เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในด้านมหภาคว่า
นโยบายการเงินและนโยบายการคลังมีผลต่อระบบเศรษฐกิจอย่างมากในระยะสั้น (Short run) โดยที่นโยบายการเงินจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ (demand) ได้ในหลายๆ ช่องทาง โดยในส่วนของระบบเศรษฐกิจแบบเปิดขนาดเล็ก (Small
open economic) เช่นประเทศไทย จะมีช่องทางที่สำคัญอยู่ 2 ช่องทางคือ ช่องทางอัตราดอกเบี้ย (Interest rate) และ
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ (Exchange rate) ในส่วนของนโยบายการคลังจะส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ผ่านทางงบประมาณรายจ่ายภาครัฐ
ในภาวะปัจจุบันของประเทศไทยที่ภาครัฐ
(รัฐบาล) ดำเนินนโยบายเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายของรัฐบาลตามที่ได้ทำการสัญญาไว้
โดยที่เครื่องมือหลักที่ใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านทางการเพิ่มงบประมาณรายจ่ายภาครัฐที่
ซึ่งมีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นจากการดำเนินนโยบายประชานิยม อันเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีส่วนผลักดันให้เงินเฟ้อภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้น
ซึ่งจะขัดแย้งกับเป้าหมายในการรักษาระดับเงินเฟ้อภายในประเทศของธนาคารแห่งประเทศไทย
ดังนั้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาได้มีการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับการดำเนินนโยบายเชิงกลยุทธ์ระหว่างธนาคารกลาง
(Monetary
authority) และ กระทรวงการคลัง (Fiscal authority) อยู่หลายชิ้นด้วยกัน โดยในงานวิจัยส่วนใหญ่นั้นจะสมมติให้
หน้าที่ในการรักษาเสถียรภาพทางนโยบาย (Stabilization policy) จะถูกดำเนินการโดยธนาคารกลาง
ในขณะที่กระทรวงการคลังนั้นจะถูกกำหนดให้เป็นอิสระจากการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายของธนาคารกลาง
ซึ่งในหลายกรณีนั้น
การสมมุติในลักษณะนี้จะไม่เหมาะสมโดยเฉพาะในกรณีที่กระทรวงการคลังมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพของตัวแปรทางมหภาคจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรเศรษฐกิจ
(Business cycle)
จากผลการศึกษาของคุณพลพัต
ฤกษ์วันดี มหาบัณฑิตจากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์พบว่า
ผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจทั้งสองมีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงตัวแปรทางเศรษฐกิจในระดับมหภาคในทิศทางที่แตกต่างกัน
อันสืบเนื่องมาจากแรงจูงใจในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่ตรงข้ามกัน โดยผู้กำหนดนโยบายการคลังมีแนวโน้มที่จะรักษาระดับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับศักยภาพของประเทศให้มากที่สุด
แต่ทว่าผู้ดำเนินนโยบายการเงินจะพยายามรักษาระดับของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจให้อยู่ในระดับที่สร้างอัตราเงินเฟ้อเท่ากับอัตราเงินเฟ้อเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้
จากการศึกษาเชิงทฤษฎีเกมของดุลยภาพของแนซ
(Nash
Equilibrium) ระหว่างผู้กำหนดนโยบายการเงินในกรณีที่ใช้เป้าหมายเงินเฟ้อ
และ ผู้กำหนดนโยบายการคลังจะพบว่ามีการตอบสนองที่แตกต่างกันต่อการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรเศรษฐกิจมหภาค
อันจะนำไปสู่การผันผวนของระดับอัตราดอกเบี้ย และ
ระดับอัตราแลกเปลี่ยนภายในประเทศ
ผลของการผันผวนนั้นอาจจะนำมาซึ่งปัญหาการไร้เสถียรภาพในระบบการเงินของระบบเศรษฐกิจก็เป็นได้
ในกรณีที่ของดุลยภาพแบบสเต็กเคิลเบิร์ก
ที่ผู้กำหนดนโยบายการคลังเป็นผู้ตัดสินใจก่อนนั้นการตอบสนองของผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจทั้งสองยังคงไปในทิศทางที่ตรงกันข้ามกันเช่นเดียวกันกับกรณีของดุลยภาพแบบแนช
แต่ทว่าการผันผวนของตัวแปรทางเศรษฐกิจเช่น อัตราดอกเบี้ย และ
อัตราแลกเปลี่ยนอาจจะมีความผันผวนในระดับที่น้อยกว่าการผันผวนที่เกิดขึ้น ณ ดุลยภาพของแนชอันเนื่องมาจาก
การที่ผู้กำหนดนโยบายการคลังสนับสนุนเป้าหมายของผู้ดำเนินนโยบายทางการเงิน
จากการศึกษาจะพบว่าการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล
(Budget
deficit) ในกรณีดุลยภาพแบบสเต็กเคิลเบิร์ก จะอยู่ในระดับที่สูงกว่าในกรณีของดุลย์ภาพแบบแนช
และเช่นเดียวกัน
ในสภาวะที่การเคลื่อนย้ายเงินทุนในระบบเศรษฐกิจเป็นไปอย่างไม่เสรีแล้วนั้น
ค่าการขาดดุลงบประมาณจะมากกว่าในกรณีที่มีการเคลื่อนย้ายเงินทุนแบบเสรี (Perfect
capital mobility)
อย่างไรก็ดี
ในการศึกษาครั้งนี้จะอยู่บนพื้นฐานของข้อสมมุติฐานที่ว่าการตอบสนองของบัญชีเดินสะพัดตอบสนองทันทีต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน
ณ ช่วงเวลาปัจจุบัน ซึ่งอาจจะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงที่สถานะของบัญชีเดินสะพัด
(Current
account) ควรจะตอบสนองต่อความแตกต่างของอัตราแลกเปลี่ยน ประกอบกับสมการอุปทานรวมในการศึกษาครั้งนี้
ได้นำผลกระทบของการคาดการณ์เงินเฟ้อมาทำการพิจารณาเพียงอย่างเดียว โดยละผลของความเฉื่อย
(nominal inertia) ของอัตราเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ
ในช่วงเวลาปัจจุบัน
ผลที่ค้นพบนี้ยังคงสนับสนุนแนวคิดของระบบดุลยภาพแบบสเต็กเคิลเบิร์ก
ที่ผู้กำหนดนโยบายการคลังเป็นผู้ตัดสินใจ ในขณะที่ธนาคารกลางยังควรทำหน้าที่เป็นผู้เล่นหลักในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
