25 กุมภาพันธ์ 2556

“โพลล์” กับ การเป็นผู้ชี้นำผลการเลือกตั้ง


ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดกรุงเทพมหานครที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 3 มีนาคมนี้ ได้มีการร้องเรียนไปยังโพลล์ของสำนักต่างๆ ว่า โพลล์เหล่านั้นกำลังทำหน้าที่ “เป็นผู้ชี้นำ” ผลการเลือกตั้ง และ”ถูกแทรกแซง” จากพรรคการเมืองในการแสดงผลการสำรวจที่เอื้อประโยชน์ให้กับผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง (พรรคใดพรรคหนึ่ง) ในขณะที่บางฝ่ายระบุว่า ผลที่ได้จากการสำรวจนี้ “ไม่เป็นความจริง” และไม่น่าจะแสดงผลของการเลือกตั้งได้อย่างถูกต้อง




ในเชิงทางวิชาการ ถ้าจะถามว่าการสำรวจของโพลล์จากสำนักต่างๆ มีความถูกต้องแม่นยำ 100 เปอร์เซ็นต์หรือไม่ แน่นอนครับ ต้องตอบว่า “ไม่” ตรงกันข้าม ในอดีต ผลการสำรวจของโพลล์หลายแห่งกลับออกมาตรงข้ามกับผลลัพธ์ของการเลือกตั้ง จริงๆ แล้วในทางปฏิบัติ สาเหตุของความคาดเคลื่อนนี้เกิดได้ในหลายกรณี เช่น

  1. ความคาดเลื่อนจากการไม่ได้รับการตอบ (Nonresponsive Bias) โดยผู้ได้รับการสำรวจบางคน อาจรู้สึกไม่สบายใจที่จะต้องตอบคำถามบางประการกับคนแปลกหน้า (ผู้สำรวจ) จึงอาจเลือกที่จะไม่ตอบ ซึ่งทำให้ผลของการสำรวจอาจเกิดความคาดเคลื่อนได้เพราะคนที่ตอบก็จะเป็นเพียงคนกลุ่มหนึ่งเท่านั้น จึงทำให้ผลการสำรวจที่ได้อาจไม่สะท้อนถึงประชากรอย่างแท้จริง
  2. ความคาดเคลื่อนที่มาจากการตอบ (Response Bias) โดยผู้ได้รับการสำรวจบางคนอาจไม่อยากตอบคำถามที่ตนเองคิดไว้จริงๆ โดยเฉพาะคำถามที่มีความอ่อนไหวอย่างความคิดเห็นทางการเมือง คนเหล่านั้นจึงอาจเลือกที่จะตอบคำถามที่ไม่ตรงกับความคิดของตัวเองจริงๆ หรืออาจตอบว่า “ยังตัดสินใจไม่ได้ หรือ ไม่มีความคิดเห็น”
  3. ความคาดเคลื่อนจากกลุ่มตัวอย่างที่ครอบคลุม (Coverage Bias) โดยเกิดจากการที่การสำรวจไม่ได้ครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของประชาการอย่างแท้จริงตั้งแต่เริ่มต้น อย่างเช่น เนื่องจากการสำรวจโพลล์ส่วนใหญ่จะใช้การโทรเข้าโทรศัพท์ของผู้ให้การสัมภาษณ์ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งโทรศัพท์บ้านและโทรศัพท์เคลื่อนที่ แต่ในบางประเทศ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกา ภายใต้กฎหมาย Telephone Consumer Protection Act 1991 ที่ให้ความสำคัญในเรื่องของการปกป้องสิทธิส่วนบุคคลในการใช้โทรศัพท์มือถือ จะไม่อนุญาตให้มีการโทรสำรวจนี้เข้าโทรศัพท์มือถือ จึงส่งผลให้ การสำรวจสามารถเข้าถึงผู้ที่ใช้โทรศัพท์บ้านเท่านั้น และไม่สามารถเข้าถึงประชากรที่โทรศัพท์บ้านไว้เพียงแค่การต่อ Internet  หรืออาจเป็นในกรณีที่โทรเข้าไปในโทรศัพท์เคลื่อนที่ในกลุ่มนักเรียนนักศึกษาที่ไม่ได้มีการเปิดเครื่องระหว่างชั่วโมงการเรียนการสอนเป็นต้น อย่างไรก็ดี งานศึกษาส่วนใหญ่พบว่า การคลาดเคลื่อนในลักษณะนี้มีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นได้น้อยกว่าการคาดเคลื่อนในสองแบบแรก

