วิสาหกิจเอกชนมีความสำคัญในการเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์
จากการเป็นผู้คิดค้น (หรือนำความรู้ที่มีอยู่เดิม)
ไปใช้การในการผลิตสินค้า/บริการออกสู่ตลาดเพื่อสร้างประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีสัดส่วนกว่าร้อยละ 99
ของจำนวนวิสาหกิจของไทยทั้งหมด
ดังนั้น
ถ้าจะเปรียบเทียบการพัฒนาประเทศเสมือนกับการขับรถอีกครั้ง ภาคเอกชน
(โดเยเฉพาะภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) ก็เปรียบเสมือนกับ
"เครื่องยนต์" ที่มีสมรรถนะ
งานศึกษาของผมที่ได้ตีพิมพ์งานศึกษาดังกล่าวในวารสาร
NIDA Economic Review ในฉบับที่ 7 เล่มที่ 1 โดยพบว่า
ในปัจจุบัน ความคิดสร้างสรรค์สามารถทำได้ไม่ยากนักสำหรับวิสาหกิจขนาดย่อม
เนื่องจากมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี
และการเข้าถึงแหล่งข้อมูลทางความคิดที่ง่ายขึ้น
แต่ปัญหาอุปสรรคส่วนใหญ่ที่ภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมประสบคือ
การนำความคิดสร้างสรรค์ (จากองค์ความรู้เดิมหรือองค์ความรู้ใหม่)
ไปผลิตสินค้า/บริการออกสู่ตลาดและแสวงหาโอกาสในเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยังขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
(เมื่อเปรียบเทียบกับวิสาหกิจขนาดใหญ่)
การไม่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา
และการขาดซึ่งประสิทธิภาพการผลิตเมื่อเปรียบเทียบกับวิสาหกิจขนาดใหญ่
อย่างไรก็ดี
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีบทบาทที่แตกต่างกันในห่วงโซ่มูลค่าของเศรษฐกิจสร้างสรรค์
(Creative Value-Chain) โดยสามารถเป็นทั้ง 1)
ผู้สร้างสรรค์โดยตรงในขั้นตอนการออกแบบ (เช่น นักประพันธ์ งานออกแบบ แฟชั่น
ซอฟต์แวร์ เป็นต้น) 2)
ผู้สนับสนุนการผลิตในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสายการผลิตขนาดใหญ่ เช่น
การผลิตหนังหรือเพลง และ 3) ผู้นำความรู้เดิมไปสร้างประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ (เช่น
ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ร้านอาหาร การแพทย์แผนไทย)
โดยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อยรายหนึ่งๆ
สามารถเป็นผู้ที่มีบทบาทใดบทบาทหนึ่งหรือทั้ง 3 บทบาทได้ในคราวเดียวกัน
ทั้งนี้บทบาทที่แตกต่างกันนี้ทำให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่แตกต่างกันตามมาด้วย
โดยจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของวิสาหกิจที่ทำหน้าที่เป็นผู้สร้างสรรค์เป็นหลักจะเน้นแต่เพียงการสร้างสรรค์ผลงานใหม่
แต่อาจขาดประสบการณ์หรือกำลังทางการตลาดในการจัดจำหน่ายสินค้า/บริการของตนออกสู่ตลาดและประสบผลสำเร็จในเชิงพาณิชย์
ในขณะที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เป็นผู้สนับสนุนในสายการผลิตขนาดใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพากับสายการผลิตนั้นเป็นสำคัญ
โดยผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จะต้องพึ่งภาคการผลิตขนาดใหญ่ที่มีทุนเข้มข้น
(เช่นบริษัทผลิตหนัง หรือค่ายเพลง) ในการทำหน้าที่เป็นผู้ส่งมอบ(Humdrum
Factor) โดยผู้ประกอบการขนาดเล็กจะได้รับรายได้จากการจัดสรรปันส่วน(Revenue/Income
Sharing) จากสภาวะการแข่งขันที่สูงจึงทำให้ผู้ประกอบการในลักษณะของการเป็นผู้สนับสนุนในวงจรการผลิตนี้จะไม่มีโอกาสในการดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจมากนัก
โดยการตัดสินใจเลือกจ้างจะมาจากผู้ผลิตหรือตัวกลางที่เป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่เป็นสำคัญ
