ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่
3 มีนาคมนี้ ได้มีการร้องเรียนไปยังโพลล์ของสำนักต่างๆ ว่า โพลล์เหล่านั้นกำลังทำหน้าที่
“เป็นผู้ชี้นำ” ผลการเลือกตั้ง และ”ถูกแทรกแซง”
จากพรรคการเมืองในการแสดงผลการสำรวจที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง
(พรรคใดพรรคหนึ่ง) ในขณะที่บางฝ่ายระบุว่า ผลที่ได้จากการสำรวจนี้
“ไม่เป็นความจริง” และไม่น่าจะแสดงผลของการเลือกตั้งได้อย่างถูกต้อง
ในเชิงทางวิชาการ ถ้าจะถามว่าการสำรวจของโพลล์จากสำนักต่างๆ
มีความถูกต้องแม่นยำ 100 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ แน่นอนครับ ต้องตอบว่า “ไม่” ตรงกันข้าม
ในอดีต ผลการสำรวจของโพลล์หลายแห่งกลับออกมาตรงข้ามกับผลลัพธ์ของการเลือกตั้ง จริงๆ
แล้วในทางปฏิบัติ สาเหตุของความคาดเคลื่อนนี้เกิดได้ในหลายกรณี เช่น
- ความคาดเลื่อนจากการไม่ได้รับการตอบ (Nonresponsive Bias) โดยผู้ได้รับการสำรวจบางคน อาจรู้สึกไม่สบายใจที่จะต้องตอบคำถามบางประการกับคนแปลกหน้า (ผู้สำรวจ) จึงอาจเลือกที่จะไม่ตอบ ซึ่งทำให้ผลของการสำรวจอาจเกิดความคาดเคลื่อนได้เพราะคนที่ตอบก็จะเป็นเพียงคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น จึงทำให้ผลการสำรวจที่ได้อาจไม่สะท้อนถึงประชากรอย่างแท้จริง
- ความคาดเคลื่อนที่มาจากการตอบ (Response Bias) โดยผู้ได้รับการสำรวจบางคนอาจไม่อยากตอบคำถามที่ตนเองคิดไว้จริงๆ โดยเฉพาะคำถามที่มีความอ่อนไหวอย่างความคิดเห็นทางการเมือง คนเหล่านั้นจึงอาจเลือกที่จะตอบคำถามที่ไม่ตรงกับความคิดของตัวเองจริงๆ หรืออาจตอบว่า “ยังตัดสินใจไม่ได้ หรือ ไม่มีความคิดเห็น”
- ความคาดเคลื่อนจากกลุ่มตัวอย่างที่ครอบคลุม (Coverage Bias) โดยเกิดจากการที่การสำรวจไม่ได้ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของประชาการอย่างแท้จริงตั้งแต่เริ่มต้น อย่างเช่น เนื่องจากการสำรวจโพลล์ส่วนใหญ่จะใช้การโทรเข้าโทรศัพท์ของผู้ให้การสัมภาษณ์ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งโทรศัพท์บ้านและโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ในบางประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้กฎหมาย Telephone Consumer Protection Act 1991 ที่ให้ความสำคัญในเรื่องของการปกป้องสิทธิส่วนบุคคลในการใช้โทรศัพท์มือถือ จะไม่อนุญาตให้มีการโทรสำรวจนี้เข้าโทรศัพท์มือถือ จึงส่งผลให้ การสำรวจสามารถเข้าถึงผู้ที่ใช้โทรศัพท์บ้านเท่านั้น และไม่สามารถเข้าถึงประชากรที่โทรศัพท์บ้านไว้เพียงแค่การต่อ Internet หรืออาจเป็นในกรณีที่โทรเข้าไปในโทรศัพท์เคลื่อนที่ในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่ไม่ได้มีการเปิดเครื่องระหว่างชั่วโมงการเรียนการสอนเป็นต้น อย่างไรก็ดี งานศึกษาส่วนใหญ่พบว่า การคลาดเคลื่อนในลักษณะนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้น้อยกว่าการคาดเคลื่อนในสองแบบแรก
ข้อกังวลต่อมา ถ้าจะถามว่า โพลล์มีส่วนในการเป็น
“ผู้ชี้นำผลการเลือกตั้งไหม” ในทางทฤษฎี ต้องตอบว่า “มีส่วนแต่ไม่ทั้งหมด” จากการศึกษาของ
Irwin and Van Holsteyn (2000) อธิบายว่า
ผลการสำรวจจากโพลล์จะส่งผลระทบต่อผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 3 ด้านด้วยกัน
ได้แก่
- ผลกระทบ Bandwagon – เกิดจากการที่ผู้เลือกตั้งมักจะเลือก “ผู้สมัครที่ได้รับความนิยมสูงสุด” โดยผลกระทบนี้เชื่อว่า คนทุกคนอยากได้การยอมรับจากคนอื่นๆ ในสังคม จึงนิยมเลือกหรือชื่นชอบผู้สมัครที่คนในสังคมสวนใหญ่ยอมรับ โดยผลกระทบนี้อธิบายว่า โพลล์จะมีบทบาทของการชี้นำให้คนไปเลือกผู้สมัครที่มีคะแนนนำสูงสุด
