24 มิถุนายน 2556

“ASEAN” กะ “EU”: เพื่อนแท้หรือคนแปลกหน้า

การเข้าสู่การเป็นสมาชิกประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนยังคงเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากจากทุกภาคส่วน เพราะนอกจะเป็นการสร้างโอกาสของประเทศจากเปิดตลาดการค้าและการลงทุนระหว่างกลุ่มประเทศให้เพิ่มสูงขึ้นแล้ว ยังเป็นการขยายโอกาสในการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิต โดยเฉพาะแรงงาน มากขึ้น ซึ่งในท้ายที่สุดจะส่งผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาคโดยรวม  การรวมกลุ่มของสหภาพยุโรป (European Union หรือ EU) ถือได้ว่าเป็นแม่แบบอย่างหนึ่งของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในลักษณะนี้ที่อาเซียน ควรนำมาพิจารณา

เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา วิทยาลัยนานาชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (International College of NIDA) ได้เชิญ Professor Ludo Cuyver จาก University of Antwerp, Belgium และศาสตราจารย์รับเชิญ (Visiting Professor) ของวิทยาลัยนานาชาติให้มาบรรยายเรื่อง “EU and ASEAN: Partners or Strange Bedfellow? ซึ่งได้นำเสนอเนื้อหาที่น่าสนใจเปรียบเทียบระหว่าง ASEAN กับ EU เพื่อจะให้เห็นภาพว่าทั้งสองกลุ่มนี้มีความเหมือนและความต่างอย่างไร ซึ่งผมเห็นว่าน่าจะเป็นโอกาสดีในการนำมาเสนอในบทความนี้ด้วยคร้บ

โดยภาพรวม ที่มาของการรวมกลุ่มอาเซียนและ EU มีความคล้ายคลึงกันก็คือ เกิดจากแรงผลักดันของสงครามที่ต้องการให้แต่ประเทศมีเอกภาพและรวมกันเป็นหนึ่งเดียว (สงครามโลกครั้งที่ 1 ในกรณีของยุโรปและสงครามเวียดนามในกรณีของอาเซียน) ในขณะที่ทั้งสองกลุ่มต่างก็มีจำนวนประชากรรวมในกลุ่มเท่าๆ กัน (504 ล้านคนสำหรับ EU และ 622 ล้านคนสำหรับอาเซียน) และมีขนาดเนื้อที่รวมเท่าๆ กัน (4.33 ล้านตาราเมตรสำหรับ EU และ 4.48 ล้านตารางเมตรสำหรับอาเซียน) ซึ่งสามารถเห็นได้ว่าความสำเร็จในการรวมกลุ่มของ EU ก็สามารถนำมาเป็นแบบอย่างสำหรับอาเซียนด้วย




แต่เมื่อเปรียบเทียบกันด้านอื่นๆ แล้ว อาเซียนกลับยังมีความแตกต่างทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมมากเมื่อเปรียบเทียบกับ EU โดยประเทศที่ยากจนที่สุดในอาเซียนได้แก่ ประเทศกัมพูชามีรายได้ต่อหัวอยู่ที่ 820 เหรียญต่อคนต่อปี ในขณะที่ประเทษที่มีรายได้สูงสุดในอาเซียนอย่างสิงคโปร์กลับมารายได้สูงถึง 42,930 เหรียญ หรือแตกต่างกันถึง 50 เท่า ในขณะที่ ประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่ำที่สุดใน EU ได้แก่ประเทศบัลเกเลียที่มีรายได้ 6,640 เหรียญซึ่งต่ำกว่าประเทศที่มีรายได้สูงที่สุดในกลุ่มอย่าเดนมาร์ก (60,160 เหรียญ) เพียงแค่ 10 เท่าเท่านั้น

นอกจากนี้ ความสำเร็จของ EU ยังเกิดจากแรงผลักดันจากฝั่งของรัฐบาล (Government Driven) เป็นสำคัญ ในขณะที่อาเซียนเกิดจากแรงผลักดันของตลาด (Market-Driven) ซึ่งภาคเอกชนมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางการค้า ในขณะที่ภาครัฐเป็นเพียงผู้สนับสนุน

