หากเปรียบการพัฒนาประเทศเหมือนกับการ "การขับรถทางไกล" ผู้ขับรถทุกคนย่อมต้องการที่จะถึงที่หมาย "อย่างรวดเร็ว" และ "ปลอดภัย" ดังนั้นในการที่จะใช้แนวทางการขับรถที่ชื่อว่า "เศรษฐกิจสร้างสรรค์" นั้น ผู้ขับรถจึงอยากจะทราบว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะช่วยทำให้เขาถึงที่ผมายอย่างรวดเร็วและปลอดภัยได้อย่างไร
บทความเรื่อง "เศรษฐกิจสร้างสรรค์กับความสำคัญต่อเศรษฐกิจมหภาคไทย" ซึ่งได้ตีพิมพ์ในวารสาร NIDA Economic Review ฉบับที่ 7 เล่มที่ 1 เป็นบทความที่ ดร.ดนุพล อริยสัจจากร จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ และ ดร.พูลศรี สาครราษฎร์ จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ได้ศึกษาถึงความสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการวัดขนาดการผลิตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การวัดมูลค่าการจ้างงานและจำนวนแรงงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ การวิเคราะห์ถึงผลตอบแทนของปัจจัยการผลิตทุน การวิเคราะห์การเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต่อระบบเศรษฐกิจ การวิเคราะห์ถึงความเข้มข้นของการใช้ปัจจัยการผลิตในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งนำมาสู่การการวิเคราะห์ทางด้านการกระจายรายได้ตามมา
จากการวิเคราะห์โดยใช้ตารางปัจจัยการผลิต-ผลผลิต (Input-Output Table) ควบคู่ไปกับข้อมูลจากสำมะโนอุตสาหกรรมพบว่า มูลค่าผลผลิตรวมของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มีมูลค่าคิดเป็นร้อยละ 8.55 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ โดยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม (ร้อยละ 87.
รองลงมาได้แก่ภาคบริการ (ร้อยละ 12.5) และที่เหลือคือภาคเกษตรกรรม อย่างไรก็ดี ขนาดของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่คำนวณได้นี้อาจมีแนวโน้มที่ต่ำกว่าความเป็นจริงเนื่องจาก ไม่มีตัวเลขของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องกับภาคบริการบางสาขา เช่นการแพทย์แผนไทย การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ทัศนศิลป์ ดนตรี การโฆษณา และซอฟต์แวร์ โดยสาเหตุหลักมาจากการที่กิจกรรมของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เหล่านี้มักยึดติดกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ทำให้เกิดความยากในการจำแนกแต่ละกิจกรรมออกมา
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในแต่ละอุตสาหกรรมย่อยแล้วพบว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เกี่ยวกับงานสร้างสรรค์และออกแบบ (Functional Creation) เป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์กลุ่มอื่น ๆ โดยมีมูลค่าเพิ่มทางการผลิตรวม 390.61 พันล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 5.019 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั้งหมด ในขณะที่ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์อีกสามกลุ่มได้แก่ กลุ่มมรดกทางวัฒนธรรม กลุ่มสื่อ และกลุ่มศิลปะมีมูลค่าการผลิตคิดเป็นมูลค่า 131.65 พันล้านบาท (ร้อยละ 1.692 ของ GDP), 89.96 พันล้านบาท (ร้อยละ 1.156 ของ GDP), และ 53.08 พันล้านบาท (ร้อยละ 0.682 ของ GDP) ตามลำดับ
เมื่อวิเคราะห์ถึงขนาดของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ย้อนหลังพบว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์มีการเจริญเติบโตสอดคล้องกับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจมหภาค โดยมีสัดส่วนคงที่อยู่ที่ประมาณร้อยละ 8-10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
เมื่อวิเคราะห์ถึงขนาดการจ้างงานพบว่า มูลค่าการจ้างงานรวมของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีประมาณร้อยละ 9 ของมูลค่าการจ้างงานทั้งหมดในประเทศ โดยที่สาขาการผลิตที่มีการจ้างงานสูงที่สุดยังคงเป็นสาขางานสร้างสรรค์และการออกแบบ (Functional Creation) (ร้อยละ 5.43) ในขณะที่สาขาที่มีมูลค่าการจ้างงานต่ำที่สุดอยู่ได้แก่สาขางานศิลปะ (ร้อยละ 0.55) โดยจำนวนคนทำงานส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มงานสร้างสรรค์และออกแบบ (Functional Creation) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 74 ของจำนวนคนทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้งหมด โดยสาขาสถาปัตยกรรมซึ่งมีจำนวนคนทำงาน 22,199 คนและมีมูลค่าการจ้างงานอยู่ที่ 26.73 พันล้านบาทเป็นสาขาที่มีผลตอบแทนต่อคนทำงาน (ค่าจ้าง) สูงที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
ทางด้านผลตอบแทนทางด้านทุนพบว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีผลตอบแทนการผลิตต่อปัจจัยการผลิตส่วนที่เป็นทุนคิดเป็นร้อยละ 8.22 ของการผลิตของประเทศ โดยกลุ่มงานสร้างสรรค์และออกแบบ มีมูลค่าผลตอบแทนการผลิตต่อปัจจัยการผลิตส่วนที่เป็นทุนมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 3.83ของมูลค่าการผลิตของประเทศ ในขณะที่ ผลตอบแทนการผลิตต่อปัจจัยการผลิตส่วนที่เป็นทุนในกลุ่มศิลปะมีมูลค่าต่ำที่สุด โดยคิดเป็นร้อยละ 0.45 ของมูลค่าการผลิตของประเทศ ซึ่งจะเห็นได้ว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ประกอบการได้สูงกว่าธุรกิจประเภทอื่นๆ โดยเฉลี่ย
โดยสรุป จึงเห็นได้ว่า การสร้างมูลค่าเพิ่มในเศรษฐกิจสร้างสรรค์มีความสำคัญไม่ใช่เฉพาะเพียงแต่การขยายขนาดการผลิตของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการจ้างงานและสร้างผลตอบแทนในรูปแบบของกำไรแก่ผู้ประกอบการ อย่างไรก็ดี ผลได้ทางเศรษฐกิจดังกล่าวยังมีความแตกต่างกันมากในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม โดยกลุ่มงานสร้างสรรค์และและออกแบบ (Functional Creation) อันได้แก่ งานออกแบบ แฟชั่น สถาปัตยกรรม โฆษณา และซอฟต์แวร์ เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ มีมูลค่าการจ้างงานและมีผลตอบแทนต่อปัจจัยการผลิตทุน (กำไร) สูงที่สุด ในขณะที่กลุ่มศิลปะและกลุ่มมรดกทางวัฒนธรรมยังเป็นกลุ่มที่มีขนาดเล็ก มีมูลค่าการจ้างงานต่ำ และไม่มีผลตอบแทนต่อปัจจัยการผลิตทุนที่สูงมากนัก
แรงงานในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ส่วนใหญ่มีผลิตภาพการผลิต (Labor Productivity) ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ นอกจากนี้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ส่วนใหญ่ยังมีการกระจายรายได้ (Income Distribution) ไปสู่แรงงานที่ดี (เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ) โดยพบว่า มีเพียง 2 กลุ่มอุตสาหกรรมย่อยเศรษฐกิจสร้างสรรค์เท่านั้นที่มีการกระจายรายได้ไปสู่แรงงานค่อนข้างน้อย (หรือมีการกระจายรายได้ที่ไม่ดีนักระหว่างแรงงานกับผู้ประกอบการ) ได้แก่ 1) งานฝีมือหัตถกรรม และ 2) การพิมพ์ ในขณะที่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ย่อยส่วนใหญ่มีการกระจายรายได้ไปสู่แรงงานที่ดี โดยเฉพาะสาขาการออกแบบ
อย่างไรก็ดี เมื่อวิเคราะห์ลักษณะของการเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์พบว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ยังมีลักษณะของการเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ ค่อนข้าง “ต่ำ” ซึ่งแสดงว่า ระบบเศรษฐกิจไทยยังมีการใช้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ค่อนข้างน้อย (ทั้งประโยชน์จากการเป็นปัจจัยการผลิตขั้นกลางและประโยชน์จากการเป็นสินค้าขั้นสุดท้าย) จะมีก็แต่ภาคการออกแบบที่มีการเชื่อมโยงไปข้างหน้า (Forward Linkages) กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ค่อนข้างสูงซึ่งแสดงว่าการผลิตในอุตสาหกรรมอื่นๆ มีการใช้การออกแบบเป็นวัตถุดิบขั้นกลางที่สำคัญ ในขณะที่การใช้วัฒนธรรมแบบดั้งเดิม งานศิลปะ และสื่อยังมีบทบาทต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างน้อย
ดังนั้น ในการที่จะดำเนินนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีนั้น การดำเนินนโยบายอาจแบ่งออกได้เป็นสองประเภท คือ หากต้องการให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เน้นการผลิตที่ใช้ทุน (Capital Intensive) เข้มข้นการเพิ่มผลิตภาพของทุน (Capital Productivity) เป็นสิ่งจำเป็นในอนาคตเพราะการเพิ่มผลิตภาพทุนจะช่วยให้ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นมาทางอ้อม ในขณะที่ หากต้องการให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นงานที่ให้ผลตอบแทนต่อความสร้างสรรค์แก่แรงงานโดยตรง การสนับสนุนควรจะเน้นไปที่ให้ความสำคัญและให้มูลค่าเพิ่มทางการผลิตต่อแรงงานในอัตราที่สูงขึ้น รวมทั้งเพิ่มศักยภาพของแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ดังกล่าวด้วย
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาในแต่ละอุตสาหกรรมย่อยแล้วพบว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่เกี่ยวกับงานสร้างสรรค์และออกแบบ (Functional Creation) เป็นอุตสาหกรรมที่มีขนาดทางเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมสร้างสรรค์กลุ่มอื่น ๆ โดยมีมูลค่าเพิ่มทางการผลิตรวม 390.61 พันล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 5.019 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั้งหมด ในขณะที่ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์อีกสามกลุ่มได้แก่ กลุ่มมรดกทางวัฒนธรรม กลุ่มสื่อ และกลุ่มศิลปะมีมูลค่าการผลิตคิดเป็นมูลค่า 131.65 พันล้านบาท (ร้อยละ 1.692 ของ GDP), 89.96 พันล้านบาท (ร้อยละ 1.156 ของ GDP), และ 53.08 พันล้านบาท (ร้อยละ 0.682 ของ GDP) ตามลำดับ
เมื่อวิเคราะห์ถึงขนาดของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ย้อนหลังพบว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์มีการเจริญเติบโตสอดคล้องกับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจมหภาค โดยมีสัดส่วนคงที่อยู่ที่ประมาณร้อยละ 8-10 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
เมื่อวิเคราะห์ถึงขนาดการจ้างงานพบว่า มูลค่าการจ้างงานรวมของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีประมาณร้อยละ 9 ของมูลค่าการจ้างงานทั้งหมดในประเทศ โดยที่สาขาการผลิตที่มีการจ้างงานสูงที่สุดยังคงเป็นสาขางานสร้างสรรค์และการออกแบบ (Functional Creation) (ร้อยละ 5.43) ในขณะที่สาขาที่มีมูลค่าการจ้างงานต่ำที่สุดอยู่ได้แก่สาขางานศิลปะ (ร้อยละ 0.55) โดยจำนวนคนทำงานส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มงานสร้างสรรค์และออกแบบ (Functional Creation) ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 74 ของจำนวนคนทำงานในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้งหมด โดยสาขาสถาปัตยกรรมซึ่งมีจำนวนคนทำงาน 22,199 คนและมีมูลค่าการจ้างงานอยู่ที่ 26.73 พันล้านบาทเป็นสาขาที่มีผลตอบแทนต่อคนทำงาน (ค่าจ้าง) สูงที่สุดในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
ทางด้านผลตอบแทนทางด้านทุนพบว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์มีผลตอบแทนการผลิตต่อปัจจัยการผลิตส่วนที่เป็นทุนคิดเป็นร้อยละ 8.22 ของการผลิตของประเทศ โดยกลุ่มงานสร้างสรรค์และออกแบบ มีมูลค่าผลตอบแทนการผลิตต่อปัจจัยการผลิตส่วนที่เป็นทุนมากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 3.83ของมูลค่าการผลิตของประเทศ ในขณะที่ ผลตอบแทนการผลิตต่อปัจจัยการผลิตส่วนที่เป็นทุนในกลุ่มศิลปะมีมูลค่าต่ำที่สุด โดยคิดเป็นร้อยละ 0.45 ของมูลค่าการผลิตของประเทศ ซึ่งจะเห็นได้ว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นธุรกิจที่สร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ประกอบการได้สูงกว่าธุรกิจประเภทอื่นๆ โดยเฉลี่ย