- ผลกระทบ Underdog (หรือ Snob Effect) เกิดจากการที่ผู้เลือกตั้งมักมีลักษณะของการเป็นพวกเชียร์ทีมรอง (Underdog) หรือพวกต่อต้านสังคม (Snob) โดยคนเหล่านี้จะไม่เลือก “ผู้สมัครที่ได้รับความนิยมสูง” และแต่จะเลือกผู้สมัครที่ผลจากโพลล์ว่าได้รับความนิยมต่ำ โดยผลกระทบนี้อธิบายว่า โพลล์จะมีบทบาทของการชี้นำให้คนไปเลือกผู้สมัครที่มีคะแนนต่ำ
- ผลกระทบเชิงกลยุทธ์ (Strategic/Tactic Effect) เกิดจากการที่ผู้เลือกตั้งจะเลือกคนที่มีจากพรรคการเมืองที่ชอบ และอยากให้พรรคนั้นเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลในระดับประเทศ ผู้เลือกตั้งเหล่านี้อาจไม่มีความนิยมชมชอบในตัวผู้สมัคร แต่จะเลือกผู้สมัครที่มีจากพรรคที่ตัวเองชื่นชอบ โดยผลกระทบนี้อธิบายว่า โพลล์จะไม่มีบทบาทของการชี้นำแต่อย่างไร
ทั้งนี้งานศึกษาชิ้นนี้ได้ระบุว่าผลกระทบ Bandwagon และผลกระทบเชิงกลยุทธ์ (Strategic
Effect) จะมีผลมากกว่าผลกระทบแบบ Underdog อย่างไรก็ดี
จากการสำรวจล่าสุดโดยศูนย์ศึกษาสำรวจความคิดเห็นสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
(นิด้าโพลล์) พบว่า คนกรุงเทพฯ ประมาณร้อยละ 52.4 เชื่อมั่นในระดับปานกลาง
(รองลงมาร้อยละ 19.07 เชื่อมั่นในระดับมาก) ว่าผลโพลล์จากสำนักต่างๆ
มีความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ดี คนกรุงเทพฯ ถึงร้อยละ 39.07 เชื่อว่าสำนักโพลล์ถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซง เพราะผลสำรวจที่ออกมาทำให้เชื่อว่าน่าจะมีส่วน
และอาจมีการว่าจ้างในการทำสำรวจ ในขณะที่ประมาณร้อยละ 30.60 ไม่เชื่อว่า
ถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซง เพราะ เป็นการบริหารงานกันคนละส่วน
ไม่สามารถแทรกแซงได้เนื่องจากสำนักโพลล์น่าจะมีจรรยาบรรณและความเป็นกลางอยู่แล้ว
ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลโพลล์ว่าจะตรงกับผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ
กทม. หรือไม่ พบว่า คนกรุงเทพฯ ร้อยละ 35.27 คิดว่า ผลโพลล์ น่าจะตรง กับผลการเลือกตั้ง เพราะเมื่อเทียบจากหลายๆ
สำนักผลที่ออกมาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในขณะที่ร้อยละ 31.13 คิดว่า ไม่น่าจะตรง กับผลการเลือกตั้ง เพราะ
ยังมีกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจอยู่อีกมาก
และความคิดเห็นย่อมมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ เมื่อถามถึงผลโพลล์ว่าสามารถชี้นำหรือมีผลต่อการตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ
กทม. หรือไม่นั้น คนกรุงเทพฯ ถึงร้อยละ 70.87 ระบุว่า ไม่สามารถชี้นำหรือมีผลต่อการตัดสินใจ เพราะแต่ละคนย่อมมีคนที่ตัวเองชอบหรือตัดสินใจเลือกไว้อยู่แล้ว
ดังนั้นไม่ว่าผลโพลล์จะมีลักษณะของการเป็นผู้ชี้นำ/หรือได้รับการแทรกแซงจากกลุ่มการเมืองหรือไม่ก็ตาม
แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดทำโพลล์ก็เป็นเพียงเพื่อการให้ข้อมูลและสร้างสีสันในการเลือกตั้งเท่านั้น ทั้งนี้ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งควรจะใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลโดยเลือกจากผู้สมัครที่ตนเห็นว่าเหมาะสม
เป็นคนเก่งและเป็นคนดี พร้อมทั้งมีนโยบายที่ดีที่สามารถปฏิบัติได้ ไม่เพ้อฝัน
และจะเป็นประโยชน์แก่คนกรุงเทพฯ จริงๆ น่าจะดีที่สุดครับ
อ้างอิง
–
Irwin G.A. and
Van Holsteyn J.J.M (2000) Bandwagons, underdogs, the Titanic, and the Red Cross. The
influence of public opinion polls on voters. Canada: Paper presented
at the 18th World Congress of the International Political Science Association,
Quebec.
