14 มกราคม 2556

ท้องไม่พร้อม พร้อมไม่ท้อง

เนื่องในช่วงสัปดาห์วันเด็กแห่งชาติ บทความในวันนี้ได้ีัรับเกียรติจาก รองศาสตราจารย์ ดร.ปังปอนด์ รักอำนวยกิจ รองคณบดี วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อีกครั้ง โดยบทความนี้จะอธิบายถึงแหล่งที่มาของปัญหาของเด็กและเยาวชนปัญหาหนึ่้ง นั้นก็คือ "ปัญหาการท้องไม่พร้อม" แต่ในทัศนคติของอาจารย์ปังปอนด์ นอกจากปัญหา "ท้องไม่พร้อม" อย่างที่เราทราบๆ กันดีแล้ว ประเทศไทยยังคงมีปัญหา "พร้อมไม่ท้อง" ด้วยเช่นกัน 
--------------------------------------------------------------------------------------------




สวัสดีค่ะ สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์วันเด็กแห่งชาติ ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่หลายท่านหรือหลายองค์กรให้ความสำคัญกับเด็กมากเป็นพิเศษ วันนี้ผู้เขียนขอโอกาสเขียนถึงการเกิดของเด็กไทยก่อนอื่น อยากให้ท่านลองมองรอบๆ ดูสิคะ ว่าสังคมไทยทุกวันนี้รอบๆ ตัวท่านมีเด็กอยู่มากมายหรือไม่ คำตอบก็คือ เราไม่ค่อยเห็นเด็กๆ กันมากมายเหมือนแต่ก่อน ตามสถานที่หรูหราทั่วไปจะไม่ค่อยเห็นคนตั้งท้องเดินไปมา แต่จะเห็นมากกว่าในชนบท และที่น่ากลัวก็คือคนที่ตั้งท้องที่เราเห็นๆกันก็มักจะมีอายุน้อยๆ และอยู่ในสังคมที่ไม่หรูหรานัก ท่านเชื่อหรือไม่คะ เมื่อ 50 ปีที่แล้วนี่เอง ผู้หญิงโดยเฉลี่ยมีลูกมากกว่า 6 คน แต่ในปัจจุบัน นักประชากรคาดว่าตัวเลขนี้อยู่ที่ 1.3 - 1.6หรือมีเด็กเกิดในประเทศไทยประมาณปีละ 8 แสนคนเท่านั้นซึ่งแนวโน้มการมีบุตรลดลงนี้เป็นเพราะหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไม่นิยมที่จะแต่งงาน แต่งงานช้า และต้องการมีบุตรน้อยลง

แต่ปัญหาที่ผู้เขียนมองว่าน่าจะกำลังคืบคลานเข้ามาอย่างน่าเป็นห่วงก็คือปัญหา ท้องไม่พร้อมที่เป็นปํญหาเร่งด่วนมากกว่าการมีเด็กเกิดน้อยมีการคาดประมาณจากนักประชากรไทยว่าแต่ละปีมีสตรีตั้งครรภ์ไม่น้อยกว่า 1 ล้านท้อง แต่คลอดออกมาเป็นทารกปีละประมาณ 8 แสนรายเท่านั้น ที่หายไปก็คือ เสียชีวิตในครรภ์และจากการทำแท้งซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการ ท้องไม่พร้อมนั่นเองจากสถิติปี 2551 พบว่า ทารกที่คลอดออกมาก็เกิดจากเด็กหญิงอายุต่ำกว่า 15 ปีที่ยังไม่พร้อมจะเป็นแม่ประมาณ 2,500 ราย เกิดจากสตรีที่อายุน้อยกว่า 18 ปี ประมาณ 84,000 รายหรือร้อยละ 10.43 ของการเกิดทั้งหมด และเรามีแม่ที่ตั้งครรภ์และคลอดบุตรอายุน้อยกว่า 20 ปีมากถึงร้อยละ 15.5 ของแม่ทั้งหมด ซึ่งในวัยนี้ ทางการแพทย์ยืนยันว่าสามารถมีบุตรที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงได้ แต่เราไม่มั่นใจว่าหญิงที่อายุน้อยเหล่านี้จะมีวุฒิภาวะและความรู้ในการดูแลครรภ์และดูแลบุตรหลังคลอดได้ดี เราพบว่า หญิงตั้งครรภ์ในไทยประมาณครึ่งหนึ่งยังขาดสารไอโอดินที่ส่งผลต่อทารกตายในครรภ์ แท้ง พิการแต่กำเนิด หรือปัญญาอ่อน (โรคเอ๋อ)เรามีแม่ต้องเสียชีวิตจากการตั้งครรภ์ การคลอด และหลังคลอด ประมาณวันละ 1 คน มีทารกเสียชีวิตก่อนที่จะมีอายุครบ 1 ปีถึงวันละประมาณ 28 คนซึ่งปัจจัยสำคัญต่อตัวเลขต่างๆ เหล่านี้เกิดจากการที่หญิงตั้งครรภ์มีอายุน้อย ไม่มีความพร้อมที่จะมีบุตร หรือไม่มีความรู้ในการดูแลบุตรที่เหมาะสม 

