08 กรกฎาคม 2556

เศรษฐกิจกับดัชนีหุ้น

คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า "ตลาดหุ้น" เป็นตลาดการเงินหนึ่งที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ตลาดหุ้น หรือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คือ ตลาดซึ่งเป็นแหล่งรวมของบริษัทหลายๆ บริษัท ที่เข้ามาทำการจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพื่อให้ผู้ที่มีเงินเหลือเก็บ ซึ่งเราเรียกว่า "นักลงทุน" เข้ามาร่วมลงทุน และนักลงทุนเหล่านั้นก็จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมถือหุ้นของบริษัท หรือร่วมเป็นเจ้าของในบริษัทนั้นๆ การลงทุนในตลาดหุ้นจึงเป็นทางเลือกเพื่อการออมเงินในระยะยาวที่ผู้ออมสามารถหลีกเลี่ยง หรือป้องกันการขาดทุนที่เกิดจากระดับอัตราเงินเฟ้อได้ 

ตลาดหลักทรัพย์จัดตั้งขึ้นภายใต้
พระราชบัญญัติตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พ.ศ. 2517 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อจัดให้มีแหล่งกลางสำหรับการซื้อ ขาย หลักทรัพย์ เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ และเพื่อการระดมเงินทุนในประเทศ โดยได้เปิดให้มีการซื้อขายขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2518 โดยชื่อภาษาอังกฤษในขณะนั้นคือ "Securities Exchange of Thailand" และได้มีการเปลี่ยนชื่อภาษาอังกฤษเป็น "The Stock Exchange of Thailand (SET)" เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2534 เป็นต้นมา

สำหรับผู้ที่มีเงินออมและประสงค์
จะบริหารเงินออมของตนให้เกิดประโยชน์นั้น นอกเหนือจากการฝากเงินไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อรับผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยเงินฝากแล้ว ยังมีทางเลือกอื่นๆสำหรับการบริหารเงินออมและการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพได้อีกหลายวิธี การลงทุนในตลาดหุ้นก็นับเป็นทางเลือกหนึ่งของการลงทุนที่น่าสนใจ ซึ่งผู้มีเงินออมมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน ในอัตราที่สูงกว่าและหลากหลายรูปแบบกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับการฝากเงินในธนาคาร 



อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นเป็นตลาดหนึ่งที่มีความผันผวนเป็นอย่างมาก นักวิเคราะห์หุ้นมักจะให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ใน 3 มิติได้แก่
1) มิติด้านเศรษฐกิจมหภาคโดยรวม,
2) มิติด้านอุตสาหกรรม, และ
3) มิติของรายบริษัท 

ทั้งนี้งานศึกษาของ รศ.ดร.โกเมน จิรังกุล จากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ได้
ศึกษาในบทความที่มีชื่อว่า Economic Forces and the Thai Stock Market, 1993-2007 และได้ตีพิมพ์บทความดังกล่าวในวารสาร NIDA Economic Review ในปีที่ 4 เล่มที่ 2 โดยงานศึกษาได้ใช้ข้อมูลดัชนีตลาดหลักทรัพย์และตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาคของประเทศไทยมาทำการวิเคราะห์ด้วยวิธี Johensen Cointegration Test

ผลการศึกษาพบว่า ในระยะยาว ความสัมพันธ์ของดัชนีหุ้นจะขึ้น
อยู่กับตัวแปรทางเศรษฐกิจมหภาค 4 ตัวได้แก่ 1) Nominal GDP, 2) ปริมาณเงิน, และ 3) Real Effective Exchange Rate, และ 4) เงินเฟ้อหรือระดับราคาสินค้า โดยสามตัวแรกจะส่งผลกระทบทางบวกต่อดัชนีหุ้น ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะส่งผลทางลบอย่างมีสียสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ดี ความสัมพันธ์ดังกล่าวนี้มีลักษณะ "ความสัมพันธ์สองทาง" (Bi-Directional Relationship) ซึ่งจะไม่ได้ระบุว่าอะไรทำให้เกิดอะไร (หุ้นขึ้นเศรษฐกิจถึงดี หรือเศรษฐกิจดีหุ้นถึงขึ้น)

อย่างไรก็ดี จากสถานการณ์ของแพง ค่าเงินผันผวน แบงค์ชาติควบคุมปริมาณเงินอยู่
ก็น่าจะพอประมาณการ (จากผลการศึกษานี้) ได้ว่า ดัชนีราคาหุ้นไทยก็ยังคงซบเซาไปสักพัก นอกเหนือจากจะมีปัจจัยอะไร (ทั้งมิติทางอุตสาหกรรม มิติของบริษัท และ shock อื่นๆ) ที่ไม่ได้คาดหมาย