16 กรกฎาคม 2556

ใช้ "การค้าระหว่างประเทศ" เป็น "ทางลัด" ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ไม่เฉพาะเพียงแต่ในประเทศไทย บริบทการค้าของโลกต่างกำลังให้ความสนใจกับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยปริมาณการค้ารวมของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีการเจริญเติบโตสูงสุดอุตสาหกรรมหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณการค้ารวมทั้งหมดของโลก 

การค้าระหว่างประเทศในสินค้าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีบทบาทสำคัญต่อการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทย เนื่องจาก การส่งออกเป็นการช่วยเพิ่มขนาดของตลาด นอกเหนือจากการพึ่งพาเพียงแค่ตลาดภายในประเทศที่มีขนาดเล็ก นอกจากนี้ ด้วยความแตกต่างของรสนิยม ผู้ส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ของไทยยังสามารถตั้งราคาและสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่าสินค้าที่ขายภายในประเทศ

ดังนั้นถ้าเปรียบการพัฒนาประเทศเสมือนกับการขับรถ การค้าระหว่างประเทศก็เปรียบเสมือนกับ "เส้นทางลัด" ที่จะช่วยทำให้ประเทศนั้นได้มีการขับเคลื่อนไปสู่ที่หมายได้เร็วขึ้น 
 
บทความของ รองศาสตราจารย์ ดร.ศาสตรา สุดสวาสดิ์ จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ที่ได้ตีพิมพ์ในวารสาร NIDA Economic Review ฉบับที่ 6 ได้วิเคราะห์ถึงโดยใช้ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศฐานข้อมูลของ UNCTAD โดยพบว่า กลุ่มสื่อสมัยใหม่ (New Media) มีสัดส่วนของการส่งออกและนำเข้ามากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ประเภทอื่นๆ โดยกลุ่ม New Media จากประเทศไทยมีสัดส่วนการส่งออกร้อยละ 1.68ของการส่งออกทั้งหมดของโลก รองมาได้แก่ กลุ่ม Traditional Cultural Expression (ร้อยละ 1.3) และกลุ่ม Visual Art (ร้อยละ 0.85) ในขณะที่การนำเข้าสินค้าสร้างสรรค์ของไทยส่วนใหญ่เป็นการนำเข้าทางด้าน Performing Arts (ร้อยละ 0.74 ของปริมาณการนำเข้าของโลก)รองมาได้แก่ Publishing and Printed Media (ร้อยละ 0.46 ของปริมาณการนำเข้าของโลก) ตามลำดับ

จากผลการศึกษาโดยใช้แบบจำลองทางเศรษฐมิติ (Econometrics Model) พบว่า การค้าระหว่างประเทศของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ส่งผลกระทบทางบวกอย่างมีนัยสำคัญ (Positively Significant) ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มงานสื่อสิ่งพิมพ์และกลุ่มแสดงออกทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม ซึ่งหมายความว่าการให้ความสำคัญกับการส่งออกสินค้าในหมวดข้างต้นจะเป็นช่องลัดพิเศษในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยอย่างมีนัยสำคัญ

ในการวิเคราะห์ศักยภาพการแข่งขันโดยใช้ดัชนีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Reveal of Comparative Advantage (RCA) Index) ของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยในตลาดโลกได้ผลที่สอดคล้องกับปริมาณการค้า โดยพบว่า กลุ่มสื่อสมัยใหม่ (New Media)และกลุ่มการแสดงออกทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม (Traditional Cultural Expression) เป็น 2 กลุ่มที่ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่มประเทศ ASEAN (ซึ่งสะท้อนถึงมูลค่าการส่งออกที่สูงในสินค้าดังกล่าวเช่นเดียวกัน) 

ในขณะที่ประเทศไทยเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้นำเข้าสินค้าสร้างสรรค์ของโลกอันได้แก่ กลุ่มศิลปะการแสดง กลุ่มสื่อสิ่งพิมพ์ กลุ่มการออกแบบ และกลุ่ม New Media โดยถึงแม้ว่าการพึ่งพานำเข้าสินค้าในกลุ่มนี้อาจจะทำให้ผู้ประกอบการในประเทศไทยจะต้องประสบภาวะแข่งขันเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่เนื่องจากสินค้าในกลุ่มดังกล่าวมีความหลากหลาย (Differentiated Products) ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้บริโภคคนไทยในการได้รับความคิดใหม่ๆ จากการนำเข้าสินค้าดังกล่าว โดยสามารถนำมาประยุกต์และต่อยอดทางความคิดต่อการผลิตสินค้า/บริการในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย เช่น การนำดนตรีจากประเทศเกาหลีมาต่อยอดผลิตดนตรีของไทย หรือการนำการออกแบบสวนบาหลีของประเทศอินโดนีเชียมาต่อผสมผสานกับการแบบสวนของงานสถาปัตยกรรมไทย เป็นต้น

อย่างไรก็ดี การวิเคราะห์ถึงกลยุทธ์การส่งออกของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยควรที่จำคำนึงถึงโอกาสในการเพิ่มปริมาณการค้าที่สินค้าไทยจะได้รับจากการรวมกลุ่มทางการค้าเสรีในแต่ละประเภท ขึ้นอยู่กับศักยภาพและความต้องการทางการตลาดต่อสินค้าไทยในแต่ละประเทศ โดยประโยชน์ที่ได้รับจากการปรับลดอัตราภาษีจากการบังคับใช้ข้อตกลงเขตการค้าเสรี จะยิ่งเป็นแรงส่งเสริมการส่งออกสินค้าของไทย 

