20 มกราคม 2556

(ลูก) คนเดียวหัวหาย

จากบทความก่อนหน้านี้เรื่อง "ท้องไม่พร้อม..พร้อมไม่พร้อม" (หาอ่านย้อนหลังได้จาก http://piriya-pholphirul.blogspot.com/2013/01/blog-post_14.html) รองศาสตราจารย์ ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงปัญหาทางประชากรอีกอย่างหนึ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับคนที่มีอันจะกินในประเทศไทยก็คือ "การที่คนที่มีความพร้อมทางสังคมกลับตัดสินใจที่จะไม่มีลูก (หรือมีลูกเพียงแค่คนเดียว) ซึ่งเป็นปัญหาทำให้เกิดการลดลงของผลิคภาพแรงงานในอนาคต และยังทำให้สังคมไทยต้องแบกรับภาระการเข้าสู่สังคมของผู้สูงอายุมากขึ้น นอกจากนี้ จากการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์เอง ก็ยังไม่สามารถตอบได้ชัดเจนเช่นเดียวกันว่า เด็กที่เติบโตมาจากการเป็นลูกคนเดียว จะมีคุณภาพและศักยภาพ (โดยเฉพาะศักยภาพทางด้านอารมณ์หรือ EQ ที่มากกว่าเด็กที่มีพี่น้อง ขอเชิญอ่านได้จากบทความต่อไปนี้ครับ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------



สวัสดีค่ะ จากบทความครั้งที่แล้วที่มีชื่อว่า “ท้องไม่พร้อม..พร้อมไม่ท้อง” ผู้เขียนได้ลงท้ายถึงปัญหาที่สำคัญประการหนึ่งทางด้านประชากรได้แก่ “ปัญหาพร้อมไม่ท้อง” โดยเป็นปัญหาที่คู่สมรสที่พร้อม (ทั้งอายุ สถานะทางสังคม และอาชีพการงาน) ที่จะให้กำเนิดเด็กที่มีศักยภาพสูงกลับไม่ต้องการที่จะมีบุตร (ในขณะที่เด็กที่เกิดมาจำนวนมากมาจากภาวะการท้องไม่พร้อม) สาเหตุสำคัญของการตัดสินใจไม่มีลูก (หรือการมีลูกคนเดียว)เกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น พ่อแม่ที่มีความพร้อมเหล่านั้นมักมีมาตรฐานความต้องการ (Requirement Standard) และความคาดหวัง (Expectation) ที่มีต่อลูกที่ค่อนข้างสูง จึงทำให้พ่อแม่ที่มีความพร้อมเหล่านั้นต้องทุ่มเททั้งกำลังกาย เวลา และกำลังทรัพย์ให้กับลูกคนเดียวนั้นอย่างเต็มที่ สิ่งที่สังเกตได้ก็คือ พ่อแม่ในกลุ่มนี้จะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยมากกับการมีลูก ซึ่งในหลายครั้งเราจะเห็นได้ว่า พ่อแม่กลุ่มนี้จึงตัดสินใจที่จะมีลูกคนเดียว (((((((หรือไม่มีเสียเลยดีกว่า 

ในขณะที่พ่อแม่ที่มีความพร้อมมักมีโอกาสในอาชีพการงานที่ค่อนข้างสูง การมีลูกของพ่อแม่กลุ่มนี้ เกิดต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) ในการทำงาน ทำให้ไม่สามารถทำงานหาเงินได้เต็มที่ หรือต้องเสียสละความสุขส่วนตัว ซึ่งศักยภาพของรายได้มีมากเท่าไหร่ การมีลูกก็มีค่าเลียโอกาสในส่วนนี้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้พ่อแม่ที่มีความพร้อมเหล่านี้อาจไม่อยากที่จะมีลูก (หรือไม่อยากมีลูกมากกว่า 1 คน  


