เมื่อพูดถึงปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อการพัฒนาประเทศ
แน่นอนว่า ทุกฝ่ายต่างลงความเห็นไปที่ “การพัฒนาทุนมนุษย์” รวมไปถึงการส่งเสริม
“ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต” (Life Long Learning Framework) ทั้งนี้ “การศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัย” (Higher Education) เป็นหนึ่งในขั้นตอนที่สำคัญโดยมหาวิทยาลัยมีบทบาทหน้าที่ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อสร้างองค์ความรู้และความชำนาญเฉพาะสาขาเพื่อสร้างความพร้อมแก่บัณฑิตที่จะเข้าสู่ตลาดแรงงาน
นอกจากงานด้านการเรียนการสอนแล้ว มหาวิทยาลัยยังมีบทบาทในการเป็นผู้บุกเบิกงานวิชาการใหม่ๆ
รวมไปถึงการให้บริการทางวิชาการอันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
(ในประเทศไทยจะเพิ่มบทบาทการทำหน้าที่ในการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมเข้าไปด้วย) โดยสิ่งจำเป็นที่มหาวิทยาลัยจำต้องมีก็คือ
การกำกับดูแลที่ดี (Good Governance) จากสภามหาวิทยาลัยเพื่อให้มหาวิทยาลัยยังคงเป็นองค์กรที่สามารถบรรลุเป้าประสงค์ข้างต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วิทยาลัยนานาชาติ
บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (International College of NIDA) ได้จัดงานสัมมนาเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา
โดยได้รับเกียรติจาก Professor Pier Paolo Pasqualoni จาก University
of Innsbruck และศาสตราจารย์รับเชิญ (Visiting Professor) ของวิทยาลัยได้มาบรรยายเรื่อง University Governance in Europe โดยจากการบรรยายได้ระบุว่า การกำกับนโยบายของมหาวิทยาลัย (University
Governance) ต่างจากการบริหารมหาวิทยาลัย (University
Management) และมีความแตกต่างกันในแต่ละประเทศทั่วโลก ทั้งนี้ การกำกับนโยบายของมหาวิทยาลัยจะเกี่ยวข้องกับระบบการตัดสินใจที่เกิดขึ้นภายในมหาวิทยาลัยและทำเพื่อมหาวิทยาลัย
รวมไปถึงการควบคุมอันทำให้ มหาวิทยาลัยเป็นองค์กรที่เชื่อถือได้และตรวจสอบได้ ทั้งนี้
การกำกับดูแลต้องเกี่ยวข้องกับ กฎระเบียบของรัฐ เช่น คำสั่งของรัฐบาลจากมติคณะรัฐมนตรี
การให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับมหาวิทยาลัยจากบุคคลภายนอก
รวมไปถึงการกำกับดูแลหน่วยงานและบุคลากรภายในมหาวิทยาลัยที่มีส่วนจากการตัดสินใจในสภามหาวิทยาลัย
ดังนั้น
สภามหาวิทยาลัยจึงเปรียบเสมือนกับจุดรวมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในมหาวิทยาลัยที่มาทำงานร่วมกันในด้านต่างๆ
ได้แก่ การแต่งตั้งและดำรงตำแหน่งผู้บริหารมหาวิทยาลัย
การรับนักศึกษาและกำหนดกฎระเบียบ การดูแลหลักสูตรการเรียนการสอน
การกำหนดมาตรฐานทางวิชาการและรับรองวิทยฐานะ
ทั้งนี้การกำกับดูแลมหาวิทยาลัยจะแตกต่างกันไปตามลักษณะเฉพาะของมหาวิทยาลัยนั้นๆ
ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยวิจัย (Research University) มหาวิทยาลัยสอน
(Teaching University) วิทยาลัยชุมชน (Community
University) หรือวิทยาลัยอาชีวะ เป็นต้น
ทั้งนี้
สิ่งหนึ่งที่ Professor Pier Paqualoni ได้เน้นมากในกรณีของมหาวิทยาลัยในยุโรปก็คือการเป็นมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบ(Autonomous
University) โดยมหาวิทยาลัยดังกล่าวจะมีข้อดีในเรื่องของความคล่องตัวในการบริหารงาน สามารถกำหนดค่าตอบแทนตามความต้องการได้ รวมทั้งการบริหารงานที่ไม่จำเป็นต้องอิงกับกฎเกณฑ์ระเบียบทางราชการ
ซึ่งจะทำให้การบริหารจัดการทั่วไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในขณะที่ข้อเสียของการออกนอกระบบก็สามารถเกิดขึ้นได้จากปัญหาการบริหารการเงิน
หรือการประเมินผลงานที่ไม่รอบคอบ
งานศึกษาจำนวนมากในประเทศยุโรปยังคงสนับสนุนการที่มหาวิทยาลัยจะออกนอกระบบ
โดยพบว่า การออกนอกระบบของมหาวิทยาลัยจะส่งผลต่อผลผลิตที่เพิ่มขึ้นของมหาวิทยาลัยเอง
โดยเฉพาะงานวิจัย
เนื่องจากมหาวิทยาลัยที่ออกนอกระบบจะมีแนวโน้มที่จะสามารถจัดสรรงบประมาณและกำกับดูแลการใช้งบประมาณด้านการวิจัยที่มีประสิทธิผลกว่า
อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่า
บทบาทหน้าที่ของมหาวิทยาลัย/วิทยาลัยจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อน ที่จากเดิมคือการรักษะคุณภาพด้านการเรียนการสอนและการวิจัยของตน
มหาวิทยาลัยหลายแห่งในโลกเริ่มประสบกับความท้าทายในการที่จะต้องรักษาสถานะต่างๆ
ที่หลากหลายของตัวเองมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
การพยายามยกระดับแข่งขันกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ในโลก (Maintain
International or World-Class Profile) การรักษาบทบาทของตัวเองในระดับประเทศหรือภูมิภาค
(National or Regional Relevance) การพยายามรักษาระดับคุณภาพของงานวิจัยและการแสดงหาเงินทุนวิจัย
(Research Fund) ใหม่ๆ รวมไปถึงการเพิ่มระดับของเงินรายได้จากค่าเล่าเรียน
(Maintain tuition fee) ที่จะเป็นช่องทางสำคัญในการหล่อเลี้ยงมหาวิทยาลัย
ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยจำนวนมากทั่วโลกเริ่มประสบปัญหาในการสามารถรักษาคุณภาพในทุกๆ
ด้านพร้อมกัน อาจารย์อันเป็นบุคลากรที่สำคัญที่สุดในรั้วมหาวิทยาลัยเองก็จำเป็นต้องรักษะคุณภาพที่เป็นเลิศทั้งในด้านการสอน
การทำวิจัย และการบริการวิชาการ รวมไปถึงยังจำเป็นต้องช่วยเหลืองานอื่นๆ
ที่ทั้งจำเป็นและไม่จำเป็นในมหาวิทยาลัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้มหาวิทยาลัยเริ่มประสบปัญหาหาคนมาเป็นอาจารย์ไม่ได้
หรือคนที่มีคุณภาพเริ่มไม่อยากมาเป็นอาจารย์
นอกจากนี้
มหาวิทยาลัยยังจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้ทันตามภาวะทางเศรษฐกิจ สังคม
และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ยกตัวอย่างเช่น
จากการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีทางด้านอินเตอร์เน็ตในปัจจุบันที่ส่งผลทำให้การเรียนการสอนในห้องเรียนเริ่มมีความสำคัญลดลง
นักศึกษาสามารถค้นคว้าได้เองจากสื่ออิเล็กโทรนิกส์ต่างๆ ภายนอกมหาวิทยาลัย รวมไปถึงการที่มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องผลิตทักษะในด้านอื่นๆ
ที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตนอกเหนือจากทักษะทางด้านวิชาการทั่วไป เช่น
ทักษะในการใช้ชีวิต ทักษะในการปรับตัว ทักษะทางด้านภาษา เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความท้าทายต่อการกำกับดูแลมหาวิทยาลัยในปัจจุบันน