ในการศึกษาได้วิเคราะห์ถึงกรณีการเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community:AEC) พบว่า การส่งออกในกลุ่มการแสดงออกทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม และกลุ่ม New media จะเป็นอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่จะได้ประโยชน์จากการเพิ่มปริมาณการค้ามากที่สุดเมื่อมี AEC โดยประเทศคู่ค้าที่นำเข้าสำคัญได้แก่ ประเทศฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์โดยประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งหรือสินค้าใหม่ๆ ในกลุ่มของสินค้านี้มากนักแต่ควรเน้นกลยุทธ์ทางด้านการเจาะตลาด (Market Penetration Strategy) เป็นสำคัญ ในขณะที่คู่แข่งที่สำคัญของไทยในด้านนี้ได้แก่ประเทศอินโดนีเชีย

ในขณะที่ยังมีอีกบางกลุ่มอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยยังไม่มีศักยภาพในการส่งออกมากนัก แต่กลับพบว่า อุตสาหกรรมดังกล่าวเป็นที่ต้องการในตลาดอาเซียนเป็นอย่างมาก โดยสินค้าดังกล่าวได้แก่ กลุ่มงานศิลปะ กลุ่มงานศิลปะการแสดง กลุ่มงานสื่อสิ่งพิมพ์ กลุ่มงานโสตทัศน์ และกลุ่มการออกแบบ โดยประเทศคู่ค้าในภูมิภาคอาเซียนที่พบว่ามีศักยภาพในการนำเข้าที่สูงสำหรับสินค้าในกลุ่มนี้ได้แก่ ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์ การเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ (Product Development) และศักยภาพของอุตสาหกรรมดังกล่าวจะเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดังกล่าว

ในด้านการนำเข้า ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการนำเข้ากลุ่มสินค้าในหมวดศิลปะการแสดง สื่อสิ่งพิมพ์ และการออกแบบ โดยเฉพาะจากประเทศสิงคโปร์ โดยการสนับสนุนการนำเข้าอุตสาหกรรมดังกล่าวจะช่วยในเพิ่มสวัสดิการแก่ผู้บริโภคไทยให้ได้รับประโยชน์จากความหลากหลายของศิลปะการแสดง สื่อสิ่งพิมพ์ และการออกแบบใหม่ๆ ดังกล่าว ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ อาจเป็นกลุ่มที่รัฐบาลไทย อาจพิจารณาให้มีการปรับลดการกีดกันการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการนำเข้าสินค้าและบริการในกลุ่มนี้ได้ในราคาที่ต่ำลง

โดยสรุปจะเห็นได้ว่า ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องดำเนินกลยุทธ์ที่แตกต่างกันในการส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ในแต่ประเภท โดยอาจมุ่งเน้นการทำเจาะตลาดในสินค้าที่ประเทศไทยมีศักยภาพอยู่แล้วอย่าง กลุ่มการแสดงออกทางวัฒนธรรมแบบดั้งเดิม และกลุ่ม New Media แต่ควรเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมไปถึงการช่วยเหลือทางด้านการส่งออกกับสินค้าประเภท กลุ่มงานศิลปะ กลุ่มงานศิลปะการแสดง กลุ่มงานสื่อสิ่งพิมพ์ กลุ่มงานโสตทัศน์ และกลุ่มการออกแบบ ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่มีความต้องการในตลาดอาเซียน 

นอกจากจะพิจารณาถึงประโยชน์จากการลดลงของภาษีนำเข้าจากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว ผู้ประกอบการในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ยังควรพิจารณาถึงมาตรการที่ไม่ใช่ทางด้านภาษีไม่ว่าจะเป็นข้อผูกพันทั่วไปและข้อผูกพันเฉพาะสาขาจากการเปิดเสรีภาคการค้าบริการ (Horizontal/Specific Commitment) ข้อผูกพันจำแนกตามสาขาบริการ เช่น การท่องเที่ยว การบริการธุรกิจ และความตกลงว่าด้วยเรื่องของทรัพย์สินทางปัญญา มาตรการกีดกันทางการค้าสินค้าและบริการสร้างสรรค์ที่ประเทศไทยยังมีอยู่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการกีดกันทางการค้าในด้านการค้าบริการสร้างสรรค์) ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ ดังนั้นหากประเทศไทยต้องการให้ได้รับประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น ผู้กำหนดนโยบายของประเทศควรพิจารณาปรับลดกฎเกณฑ์และมาตรการกีดกันทางการค้าที่เคยเป็นอุปสรรคทั้งในด้านการค้าสินค้าและในด้านการค้าบริการ เพื่อเปิดรับการนำเข้าสินค้าและบริการสร้างสรรค์ที่จะมีส่วนช่วยให้เกิดการต่อยอดทางความคิดเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าสร้างสรรค์ไทย นอกจากนี้ ผู้กำหนดนโยบายควรพิจารณาถึงมาตรการสนับสนุนที่ส่งเสริมให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทยได้รับการพัฒนาและแข่งขันได้ในตลาดโลก