ท่านเชื่อหรือไม่ว่า
“หน้าตาที่สวยหล่อ” ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาในตลาดแรงงาน ในแง่มุมของนักเศรษฐศาสตร์แรงงานมองว่า
“ความสวยความหล่อ” หรือการมีบุคลิกภาพที่ดี กลับเป็นสาเหตุสำคัญที่นำสู่
“การแบ่งแยก” (Discrimination) หรือ “ความไม่เท่าเทียมกัน” (Inequality)
ในตลาดแรงงาน แต่ดั้งเดิมการแบ่งแยกในตลาดแรงงานได้มีการศึกษาอย่างมากในเรื่องของการแบ่งแยกทางเพศ
(Sexual Segregation) และการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ (Race Discrimination) คำถามที่ตามมาก็คือ “ความสวยความหล่อ” เป็นสิ่งที่นำมาซึ่งข้อถกเถียงในเรื่องการแบ่งแยกในตลาดแรงงานได้อย่างไร
ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แห่งความสวย (Economics of
Beauty) ได้อธิบายไว้ว่า การตัดสินใจของมนุษย์
(Value Judgment) ในบางครั้งอาจจะมาจากการตัดสินใจโดยใช้การใช้กฎและรสนิยมส่วนตัวมากกว่าในเรื่องของเหตุผล
ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำมาสู่การตัดสินใจที่บิดเบือนได้ (Decision Bias)
ดังนั้น
การตัดสินใจโดยมองแค่หน้าตาหรือความหล่อความสวยเพียงอย่างเดียวที่นำมาสู่การตัดสินใจที่บิดเบือนนี้เอง
สามารถนำมาสู่ความทุกร้อนใจ เหตุร้าย หรือเหตุที่ไม่ได้คาดฝันตามมาได้
เรื่องของเศรษฐศาสตร์กับความสวยไม่ได้เป็นเรื่องที่ใหม่
แต่ได้มีการศึกษาไว้นานแล้ว โดย “กูรู” (Guru) คนหนึ่งที่ได้ทำการศึกษานี้คือศาสตราจารย์ Daniel Hamermesh ผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐศาสตร์แรงงานที่ University of Texas at Austin ได้ทำการศึกษาถึงความสัมพันธ์ของความหล่อความสวยกับความไม่เสมอภาคในตลาดแรงงาน
โดยเขาได้ศึกษาว่าพนักงานที่สวยหรือหล่อจะมีรายได้มากกว่าพนักงานที่มีหน้าตาโดยเฉลี่ยอยู่ประมาณร้อยละ
5-10
โดยจะมีผลกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
ในขณะที่พนักงานที่หน้าตาแย่กว่าเฉลี่ยจะได้รับรายได้ที่น้อยกว่าเช่นกัน
แต่อย่างไรก็ดีความแตกต่างของรายได้นี้ขึ้นอยู่กับแต่ละอาชีพว่าต้องใช้หน้าตาหรือการแต่งตัวมากน้อยเพียงใด
นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยของ Biddle and Hamermesh ตามมาว่าถึงแม้พนักงานแต่ละคนจะมีความสามารถรวมถึงระดับการศึกษาที่เท่ากันแล้ว
พนักงานที่หน้าตาดีกว่าจะมีรายได้ที่มากกว่าอีกคนหนึ่ง
โดยงานวิจัยชิ้นนี้ได้ทำการเก็บข้อมูลของทนายความแต่ละคนที่จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเดียวกันและในปีเดียวกัน
พบว่าทนายความที่มีหน้าตาดีกว่าแล้วจบการศึกษามาแล้ว 5 ปีจะได้รับเงินได้จากการว่าความมากกว่าเพื่อร่วมชั้นเรียนเดียวกันที่จบมาพร้อมกัน
รวมถึงทนายความในบริษัทเอกชนจะมีหน้าตาที่ดีกว่าโดยเฉลี่ยเทียบกับทนายความในภาครัฐบาล
นอกจากนี้ยังมีการศึกษาของ Hamermesh and Parker กล่าวว่าความสวยหรือความหล่ออาจจะทำให้เกิดความบิดเบือนในการวัดความสามารถที่แท้จริง
