30 ธันวาคม 2556

ประชาธิปไตยที่ “ไร้สมมาตร”

ในช่วงเดือนที่ผ่านมา สังคมไทยได้เกิดการขัดแย้งทางความคิดอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การขัดแย้งทางความคิดนี้เกิดขึ้นกับคนทุกกลุ่ม ตั้งแต่รากแก้วจนถึงเศรษฐี ตั้งแต่ไพร่จนถึงอำมาตย์ และตั้งแต่เด็กไปจนถึงคนชรา คำว่า “ประชาธิปไตย” เป็นคำที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในการพูดคุย ถกเถียง รวมทั้งถูกใช้เป็นสาเหตุของการสนับสนุนความคิดของแต่ละฝ่าย เวทีเสวนาจำนวนมากได้ถูกจัดขึ้นเพื่อกระตุกต่อมความคิดโดยนักวิชาการ (โดยเฉพาะทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่) ที่พยายามตีความกฎหมายเล่มเดียวกันไปในแนวทางที่แตกต่างกัน เช่น ควรนิรโทษกรรมหรือไม่ ควรยุบสภาหรือไม่ ควรเลือกตั้งเมื่อไร ควรปฏิรูปก่อนหรือหลังเลือกตั้งดี มาตราไหนใช้ได้และมาตราไหนใช้ไม่ได้ แต่การตีความที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้นำมาซึ่งทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับ ตรงกันข้ามกลับดูเหมือนว่าจะยิ่งเป็นการจุดประเด็นของความแตกต่างทางความคิดให้มากยิ่งขึ้น

ประชาธิปไตย โดยหลักการณ์หมายถึง การมีรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน มีการปกครองที่มีประชาชนเป็นใหญ่ ในฐานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย โดยมีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ  โดยประชาชนจะต้องทำหน้าที่อย่าง “สุจริต” ในการเลือกผู้แทนที่ตนคิดว่าเหมาะสมเพื่อไปทำหน้าที่ “อย่างสุจริต” ในการบริหารจัดการประเทศ

แต่ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ (ขอเน้นว่าไม่ใช่นิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์) ถ้าจะเปรียบเทียบประชาธิปไตยเป็นตลาดสินค้าชนิดหนึ่งแล้ว มีความจำเป็นที่ประชาธิปไตยต้องเป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพ (Market Efficiency) โดยในที่นี้ก็คือตลาดที่ประชาชนมีข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วน (Perfect Information) ในการเลือกผู้แทนที่เหมาะสม ภายใต้แนวคิดนี้ คนในประเทศจะต้องมีระดับของการเหลื่อมล้ำที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางด้านสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ความเหลื่อมล้ำทางความคิดและความเชื่อ รวมไปถึงความเหลื่อมล้ำในการรับทราบข้อมูลข่าวสาร


แต่ทว่า ตลาดประชาธิปไตยที่มีอยู่ในปัจจุบันของประเทศไทยนั้น เป็นตลาดที่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่เป็น “ประชาธิปไตยที่เกิดจากข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมมาตร” (Asymmetric Information) โดยข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมมาตรนี้จะนำมาสู่สองปัญหาหลักๆ ทางเศรษฐศาสตร์ได้แก่

