฉลี่ยเทียบกับทนายความในภาครัฐบาล นอกจากนี้ยังมีการศึกษาของ Hamermesh and Parker กล่าวว่าความสวยหรือความหล่ออาจจะทำให้เกิดความบิดเบือนในการวัดความสามารถที่แท้จริง (Productivity) ของบุคคลได้ งานวิจัยนี้ใช้การเก็บข้อมูลของบุคคลที่ทำอาชีพอาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยพบว่า อาจารย์สอนหนังสือที่มีหน้าตาดีกว่าจะได้คะแนนจากการประเมินทางการสอนสูงกว่าอาจารย์ที่ทั่วไปที่มีอายุเท่ากันและสอนนักเรียนในกลุ่มเดียวกัน ซึ่งจะเห็นได้ชัดกับอาจารย์ชายมากกว่าอาจารย์หญิง ถึงแม้ว่าจะยังไม่เคยได้มีการทำศึกษาวิจัยเรื่องนี้สำหรับแรงงานในประเทศไทยก็ตาม แต่ความไม่เทียมกันที่เกิดจากความสวยความหล่อในตลาดแรงงานไทยก็คงจะไม่แตกต่างจากงานวิจัยที่ได้เคยมีการทำมามากนัก

ดังนั้นจากการศึกษาดังกล่าว ท่านผู้อ่านคงไม่แปลกใจว่าทำไมในแวดวงต่างๆเช่นถึงได้มีการจัดอันดับหน้าตาอยู่เสมออาทิเช่น อันดับนักฟุตบอลที่หน้าตาดี อันดับนักเทนนิสที่เซ็กซี่  ดาวสภาผู้แทนราษฎร รวมไปอันดับผู้นำประเทศที่มีบุคลิกภาพดี ไม่เว้นแม้แต่ตลาดแรงงานในประเทศไทยเอง ผู้ที่มีหน้าตาดีจะได้เปรียบคนอื่นในอันที่จะประสบผลสำเร็จหรือมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ดารานักร้องที่ลงเลือกรับเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรจะได้รับความสนใจมากจากประชาชนและมีโอกาสสูงกว่าที่จะชนะการเลือกตั้ง หรืออย่างรายการ Reality Show ที่กำลังเป็นที่นิยมในโทรทัศน์อยู่ในขณะนี้ ที่จะต้องมีการ Vote ให้คะแนนจากผู้ชมให้กับผู้แข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันที่หน้าตาดี โดยทั่วไปก็จะได้อยู่ในรอบที่ลึกหรือมีโอกาสที่จะได้เป็นแชมป์มากกว่าผู้แข่งขันคนอื่น 

จากตัวอย่างดังกล่าว ความสวยความหล่อ ถือว่าเป็นสาเหตุสำคัญต่อความไม่เท่าเทียมกันในตลาดแรงงานอย่างที่หลายคนเคยได้คำนึงถึง ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญอย่างความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศชายกับเพศหญิง  แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการบิดเบือนในตลาดแรงงานได้มาก โดยผู้จ้างควรที่จะจ้างคนงานหรือให้การเลื่อนขั้นพนักงานที่มีความสามารถจริงแทนที่จะถูกบิดเบือนจากปัจจัยอื่นๆอย่างรูปร่างหน้าตา  ถึงอย่างไรก็ตาม  ปัญหานี้คงไม่ใช่ปัญหาสำคัญอะไรที่จะต้องมีการแก้ไขเหมือนกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและปัญหาทางสังคมอื่นๆ  เนื่องด้วยประการแรก ความสายเป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนอะไร ในท้ายที่สุดศักยภาพที่อยู่ข้างในคนๆนั้นจริงๆย่อมมีความสำคัญกว่า และอีกประการหนึ่งที่สำคัญที่สุด สมการความพึงพอใจของมนุษย์ (Preference Function) มิได้วัดคนเฉพาะแค่เพียงความสวยความหล่อแต่เพียงอย่างเดียวนะครับ ในทางกลับกัน ในหลายองค์กรธุรกิจกลับนำเรื่องความสวยความหล่อนี้เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการพัฒนาองค์กร