นอกจากนี้อาเซียนยังมีความหลากหลายเป็นอย่างมากในด้านภาษา วัฒนธรรม ศาสนา ระบบสถาบันการปกครอง อันเป็นอุปสรรคที่ทำให้การรวมกลุ่มของอาเซียนไม่ได้สามารถเกิดขึ้นได้ง่ายนัก และส่งผลทำให้การค้าภายในกลุ่ม (Intra-ASEAN Trade) ระหว่างอาเซียนยังคงมีปริมาณต่ำ (ประมาณร้อยละ 25) เมื่อเปรียบเทียบกับ EU ที่มีระดับการค้าระหว่างกลุ่มประเทศ (Intra-EU Trade) ที่อยู่ในอัตราสูง อันเป็นตัวเลขสะท้อนถึงความสำเร็จในการสร้างการค้า (Trade Creation) และเสริมสร้างสวัสดิการของประเทศในกลุ่ม
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เหมือนกันอีกประการหนึ่งของอาเซียนกับ EU ก็คือ “การแสวงหาพาร์ตเนอร์ใหม่” ทั้งแบบทวิภาคี (Bilateral) และพหุภาคี (Multilateral) เพื่อเป็นการขยายโอกาสทางการตลาด เพิ่มบทบาทของกลุ่ม และสร้างอำนาจการต่อรองของกลุ่มให้สูงขึ้นในตลาดโลก

อาเซียนกับ EU เองก็เริ่มเจรจาความร่วมมือพหุภาคีมาตั้งแต่ปี ค.ศ.2007 อย่างไรก็ดี ความร่วมมือดังกล่าวก็ยังไม่สามารถเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม สาเหตุแรกเกิดจากการที่ EU ยังไม่ต้องการรับพม่าเข้ามาร่วมอยู่ในกลุ่ม เนื่องจากปัญหาภายของประเทศพม่าเองนขณะนั้น นอกจากนี้ ระดับการเจรจาของสองกลุ่มประเทศยังมีความแตกต่างกัน EU มีรูปแบบการเจรจาในลักษณะของ Full Package ที่รวมทั้งการเปิดเสรี การค้าสินค้า บริการ การลงทุน และมาตราการที่ไม่ใช่ภาษีต่างๆ ในขณะที่อาเซียนยังต้องการเจรจาในแต่ละประเด็นไป

ด้วยความแตกต่างดังกล่าวจึงทำให้ EU เองจึงเลือกแยกเจรจากับประเทศบางประเทศในอาเซียนเป็นการส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็น EU-Singapore ในรูปแบบของ Green FTA คือการให้ความสำคัญกับพลังงานทดแทนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน, EU-Malaysia ที่ให้ความสำคัญกับธุรกิจน้ำมันปาร์ม ยานยนต์ และการลงทุน และได้เริ่มที่จะเจรจากับเวียดนามตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว โดยให้ความสำคัญกับประเด็นทาง การค้าสินค้าและบริการ ทรัพย์สินทางปัญญา แรงงาน และสิ่งแวดล้อม

ในขณะประเทศไทยเอง ก็เข้าอยู่ในกลุ่มของการแยกเจรจากับ EU ด้วยเช่นเดียวกัน โดยประเด็นการเจรจาให้ความสำคัญกับ สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Identification) ทรัพย์สินทางปัญญา และแรงงาน โดยข้อมูลหนึ่งที่ทราบจาก Professor Ludo ก็คือ ประเทศไทยมีเพียง “ข้าวหอมมะลิ” เท่านั้นที่อยู่ในระบบ DOOR ของยุโรป อันเป็นระบบที่แสดงว่าสินค้าข้าวหอมมะลิของไทยนี้ได้รับการคุ้มครองจากทรัพย์สินทางปัญญา ในขณะที่ยังมีสินค้าไทยอยู่อีกจำนวนมากที่ส่งไปที่ยุโรป และยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนดังกล่าว ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงพาณิชย์ของไทยควรทำหน้าที่ในการนำสินค้าไทยไปลงทะเบียนระบบนี้มากขึ้น


การแยกเจรจานี้เป็นอุปสรรคที่ทำให้ความร่วมมือระหว่างอาเซียนและ EU นี้เกิดได้ยากขึ้น นอกจากนี้ยังนำมาสู่ความขัดแย้งจากการมีจำนวนความร่วมมือที่มากเกินไป อันนำมาสู่ปัญหา Spaghetti Bowl (หรือ Noodle Bowl ในกรณีของอาเซียน) อันเป็นความเสี่ยงต่อการสร้างความเข้มแข็งของการรวมกลุ่มเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคต