27 กรกฎาคม 2556

SMEs - เครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์

วิสาหกิจเอกชนมีความสำคัญในการเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จากการเป็นผู้คิดค้น (หรือนำความรู้ที่มีอยู่เดิม) ไปใช้การในการผลิตสินค้า/บริการออกสู่ตลาดเพื่อสร้างประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีสัดส่วนกว่าร้อยละ 99 ของจำนวนวิสาหกิจของไทยทั้งหมด

 ดังนั้น ถ้าจะเปรียบเทียบการพัฒนาประเทศเสมือนกับการขับรถอีกครั้ง ภาคเอกชน (โดเยเฉพาะภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) ก็เปรียบเสมือนกับ "เครื่องยนต์" ที่มีสมรรถนะ




งานศึกษาของผมที่ได้ตีพิมพ์งานศึกษาดังกล่าวในวารสาร NIDA Economic Review ในฉบับที่ 7 เล่มที่ 1 โดยพบว่า ในปัจจุบัน ความคิดสร้างสรรค์สามารถทำได้ไม่ยากนักสำหรับวิสาหกิจขนาดย่อม เนื่องจากมีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี และการเข้าถึงแหล่งข้อมูลทางความคิดที่ง่ายขึ้น แต่ปัญหาอุปสรรคส่วนใหญ่ที่ภาควิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมประสบคือ การนำความคิดสร้างสรรค์ (จากองค์ความรู้เดิมหรือองค์ความรู้ใหม่) ไปผลิตสินค้า/บริการออกสู่ตลาดและแสวงหาโอกาสในเชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยังขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน (เมื่อเปรียบเทียบกับวิสาหกิจขนาดใหญ่) การไม่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา และการขาดซึ่งประสิทธิภาพการผลิตเมื่อเปรียบเทียบกับวิสาหกิจขนาดใหญ่

 อย่างไรก็ดี วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีบทบาทที่แตกต่างกันในห่วงโซ่มูลค่าของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Value-Chain) โดยสามารถเป็นทั้ง 1) ผู้สร้างสรรค์โดยตรงในขั้นตอนการออกแบบ (เช่น นักประพันธ์ งานออกแบบ แฟชั่น ซอฟต์แวร์ เป็นต้น) 2) ผู้สนับสนุนการผลิตในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสายการผลิตขนาดใหญ่ เช่น การผลิตหนังหรือเพลง และ 3) ผู้นำความรู้เดิมไปสร้างประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ (เช่น ธุรกิจท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ร้านอาหาร การแพทย์แผนไทย) โดยวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อยรายหนึ่งๆ สามารถเป็นผู้ที่มีบทบาทใดบทบาทหนึ่งหรือทั้ง 3 บทบาทได้ในคราวเดียวกัน ทั้งนี้บทบาทที่แตกต่างกันนี้ทำให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่แตกต่างกันตามมาด้วย

 โดยจุดอ่อนเชิงโครงสร้างของวิสาหกิจที่ทำหน้าที่เป็นผู้สร้างสรรค์เป็นหลักจะเน้นแต่เพียงการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ แต่อาจขาดประสบการณ์หรือกำลังทางการตลาดในการจัดจำหน่ายสินค้า/บริการของตนออกสู่ตลาดและประสบผลสำเร็จในเชิงพาณิชย์

 ในขณะที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เป็นผู้สนับสนุนในสายการผลิตขนาดใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพากับสายการผลิตนั้นเป็นสำคัญ โดยผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จะต้องพึ่งภาคการผลิตขนาดใหญ่ที่มีทุนเข้มข้น (เช่นบริษัทผลิตหนัง หรือค่ายเพลง) ในการทำหน้าที่เป็นผู้ส่งมอบ(Humdrum Factor) โดยผู้ประกอบการขนาดเล็กจะได้รับรายได้จากการจัดสรรปันส่วน(Revenue/Income Sharing) จากสภาวะการแข่งขันที่สูงจึงทำให้ผู้ประกอบการในลักษณะของการเป็นผู้สนับสนุนในวงจรการผลิตนี้จะไม่มีโอกาสในการดำเนินกลยุทธ์ทางธุรกิจมากนัก โดยการตัดสินใจเลือกจ้างจะมาจากผู้ผลิตหรือตัวกลางที่เป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่เป็นสำคัญ