นอกจากการที่ครอบครัวไทยที่มีความพร้อมในปัจจุบันตัดสินใจมีลูกเพียงแค่คนเดียวแล้ว สิ่งที่ผู้เขียนเริ่มสังเกตเพิ่มเติมในการเลี้ยงลูกในปัจจุบันก็คือ “ของเล่นและการละเล่น” ที่เด็กสมัยนี้เล่นแตกต่างจากในสมัยเมื่อผู้เขียนเป็นเด็กค่อนข้างมาก เมื่อผู้เขียนเป็นเด็ก การละเล่นของเล่นส่วนใหญ่จะต้องเล่นเป็นกลุ่ม เช่น เล่นขายของ มอญซ่อนผ้า หมากเก็บ กระโดดยาง ซ่อนแอบ และอื่นๆ ซึ่งเป็นการเล่นที่เด็กๆ สามารถเล่นกับพี่น้องและเพื่อนคนอื่นๆ ได้ ในขณะที่ของเล่นของเด็กสมัยนี้ จะเป็นประเภทของเล่นที่เล่นคนเดียวเป็นหลัก เช่น เกมคอมพิวเตอร์ IPAD บ้านลูกบอล หรือถึงแม้ว่าจะมีของเล่นที่เล่นเป็นกลุ่มได้ แต่เด็กเหล่านี้ก็ไม่มีพีน้องให้ร่วมเล่นอยู่ดี  

ประกอบกับการที่แนวโน้มครอบครัวปัจจุบันโดยเฉพาะในเมืองที่เป็นลักษณะของครอบครัวขยาย (Extended Family)  ที่พ่อแม่นิยมออกมาตั้งครอบครัวเอง ไม่ได้อาศัยอยู่กับปู่ย่าตายายเหมือนแต่ก่อน จึงทำให้เด็กที่เป็นลูกคนเดียวเหล่านี้ไม่มีโอกาสที่จะมีพี่น้องที่จะเล่นด้วยกัน ทและำให้พ่อแม่ต้องเหน็ดเหนื่อยจากการที่ต้องรับผิดชอบเล่นด้วยหรือพาไปเที่ยวชดเชยกับการเล่นในหมู่พี่น้อง 

แม้ว่าการเล่นของลูกคนเดียวจะชดเชยโดยการเล่นกับเพื่อนที่โรงเรียน แต่ผู้อ่านลองนึกดูว่าปฏิสัมพันธ์ของเด็กๆ ในโรงเรียนจะเป็นอย่างไรหากเด็กทุกคนที่โรงเรียนมีแนวโน้มจะเป็นลูกคนเดียวที่เป็น หนึ่งเดียวที่บ้าน ที่ไม่เคยมีพี่น้องแย่งของเล่น ไม่เคยมีพี่น้องที่เรียนเก่งกว่า หรือไม่เคยถูกพี่น้องด่าว่าหรือโกง ซึ่งท่านผู้อ่านลองคิดว่าเมื่อเด็กที่เป็น หนึ่งเดียวเหล่านี้เติบโตขึ้นมา เขาจะมีบุคลิกภาคอย่างไร เขาจะสามารถอยู่คนเดียวและใช้ชีวิตคนเดียว (โดยปราศจากพี่น้อง) ได้มากน้อยแค่ไหน จะยอมรับกับความผิดหวังได้ไหม และจะสามารถเป็นผู้ให้ (นอกเหนือจากที่เคยเป็นแต่ผู้รับ) ได้ดีหรือไม่ ประกอบกับ การที่ในอนาคต ลูกคนเดียวเหล่านี้จะต้องมีภาระที่หนักอึ้งในการเป็นผู้แบกรับการเลี้ยงดูผู้สูงอายุ (ภายใต้สังคมผู้สูงอายุ) ลองคิดกันเล่นๆ ค่ะว่า เขาจะมีความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ในการรับแรงกดดันทางสังคมและเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด เพราะอย่าลืมนะคะว่าในอนาคตคนในวัยเดียวกันอื่นๆที่เค้าจะได้พบเจอก็มีแนวโน้มที่จะเป็น หนึ่งเดียว เช่นกัน