ในกรณีที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ส่งมอบงานสร้างสรรค์ออกสู่ตลาดต้องประสบกับความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการที่วิสาหกิจทำหน้าที่เป็นผู้จัดจำหน่ายโดยพึ่งพาสินค้า/บริการที่ผูกติดกับภูมิปัญญาและวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมเป็นสำคัญ
(เช่นอาหารไทย แพทย์แผนไทย) แต่ไม่มีบทบาทในการเป็นผู้สร้างสรรค์งานใหม่ๆ มากนัก
ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้อาจขาดแคลนซึ่งความจำเป็นที่จะต้องสร้างสรรค์งานใหม่ๆ
จะมีก็เพียงแค่การนำงานที่มีอยู่เดิมมาตกแต่งเพิ่มเติมเท่านั้น
โดยผู้ประกอบการต้องประสบความท้าทายในการผสมผสานวัฒนธรรมที่มีอยู่แล้วเพื่อให้เข้ากับความต้องการที่หลากหลายของตลาด
ในด้านของการบริหารจัดการองค์ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาพบว่า
วิสาหกิจเอกชนไทยยังมีการลงทุนในการสร้างงานนวัตกรรมและงานสร้างสรรค์น้อยกว่าประเทศอื่นๆ
ในภูมิภาค โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการขาดแคลนบุคคลากร/แรงงานที่มีทักษะ
และยังขาดแคลนเงินทุนในการลงทุนสร้างสรรค์งานใหม่ๆ เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ยังเห็นว่า
การสร้างความเข้มแข็งของการปกป้องการสร้างระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มแข็งขึ้น
หรือการสนับสนุนการเข้าสู่ระบบโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้เป็นสิ่งจูงใจในการสร้างนวัตกรรมในองค์กรมากนัก
โดยสังเกตได้จากการที่
วิสาหกิจเอกชนขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยยังไม่ให้ความสำคัญในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญามากนัก
เนื่องจากผู้ประกอบไทยยังไม่เห็นผลประโยชน์จากการจดทะเบียนที่เป็นรูปธรรม
เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนที่ต้องสูญเสียไป ทั้งต้นทุนที่เป็นตัวเงิน (เช่น
ค่าจดทะเบียน ค่าว่าจ้างนักกฎหมาย) และต้นทุนที่ไม่ใช่ตัวเงิน (เช่น ค่าเสียเวลา)
ภาคเอกชนประสบปัญหาการขาดแคลนทักษะแรงงานในเชิงของคุณภาพของบัณฑิตที่จบการศึกษา
ไม่ว่าจะเป็นทักษะพื้นฐาน(Basic Skill) อย่างเช่นทักษะทางด้านภาษาและวิทยาการคอมพิวเตอร์
หรือทักษะในเชิงสร้างสรรค์ (Creative Skill) เนื่องจากการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในบริบทของเศรษฐกิจสร้างสรรค์มักเกี่ยวข้องกับการจ้างงานคนรุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์
(Young Talent) พร้อมที่จะเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมเพื่อให้แน่ใจว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์นั้นจะยังคงมีการผลิตงานใหม่ๆ
ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ
ดังนั้น
ในการที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มศักยภาพแก่องค์กรนั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำขึ้นโดยใครก็ได้หากแต่ต้องมีบุคลากรที่มีความสามารถด้านการใช้ความคิดสร้างสรรค์โดยตรงการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็น
“องค์กรสร้างสรรค์” (Creative
Enterprise) จำเป็นที่จะต้องดำเนินกลยุทธ์ระดับองค์กรไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับการผลิตที่หลากหลายและแตกต่าง
(Differentiation and Uniqueness) และดำเนินกลยุทธ์น่านน้ำสีขาวและสีเขียวในการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสร้างประโยชน์แก่สังคม
นอกเหนือจากการผลิตที่เน้นการผลิตจำนวนมากเพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาดการสร้างเครือข่ายธุรกิจ
(Business Network) การปรับเปลี่ยนการใช้สื่อเทคโนโลยี Internet,
E-Commerce, และ Social Network มาใช้ในการประชาสัมพันธ์
และการสร้างความรักและพลังขับเคลื่อนภายในองค์กรเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรสร้างสรรค์ดังกล่าว