 ในกรณีที่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ส่งมอบงานสร้างสรรค์ออกสู่ตลาดต้องประสบกับความท้าทายที่เกิดขึ้นจากการที่วิสาหกิจทำหน้าที่เป็นผู้จัดจำหน่ายโดยพึ่งพาสินค้า/บริการที่ผูกติดกับภูมิปัญญาและวัฒนธรรมแบบดั้งเดิมเป็นสำคัญ (เช่นอาหารไทย แพทย์แผนไทย) แต่ไม่มีบทบาทในการเป็นผู้สร้างสรรค์งานใหม่ๆ มากนัก ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้อาจขาดแคลนซึ่งความจำเป็นที่จะต้องสร้างสรรค์งานใหม่ๆ จะมีก็เพียงแค่การนำงานที่มีอยู่เดิมมาตกแต่งเพิ่มเติมเท่านั้น โดยผู้ประกอบการต้องประสบความท้าทายในการผสมผสานวัฒนธรรมที่มีอยู่แล้วเพื่อให้เข้ากับความต้องการที่หลากหลายของตลาด

 ในด้านของการบริหารจัดการองค์ความรู้และทรัพย์สินทางปัญญาพบว่า วิสาหกิจเอกชนไทยยังมีการลงทุนในการสร้างงานนวัตกรรมและงานสร้างสรรค์น้อยกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการขาดแคลนบุคคลากร/แรงงานที่มีทักษะ และยังขาดแคลนเงินทุนในการลงทุนสร้างสรรค์งานใหม่ๆ เป็นสำคัญ นอกจากนี้ ยังเห็นว่า การสร้างความเข้มแข็งของการปกป้องการสร้างระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้มแข็งขึ้น หรือการสนับสนุนการเข้าสู่ระบบโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้เป็นสิ่งจูงใจในการสร้างนวัตกรรมในองค์กรมากนัก โดยสังเกตได้จากการที่ วิสาหกิจเอกชนขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยยังไม่ให้ความสำคัญในการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญามากนัก เนื่องจากผู้ประกอบไทยยังไม่เห็นผลประโยชน์จากการจดทะเบียนที่เป็นรูปธรรม เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนที่ต้องสูญเสียไป ทั้งต้นทุนที่เป็นตัวเงิน (เช่น ค่าจดทะเบียน ค่าว่าจ้างนักกฎหมาย) และต้นทุนที่ไม่ใช่ตัวเงิน (เช่น ค่าเสียเวลา)

ภาคเอกชนประสบปัญหาการขาดแคลนทักษะแรงงานในเชิงของคุณภาพของบัณฑิตที่จบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นทักษะพื้นฐาน(Basic Skill) อย่างเช่นทักษะทางด้านภาษาและวิทยาการคอมพิวเตอร์ หรือทักษะในเชิงสร้างสรรค์ (Creative Skill) เนื่องจากการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในบริบทของเศรษฐกิจสร้างสรรค์มักเกี่ยวข้องกับการจ้างงานคนรุ่นใหม่ที่มีพรสวรรค์ (Young Talent) พร้อมที่จะเข้ามาทำงานในอุตสาหกรรมเพื่อให้แน่ใจว่าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์นั้นจะยังคงมีการผลิตงานใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ

 ดังนั้น ในการที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งจะสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มศักยภาพแก่องค์กรนั้นไม่ใช่เรื่องที่ทำขึ้นโดยใครก็ได้หากแต่ต้องมีบุคลากรที่มีความสามารถด้านการใช้ความคิดสร้างสรรค์โดยตรงการพัฒนาองค์กรไปสู่การเป็น องค์กรสร้างสรรค์” (Creative Enterprise) จำเป็นที่จะต้องดำเนินกลยุทธ์ระดับองค์กรไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญกับการผลิตที่หลากหลายและแตกต่าง (Differentiation and Uniqueness) และดำเนินกลยุทธ์น่านน้ำสีขาวและสีเขียวในการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสร้างประโยชน์แก่สังคม นอกเหนือจากการผลิตที่เน้นการผลิตจำนวนมากเพื่อให้เกิดการประหยัดต่อขนาดการสร้างเครือข่ายธุรกิจ (Business Network) การปรับเปลี่ยนการใช้สื่อเทคโนโลยี Internet, E-Commerce, และ Social Network มาใช้ในการประชาสัมพันธ์ และการสร้างความรักและพลังขับเคลื่อนภายในองค์กรเป็นกลยุทธ์สำคัญในการยกระดับองค์กรไปสู่การเป็นองค์กรสร้างสรรค์ดังกล่า