โดยสรุป จึงเห็นได้ว่า การสร้างมูลค่าเพิ่มในเศรษฐกิจสร้างสรรค์มีความสำคัญไม่ใช่เฉพาะเพียงแต่การขยายขนาดการผลิตของเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการจ้างงานและสร้างผลตอบแทนในรูปแบบของกำไรแก่ผู้ประกอบการ อย่างไรก็ดี ผลได้ทางเศรษฐกิจดังกล่าวยังมีความแตกต่างกันมากในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม โดยกลุ่มงานสร้างสรรค์และและออกแบบ (Functional Creation) อันได้แก่ งานออกแบบ แฟชั่น สถาปัตยกรรม โฆษณา และซอฟต์แวร์ เป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ มีมูลค่าการจ้างงานและมีผลตอบแทนต่อปัจจัยการผลิตทุน (กำไร) สูงที่สุด ในขณะที่กลุ่มศิลปะและกลุ่มมรดกทางวัฒนธรรมยังเป็นกลุ่มที่มีขนาดเล็ก มีมูลค่าการจ้างงานต่ำ และไม่มีผลตอบแทนต่อปัจจัยการผลิตทุนที่สูงมากนัก
แรงงานในเศรษฐกิจสร้างสรรค์ส่วนใหญ่มีผลิตภาพการผลิต (Labor Productivity) ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ นอกจากนี้ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ส่วนใหญ่ยังมีการกระจายรายได้ (Income Distribution) ไปสู่แรงงานที่ดี (เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยของทั้งประเทศ) โดยพบว่า มีเพียง 2 กลุ่มอุตสาหกรรมย่อยเศรษฐกิจสร้างสรรค์เท่านั้นที่มีการกระจายรายได้ไปสู่แรงงานค่อนข้างน้อย (หรือมีการกระจายรายได้ที่ไม่ดีนักระหว่างแรงงานกับผู้ประกอบการ) ได้แก่ 1) งานฝีมือหัตถกรรม และ 2) การพิมพ์ ในขณะที่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ย่อยส่วนใหญ่มีการกระจายรายได้ไปสู่แรงงานที่ดี โดยเฉพาะสาขาการออกแบบ
อย่างไรก็ดี เมื่อวิเคราะห์ลักษณะของการเชื่อมโยงของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์พบว่า อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ยังมีลักษณะของการเชื่อมโยงไปสู่อุตสาหกรรมอื่นๆ ค่อนข้าง “ต่ำ” ซึ่งแสดงว่า ระบบเศรษฐกิจไทยยังมีการใช้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ค่อนข้างน้อย (ทั้งประโยชน์จากการเป็นปัจจัยการผลิตขั้นกลางและประโยชน์จากการเป็นสินค้าขั้นสุดท้าย) จะมีก็แต่ภาคการออกแบบที่มีการเชื่อมโยงไปข้างหน้า (Forward Linkages) กับอุตสาหกรรมอื่นๆ ค่อนข้างสูงซึ่งแสดงว่าการผลิตในอุตสาหกรรมอื่นๆ มีการใช้การออกแบบเป็นวัตถุดิบขั้นกลางที่สำคัญ ในขณะที่การใช้วัฒนธรรมแบบดั้งเดิม งานศิลปะ และสื่อยังมีบทบาทต่อการสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเศรษฐกิจไทยค่อนข้างน้อย
ดังนั้น ในการที่จะดำเนินนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เพื่อสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีนั้น การดำเนินนโยบายอาจแบ่งออกได้เป็นสองประเภท คือ หากต้องการให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เน้นการผลิตที่ใช้ทุน (Capital Intensive) เข้มข้นการเพิ่มผลิตภาพของทุน (Capital Productivity) เป็นสิ่งจำเป็นในอนาคตเพราะการเพิ่มผลิตภาพทุนจะช่วยให้ผลิตภาพแรงงานเพิ่มขึ้นมาทางอ้อม ในขณะที่ หากต้องการให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นงานที่ให้ผลตอบแทนต่อความสร้างสรรค์แก่แรงงานโดยตรง การสนับสนุนควรจะเน้นไปที่ให้ความสำคัญและให้มูลค่าเพิ่มทางการผลิตต่อแรงงานในอัตราที่สูงขึ้น รวมทั้งเพิ่มศักยภาพของแรงงานในกลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ดังกล่าวด้วย
