การจะสามารถขับรถไปยังจุดมุ่งหมายได้อย่างปลอดภัยนั้นจำเป็นต้องมี
"ผู้ขับที่มีความรู้" รู้จักเส้นทาง และรู้จักเครื่องยนค์ที่ตัวเองจะใช้
เศรษฐกิจสร้างสรรค์ต้องการทรัพยากรมนุษย์ที่มีความคิดสร้างสรรค์
ซึ่งความคิดสร้างสรรค์นั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้เอง
แต่ต้องผ่านกระบวนการของการพัฒนาทุนมนุษย์
ในทฤษฎีของทุนมนุษย์ (Human
Capital Theory) การศึกษามีบทบาทสำคัญต่อการผลิตทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพออกสู่สังคม
และส่งต่อไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสวัสดิการของประเทศในระยะยาว
จากงานศึกษาของ อ.ชัยวัฒน์ แก้วพันงาม
อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และ ดร.รับขวัญ ธรรมาภรณ์พิลาศ
จากกระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำการศึกษาถึงแนวทางในการจัดการระบบการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมของผู้เรียนไปสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
และได้ตีพิมพ์งานศึกษาดังกล่าวไว้ในวารสาร NIDA Economic Review
เล่มที่ 7 ฉบับที่ 1
งานวิจัยได้เริ่มจากการอธิบายถึงความสำคัญของภาคการศึกษาในการทำหน้าที่เป็นผู้สร้างระบบความคิด
โดยความคิดสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์สามารถจำแนกออกเป็น
3 ประเภท คือ
- Technological Creativity (Innovation) การพัฒนา ค้นพบเทคโนโลยี และนวัตกรรมใหม่ๆ ทำให้เกิดเครื่องมือ หรือปัจจัยทุนที่มีศักยภาพสูงขึ้น สามารถนำไปใช้ในกระบวนการผลิต
- Economic Creativity (Entrepreneurship) ความคิดที่เกี่ยวข้องกับการประกอบการทั้งการพัฒนาองค์กร การคิดค้นการประกอบธุรกิจแนวใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ด้านการประกอบการจะช่วยเพิ่มสัดส่วนของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในระบบเศรษฐกิจ
- Artistic Creativity (Cultural Creativity) ความคิดสร้างสรรค์ด้านศิลปะ เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และเป็นประโยชน์ในการเผยแพร่สินค้าให้เป็นที่รู้จัก
งานศึกษาดังกล่าวได้ทำการศึกษาเชิงเปรียบเทียบกับระบบการศึกษาในประเทศอังกฤษ
ประเทศเนเธอร์แลนค์ และประเทศเกาหลีใต้โดยพบว่า
โดยทั่วไปแล้ว นักการศึกษาจะให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ที่เป็น
“Ordinary
Creativity” ที่สามารถพัฒนาได้จากการเรียนการสอนมากกว่าความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นลักษณะของพรสวรรค์ดังนั้นการบ่มเพาะความคิดสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นในชั้นเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ
จึงต้องสนับสนุนให้ทั้งผู้สอนและผู้เรียนคำนึงถึงผลกระทบของความคิดทั้งต่อตนเองและบุคคลอื่น
โดยชั้นเรียนควรประกอบด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่หลากหลาย
ทั้งนี้
กระบวนการเรียนการสอนในแบบที่ช่วยสร้างเสริมความคิดสร้างสรรค์ให้กับผู้เรียน
มีลักษณะที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่
1) เป็นการเรียนการสอนที่ตรงกับความต้องการและความสนใจของผู้เรียน
2) ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง
3) ผู้เรียนเป็นผู้ควบคุมกระบวนการเรียนรู้ ไม่ใช่การเรียนรู้ตามคำสั่ง
4) มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นจากการเรียน อาจจะเป็นทักษะใหม่ ความรู้ใหม่
หรือความเข้าใจใหม่
จากลักษณะสำคัญ 4 ประการจะพบว่าการเรียนการสอนแบบสร้างสรรค์ (Creative
Learning & Creative Teaching) มีหลักเกณฑ์สำคัญอยู่ที่เสรีภาพทางความคิดของผู้เรียน
เป็นการเรียนการสอนที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และสามารถใช้ได้ในทุกสาขาวิชา
อย่างไรก็ดี การส่งเสริมระบบการเรียนการสอนให้คนเกิดความคิดสร้างสรรค์อาจจะทำได้ยากในทางปฏิบัติเนื่องจาก
ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่สิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้โดยบุคคลเดียว
อย่างน้อยความคิดนั้นต้องเป็นที่ยอมรับของคนในแวดวง
หรืออีกนัยหนึ่งต้องมีกลุ่มคนที่ตัดสินว่าความคิดนั้นมีคุณค่าพอที่จะนับว่าเป็นความคิดสร้างสรรค์หรือไม่
ปัญหาที่ยังคงมีอยู่และเป็นที่วิตกกังวลของภาคการศึกษาและภาคธุรกิจของ
ประเทศไทยก็คือ
ความไม่สอดคล้องกันระหว่างความต้องการกำลังคนและการผลิตกำลังคนของประเทศ
ปัญหาความไม่สอดคล้องนี้เกิดขึ้นในหลายสาขาวิชา อาทิ สาขาคอมพิวเตอร์ สาขาวิศวกรรมศาสตร์
สาขาสังคมศาสตร์ เนื่องจากการขยายตัวของสถาบันอุดมศึกษาที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทำให้มีการผลิตบัณฑิตในสาขาวิชาที่ซ้ำกันออกมามากเกินไป
นอกจากนั้นยังมีความไม่สอดคล้องกันด้านคุณภาพ
คุณภาพของผู้สำเร็จการศึกษาในระดับต่างๆ ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการได้
ดังนั้น
การพัฒนาทรัพยาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศเพื่อตอบสนองต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์จึงไม่สามารถกระทำได้จากภาคการศึกษาแต่เพียงอย่างเดียว
โดยการพัฒนาในตลาดแรงงานจากการฝึกอบรมฝีมือแรงงานในระหว่างทำงาน (On-the Job Training) มีบทบาทสำคัญในการต่อยอดองค์ความรู้ของทรัพยากรบุคคลจากสถาบันการศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมนอกจากนี้
ภาครัฐและภาคเอกชนจำเป็นต้องร่วมมือกันในการออกแบบหลักสูตรและให้ใบรับรองที่รับประกันจากภาคอุตสาหกรรม
ในภาพรวมแล้ว นโยบายเพื่อสนับสนุนการ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” (Life-Long Learning)จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศอันจะเป็นกุญแจสำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์
