12 ธันวาคม 2556

นโยบายเชิงกลยุทธ์ของนโยบายการคลังและนโยบายการเงิน

เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในด้านมหภาคว่า นโยบายการเงินและนโยบายการคลังมีผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมากในระยะสั้น (Short run) โดยที่นโยบายการเงินจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ (demand) ได้ในหลายๆ ช่องทาง โดยในส่วนของระบบเศรษฐกิจแบบเปิดขนาดเล็ก (Small open economic) เช่นประเทศไทย จะมีช่องทางที่สำคัญอยู่ 2 ช่องทางคือ ช่องทางอัตราดอกเบี้ย (Interest rate) และ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ (Exchange rate) ในส่วนของนโยบายการคลังจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ผ่านทางงบประมาณรายจ่ายภาครัฐ

ในภาวะปัจจุบันของประเทศไทยที่ภาครัฐ (รัฐบาล) ดำเนินนโยบายเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายของรัฐบาลตามที่ได้ทำการสัญญาไว้ โดยที่เครื่องมือหลักที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านทางการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายภาครัฐที่ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากการดำเนินนโยบายประชานิยม อันเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีส่วนผลักดันให้เงินเฟ้อภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะขัดแย้งกับเป้าหมายในการรักษาระดับเงินเฟ้อภายในประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทย

ดังนั้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายเชิงกลยุทธ์ระหว่างธนาคารกลาง (Monetary authority) และ กระทรวงการคลัง (Fiscal authority) อยู่หลายชิ้นด้วยกัน โดยในงานวิจัยส่วนใหญ่นั้นจะสมมติให้ หน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพทางนโยบาย (Stabilization policy) จะถูกดำเนินการโดยธนาคารกลาง ในขณะที่กระทรวงการคลังนั้นจะถูกกำหนดให้เป็นอิสระจากการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายของธนาคารกลาง ซึ่งในหลายกรณีนั้น การสมมุติในลักษณะนี้จะไม่เหมาะสมโดยเฉพาะในกรณีที่กระทรวงการคลังมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพของตัวแปรทางมหภาคจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรเศรษฐกิจ (Business cycle)   


จากผลการศึกษาของคุณพลพัต ฤกษ์วันดี มหาบัณฑิตจากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์พบว่า ผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจทั้งสองมีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงตัวแปรทางเศรษฐกิจในระดับมหภาคในทิศทางที่แตกต่างกัน อันสืบเนื่องมาจากแรงจูงใจในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ตรงข้ามกัน โดยผู้กำหนดนโยบายการคลังมีแนวโน้มที่จะรักษาระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับศักยภาพของประเทศให้มากที่สุด แต่ทว่าผู้ดำเนินนโยบายการเงินจะพยายามรักษาระดับของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่สร้างอัตราเงินเฟ้อเท่ากับอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้

จากการศึกษาเชิงทฤษฎีเกมของดุลยภาพของแนซ (Nash Equilibrium) ระหว่างผู้กำหนดนโยบายการเงินในกรณีที่ใช้เป้าหมายเงินเฟ้อ และ ผู้กำหนดนโยบายการคลังจะพบว่ามีการตอบสนองที่แตกต่างกันต่อการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรเศรษฐกิจมหภาค อันจะนำไปสู่การผันผวนของระดับอัตราดอกเบี้ย และ ระดับอัตราแลกเปลี่ยนภายในประเทศ  ผลของการผันผวนนั้นอาจจะนำมาซึ่งปัญหาการไร้เสถียรภาพในระบบการเงินของระบบเศรษฐกิจก็เป็นได้

ในกรณีที่ของดุลยภาพแบบสเต็กเคิลเบิร์ก ที่ผู้กำหนดนโยบายการคลังเป็นผู้ตัดสินใจก่อนนั้นการตอบสนองของผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจทั้งสองยังคงไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกันเช่นเดียวกันกับกรณีของดุลยภาพแบบแนช แต่ทว่าการผันผวนของตัวแปรทางเศรษฐกิจเช่น อัตราดอกเบี้ย และ อัตราแลกเปลี่ยนอาจจะมีความผันผวนในระดับที่น้อยกว่าการผันผวนที่เกิดขึ้น ณ ดุลยภาพของแนชอันเนื่องมาจาก การที่ผู้กำหนดนโยบายการคลังสนับสนุนเป้าหมายของผู้ดำเนินนโยบายทางการเงิน

จากการศึกษาจะพบว่าการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล (Budget deficit) ในกรณีดุลยภาพแบบสเต็กเคิลเบิร์ก จะอยู่ในระดับที่สูงกว่าในกรณีของดุลย์ภาพแบบแนช และเช่นเดียวกัน ในสภาวะที่การเคลื่อนย้ายเงินทุนในระบบเศรษฐกิจเป็นไปอย่างไม่เสรีแล้วนั้น ค่าการขาดดุลงบประมาณจะมากกว่าในกรณีที่มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนแบบเสรี (Perfect capital mobility)

อย่างไรก็ดี ในการศึกษาครั้งนี้จะอยู่บนพื้นฐานของข้อสมมุติฐานที่ว่าการตอบสนองของบัญชีเดินสะพัดตอบสนองทันทีต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ณ ช่วงเวลาปัจจุบัน ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่สถานะของบัญชีเดินสะพัด (Current account) ควรจะตอบสนองต่อความแตกต่างของอัตราแลกเปลี่ยน ประกอบกับสมการอุปทานรวมในการศึกษาครั้งนี้ ได้นำผลกระทบของการคาดการณ์เงินเฟ้อมาทำการพิจารณาเพียงอย่างเดียว โดยละผลของความเฉื่อย (nominal inertia) ของอัตราเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ ในช่วงเวลาปัจจุบัน


 ผลที่ค้นพบนี้ยังคงสนับสนุนแนวคิดของระบบดุลยภาพแบบสเต็กเคิลเบิร์ก ที่ผู้กำหนดนโยบายการคลังเป็นผู้ตัดสินใจ ในขณะที่ธนาคารกลางยังควรทำหน้าที่เป็นผู้เล่นหลักในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