(Productivity) ของบุคคลได้
งานวิจัยนี้ใช้การเก็บข้อมูลของบุคคลที่ทำอาชีพอาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัยพบว่า
อาจารย์สอนหนังสือที่มีหน้าตาดีกว่าจะได้คะแนนจากการประเมินทางการสอนสูงกว่าอาจารย์ที่ทั่วไปที่มีอายุเท่ากันและสอนนักเรียนในกลุ่มเดียวกัน
ซึ่งจะเห็นได้ชัดกับอาจารย์ชายมากกว่าอาจารย์หญิง ถึงแม้ว่าจะยังไม่เคยได้มีการทำศึกษาวิจัยเรื่องนี้สำหรับแรงงานในประเทศไทยก็ตาม
แต่ความไม่เทียมกันที่เกิดจากความสวยความหล่อในตลาดแรงงานไทยก็คงจะไม่แตกต่างจากงานวิจัยที่ได้เคยมีการทำมามากนัก
ดังนั้นจากการศึกษาดังกล่าว
ท่านผู้อ่านคงไม่แปลกใจว่าทำไมในแวดวงต่างๆเช่นถึงได้มีการจัดอันดับหน้าตาอยู่เสมออาทิเช่น
อันดับนักฟุตบอลที่หน้าตาดี อันดับนักเทนนิสที่เซ็กซี่ ดาวสภาผู้แทนราษฎร รวมไปอันดับผู้นำประเทศที่มีบุคลิกภาพดี
ไม่เว้นแม้แต่ตลาดแรงงานในประเทศไทยเอง ผู้ที่มีหน้าตาดีจะได้เปรียบคนอื่นในอันที่จะประสบผลสำเร็จหรือมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน
ดารานักร้องที่ลงเลือกรับเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรจะได้รับความสนใจมากจากประชาชนและมีโอกาสสูงกว่าที่จะชนะการเลือกตั้ง
หรืออย่างรายการ Reality
Show ที่กำลังเป็นที่นิยมในโทรทัศน์อยู่ในขณะนี้ ที่จะต้องมีการ Vote
ให้คะแนนจากผู้ชมให้กับผู้แข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันที่หน้าตาดี
โดยทั่วไปก็จะได้อยู่ในรอบที่ลึกหรือมีโอกาสที่จะได้เป็นแชมป์มากกว่าผู้แข่งขันคนอื่น
จากตัวอย่างดังกล่าว
ความสวยความหล่อ ถือว่าเป็นสาเหตุสำคัญต่อความไม่เท่าเทียมกันในตลาดแรงงานอย่างที่หลายคนเคยได้คำนึงถึง
ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ปัจจัยที่สำคัญอย่างความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศชายกับเพศหญิง แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการบิดเบือนในตลาดแรงงานได้มาก
โดยผู้จ้างควรที่จะจ้างคนงานหรือให้การเลื่อนขั้นพนักงานที่มีความสามารถจริงแทนที่จะถูกบิดเบือนจากปัจจัยอื่นๆอย่างรูปร่างหน้าตา ถึงอย่างไรก็ตาม ปัญหานี้คงไม่ใช่ปัญหาสำคัญอะไรที่จะต้องมีการแก้ไขเหมือนกับปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและปัญหาทางสังคมอื่นๆ เนื่องด้วยประการแรก ความสายเป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืนอะไร
ในท้ายที่สุดศักยภาพที่อยู่ข้างในคนๆนั้นจริงๆย่อมมีความสำคัญกว่า
และอีกประการหนึ่งที่สำคัญที่สุด “สมการความพึงพอใจของมนุษย์” (Preference Function)
มิได้วัดคนเฉพาะแค่เพียงความสวยความหล่อแต่เพียงอย่างเดียวนะครับ ในทางกลับกัน ในหลายองค์กรธุรกิจกลับนำเรื่องความสวยความหล่อนี้เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการพัฒนาองค์กร