ข้อกังวลต่อมา ถ้าจะถามว่า โพลล์มีส่วนในการเป็น “ผู้ชี้นำผลการเลือกตั้งไหม” ในทางทฤษฎี ต้องตอบว่า “มีส่วนแต่ไม่ทั้งหมด” จากการศึกษาของ Irwin and Van Holsteyn (2000) อธิบายว่า ผลการสำรวจจากโพลล์จะส่งผลระทบต่อผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 3 ด้านด้วยกัน ได้แก่
  1. ผลกระทบ Bandwagon เกิดจากการที่ผู้เลือกตั้งมักจะเลือก “ผู้สมัครที่ได้รับความนิยมสูงสุด” โดยผลกระทบนี้เชื่อว่า คนทุกคนอยากได้การยอมรับจากคนอื่นๆ ในสังคม จึงนิยมเลือกหรือชื่นชอบผู้สมัครที่คนในสังคมสวนใหญ่ยอมรับ โดยผลกระทบนี้อธิบายว่า โพลล์จะมีบทบาทของการชี้นำให้คนไปเลือกผู้สมัครที่มีคะแนนนำสูงสุด
  2. ผลกระทบ Underdog (หรือ Snob Effect) เกิดจากการที่ผู้เลือกตั้งมักมีลักษณะของการเป็นพวกเชียร์ทีมรอง (Underdog) หรือพวกต่อต้านสังคม (Snob) โดยคนเหล่านี้จะไม่เลือก “ผู้สมัครที่ได้รับความนิยมสูง” และแต่จะเลือกผู้สมัครที่ผลจากโพลล์ว่าได้รับความนิยมต่ำ โดยผลกระทบนี้อธิบายว่า โพลล์จะมีบทบาทของการชี้นำให้คนไปเลือกผู้สมัครที่มีคะแนนต่ำ
  3. ผลกระทบเชิงกลยุทธ์ (Strategic/Tactic Effect) เกิดจากการที่ผู้เลือกตั้งจะเลือกคนที่มีจากพรรคการเมืองที่ชอบ และอยากให้พรรคนั้นเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลในระดับประเทศ ผู้เลือกตั้งเหล่านี้อาจไม่มีความนิยมชมชอบในตัวผู้สมัคร แต่จะเลือกผู้สมัครที่มีจากพรรคที่ตัวเองชื่นชอบ โดยผลกระทบนี้อธิบายว่า โพลล์จะไม่มีบทบาทของการชี้นำแต่อย่างไร

ทั้งนี้งานศึกษาชิ้นนี้ได้ระบุว่าผลกระทบ Bandwagon และผลกระทบเชิงกลยุทธ์ (Strategic Effect) จะมีผลมากกว่าผลกระทบแบบ Underdog อย่างไรก็ดี จากการสำรวจล่าสุดโดยศูนย์ศึกษาสำรวจความคิดเห็นสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพลล์) พบว่า คนกรุงเทพฯ ประมาณร้อยละ 52.4 เชื่อมั่นในระดับปานกลาง (รองลงมาร้อยละ 19.07 เชื่อมั่นในระดับมาก) ว่าผลโพลล์จากสำนักต่างๆ มีความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ดี คนกรุงเทพฯ ถึงร้อยละ 39.07 เชื่อว่าสำนักโพลล์ถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซง เพราะผลสำรวจที่ออกมาทำให้เชื่อว่าน่าจะมีส่วน และอาจมีการว่าจ้างในการทำสำรวจ ในขณะที่ประมาณร้อยละ 30.60 ไม่เชื่อว่า ถูกฝ่ายการเมืองแทรกแซง เพราะ เป็นการบริหารงานกันคนละส่วน ไม่สามารถแทรกแซงได้เนื่องจากสำนักโพลล์น่าจะมีจรรยาบรรณและความเป็นกลางอยู่แล้ว

ส่วนความคิดเห็นเกี่ยวกับผลโพลล์ว่าจะตรงกับผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หรือไม่ พบว่า คนกรุงเทพฯ ร้อยละ 35.27 คิดว่า ผลโพลล์ น่าจะตรง กับผลการเลือกตั้ง เพราะเมื่อเทียบจากหลายๆ สำนักผลที่ออกมาเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ในขณะที่ร้อยละ 31.13 คิดว่า ไม่น่าจะตรง กับผลการเลือกตั้ง เพราะ ยังมีกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจอยู่อีกมาก และความคิดเห็นย่อมมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ เมื่อถามถึงผลโพลล์ว่าสามารถชี้นำหรือมีผลต่อการตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ กทม. หรือไม่นั้น คนกรุงเทพฯ ถึงร้อยละ 70.87 ระบุว่า ไม่สามารถชี้นำหรือมีผลต่อการตัดสินใจ  เพราะแต่ละคนย่อมมีคนที่ตัวเองชอบหรือตัดสินใจเลือกไว้อยู่แล้ว

ดังนั้นไม่ว่าผลโพลล์จะมีลักษณะของการเป็นผู้ชี้นำ/หรือได้รับการแทรกแซงจากกลุ่มการเมืองหรือไม่ก็ตาม แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดทำโพลล์ก็เป็นเพียงเพื่อการให้ข้อมูลและสร้างสีสันในการเลือกตั้งเท่านั้น ทั้งนี้ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งควรจะใช้วิจารณญาณส่วนบุคคลโดยเลือกจากผู้สมัครที่ตนเห็นว่าเหมาะสม เป็นคนเก่งและเป็นคนดี พร้อมทั้งมีนโยบายที่ดีที่สามารถปฏิบัติได้ ไม่เพ้อฝัน และจะเป็นประโยชน์แก่คนกรุงเทพ จริงๆ น่าจะดีที่สุดครับ


อ้างอิง Irwin G.A. and Van Holsteyn J.J.M (2000) Bandwagons, underdogs, the Titanic, and the Red Cross. The influence of public opinion polls on voters. Canada: Paper presented at the 18th World Congress of the International Political Science Association, Quebec.