จากการศึกษาโดยเก็บข้อมูลของนักเรียนในชั้นอนุบาลในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยงานวิจัยดังกล่าวได้ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Marriage and Family พบว่า เด็กที่มาจากครอบครัวขนาดใหญ่ หรือครอบครัวที่มีพี่น้องจะมีสภาวะทางอารมณ์ที่ดีกว่าเด็กที่มีจากครอบครัวที่เป็นลูกคนเดียว โดยเฉพาะทักษะทางด้านการควบคุมตัวเอง (Skill Control) และทักษะทางด้านปฏิสัมพันธ์กับบุคคลภายนอก (Interpersonal Skill) 

นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในสาร Science โดยศึกษาในกรณีของนโยบายการมีลูกคนเดียว (One-Child Policy) ของประเทศจีน จากการเก็บจำนวนตัวอย่าง 421 คนในกรุงปักกิ่ง โดยถึงแม้ว่านโยบายนี้จะประสบความสำเร็จในระดับประเทศในการช่วยลดจำนวนประชากรของจีนก็ตาม แต่ปัญหากลับพบในระดับครัวเรือนก็คือพบว่า ลูกคนเดียวเหล่านั้นมีนิสัยค่อนข้ายสปอยย์และเอาแต่ใจ โดยการวิเคราะห์จะเป็นในลักษณะของ Experimental Economics มาแบ่งกลุ่ม โดยพบว่ากลุ่มเด็กที่เกิดภายใต้นโยบาย One-Child Policy มีแนบโน้มที่จะมีแนบโน้มของการแบ่งสิ่งของน้อยกว่าเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีพี่น้อง จนตอนหลังได้เกิดศัพท์ใหม่ที่มีชื่อว่า "ผลกระทบของฮ่องแต้องค์น้อย" หรือ Little Emperor Effect ก็คือลูกคนเดียวในบ้านเปรียบเสมือนกับการเป็นฮ่องเต้องค์น้อยของพ่อแม่ไปเลย (หรือที่เมืองไทยเรียกว่าลูกเทวดานั่นเอง)



นอกจากประเด็นทางด้านประชากรแล้ว ยังมีประเด็นทางด้านแนวคิดของ แม่พร้อมที่เปลี่ยนไปด้วย ตอนนี้เราได้ยินกันมากถึงการที่แม่บางคนที่มุ่งหวังต่อความเป็นเลิศของลูก เราได้ยินคำว่า แม่ทุ่มเทหรือ แม่นักปั้นและตัดสินใจที่จะออกจากงานเพื่อมาเป็นแม่ Full-time ซึ่งในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ การที่แม่ที่พร้อมเหล่านั้นไม่ทำงานเพื่อที่จะมาเลี้ยงลูก(คนเดียว) ให้เกิดผลประโยชน์ส่วนบุคคล (private benefit) ที่สูงสุด อาจส่งผลเสียต่อการพัฒนาผลิตภาพโดยรวมของประเทศ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย เพราะแม่กลุ่มนี้โดยมากก็จะเป็นผู้ที่มีความพร้อมทางการศึกษา และคงจะเป็นการดีที่จะนำความรู้ความสามารถนั้นไปสร้างประโยชน์ให้กับประเทศมากกว่าการนำมาพัฒนาลูก (คนเดียว) เพราะการเป็นลูกคนเดียวหัวหายในอนาคต นอกจากเรื่องของจำนวนแล้ว เราก็ยังไม่สามารถแน่ใจได้ว่า “ลูกคนเดียว” เหล่านั้นจะมีความเข้มแข็งที่จะอยู่ในโลกอนาคตและมีความพร้อมในการช่วยพัฒนาประเทศได้ดีเพียงใด

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ปล. บทความนี้เป็นเพียงความเห็นทางวิชาการของผู้เขียน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถาบันที่ผู้เขียนสังกัด และอาจขัดต่อทัศนคติในทางเลี้ยงลูกของแต่ละครอบครัวซึ่งผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ ที่นี้