แต่นอกจากปัญหา ท้องไม่พร้อม ที่ทำให้เรามีปัญหาเด็กด้อยคุณภาพที่เราเห็นกันอยู่แล้ว ผู้เขียนคิดว่าปัญหาสำคัญอีกปัญหาหนึ่งที่ยังไม่มีคนพูดถึงมากนักในเชิงนโยบายที่ทำให้เรามีสัดส่วนประชากรเด็กลดลงก็คือ เรื่องที่ผู้เขียนขอใช้คำว่า พร้อมไม่ท้องที่คู่สมรสที่พร้อมที่จะให้กำเนิดเด็กที่มีศักยภาพสูงกลับไม่ต้องการที่จะมีบุตร หรือมีบุตรจำนวนไม่มาก ผู้เขียนเองเคยถามนิสิตปริญญาตรีที่สอนในห้องหลายครั้งว่า (ถ้ามีโอกาสได้แต่งงาน) อยากจะมีบุตรกี่คน คำตอบที่ได้คือ ไม่มีเลยหรือแค่หนึ่งคน ที่ตอบว่าสองคนก็มีจำนวนน้อยมากและตอบแบบไม่ค่อยมั่นใจเสียด้วยค่ะ เรื่องนี้ผู้เขียนถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ทางด้านประชากร ที่สาเหตุชองการ ไม่อยากมีลูกหรือมีลูกเพียงคนเดียว ก็คงไม่พ้นปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบันที่คู่สมรสประเมินว่าตนไม่พร้อมที่จะมีบุตรที่ทำให้ต้องมีภาระในการเลี้ยงดูทางด้านเศรษฐกิจและสังคมที่หลายคนมองว่าเสื่อมโทรมลงซึ่งภาครัฐจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้ามาช่วยในส่วนนี้ (จากที่ได้นำเสนอไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว) 



นอกจากนี้ ยังมีค่านิยมใหม่ที่น่าเป็นห่วงคือ การที่คู่สมรสที่พร้อมมีบุตรกลับไม่ยอมมีบุตรมากกว่า 1 คน เพราะสนใจทางด้านคุณภาพลูกของตนมากจนไม่อยากจะมีลูกอีกคน กลุ่มพ่อแม่กลุ่มนี้มักจะเป็นกลุ่มคนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่จริงๆแล้วพร้อมแต่อยาก ทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดให้กับลูกคนเดียวเพื่อความเป็นเลิศเรื่องนี้คงต้องคุยกันอีกยาวค่ะ แต่ถ้าผู้อ่านอยากรู้ว่าจริงไหม ลองถามคนรอบๆข้างดูสิคะว่าเทรนด์นี้มาแรงหรือยัง ลองคิดกันเล่นๆนะคะว่าถ้าเป็นแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาประชากรของเราจะเป็นอย่างไร และเด็กๆที่เติบโตมากจากการเป็นลูกคนเดียวที่ได้รับการ ทุ่มเทจะมีพฤติกรรมอย่างไรและจะส่งผลอย่างไรในสังคมอนาคต