1)    ปัญหาทางเลือกที่บิดเบือน (Adverse Selection) โดยผู้เลือก (หรือประชาชน) ไม่ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ดีพอในการเลือกผู้แทนที่ดี แต่จะเลือกจากข้อมูลที่ตนเองคิดว่าดีหรือได้รับทราบมา เช่น เลือกคน (พรรค) ที่แจกเงินมากกว่า เลือกคน(พรรค) ตามๆ กันเพื่อน เลือกคน(พรรค) ที่สร้างถนนหนทางหรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ ให้เห็นเป็นรูปธรรม เลือกคน (พรรค) ที่หาเสียงเก่งหรือมีนโยบายที่โดนใจ หรืออีกหลายสาเหตุของการเลือก ซึ่งการเลือกที่บิดเบือนนี้จะทำให้นักการเมือง ที่แต่ก่อนอาจจะเป็นนักการเมืองที่ดีมีความจริงใจที่ต้องการพัฒนาประเทศจริงๆ จะต้องปรับสภาพมาเป็น “นักการเมืองเลวๆ” ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่เราจะได้ยินว่า “ช่วงเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนก็ซื้อเสียงทุกพรรค”
2)    ปัญหาจริยธรรมวิบัติ (Moral Hazard) โดยเมื่อนักการเมืองเลวๆ เหล่านั้นหลังจากได้รับการเลือกตั้งมาแล้ว ก็ได้อ้างสิทธิ์อ้างเสียงของผู้ที่เลือกตนเข้ามา ดำเนินการบริหารประเทศหรือออกนโยบายที่เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องหรือกลุ่มทุนที่ให้การสนับสนุนพรรคเป็นหลัก โดยนโยบายเหล่านั้นกลับไม่ได้สร้างประโยชน์ (ในระยะยาว) ต่อประชาชนหรือต่อประเทศอย่างแท้จริง  แต่มีวัตถุประสงค์ในทางอื่น เช่น หวังผลเลือกตั้ง ตอบสนองต่อนายทุนพรรค หรือตอบสนองต่อตำแหน่งของตัวเองในพรรค (หรือในรัฐบาล) เป็นต้น โดยผู้ที่เลือกหล่านั้นกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการออกนโยบายที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว เช่นนโยบายจำนวนข้าวเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (แต่จริงๆ เงินแทบไม่ถึงเกษตรกรที่ยากจนจริง) นโยบายรถคันแรกบ้านหลังแรก (แต่จริงๆ กลับเป็นนโยบายที่ไปเอื้อประโยชน์กับเจ้าของบริษัทรถยนต์และโครงการอสังหาริมทรัพย์) ยังไม่รวมไปถึงนโยบายก่อหนี้มหาศาลข้ามชาติภพอย่างการกู้เงินในโครงการ 2.2 ล้านๆ บาท

สาเหตุของการไร้สมมาตรของประชาธิปไตย เกิดจากรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศนั้นยังมีความไม่สมบูรณ์และยังไม่เหมาะสมสภาวะของประเทศไทยในปัจจุบันดีพอ แต่เป็น “รัฐธรรมนูญระบบเผด็จการ” ที่ไม่ได้สร้างความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่รัฐธรรมนูญระบุว่า 1) ผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งจะต้องสังกัดพรรค, 2) พรรคการเมืองสามารถที่จะไล่/ปลดผู้แทนของตนออกได้ ในกรณีที่ผู้แทนไม่ได้ปฏิบัติตามมติของพรรค, และ 3) นายกต้องสังกัดพรรคการเมือง การระบุเช่นนี้เป็นสาเหตุหลักที่สนับสนุนให้นักการเมืองที่ดีจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองไปสู่การเป็นนักการเมืองที่เลวโดยปริยาย ถ้านักการเมืองคนนั้นยังอยากที่จะประกอบอาชีพนี้อยู่ นักการเมืองคนนั้นจะไม่มีอิสรภาพในการทำงานเพื่อตอบสนองต่อความถูกต้องอย่างแท้จริง แต่จำเป็นต้องกระทำเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของพรรค หรือต่อระบบนายทุนและพวกพ้องภายในพรรค สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ที่ถูกเลือกขึ้นมาบริหารประเทศไม่ได้เป็นผู้ที่มีความเหมาะสมและมีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง  

ด้วยระบบที่เป็นอยู่ดังกล่าว จึงสามารถกล่าวได้ว่า ระบบรัฐธรรมนูญและการเป็นประชาธิปไตยที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้จึง “ไม่ใช่ระบอบที่สมบูรณ์ดีพอที่ควรจะถูกเอามายกอ้าง” แต่จำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขหรือปฏิรูประบอบที่เป็นอยู่นี้ให้ดีขึ้น ประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพจึงไม่ควรคำนึงถึงแต่ เสียงส่วนใหญ่ของประเทศแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรต้องให้แน่ใจว่าเสียงส่วนใหญ่ของประเทศนี้มีการเลือกมาจาก การรับรู้ข่าวสารอย่างถูกต้อง” ดีพอ

สิ่งที่ตัวผมเองประสบพบมา ผมได้สังเกตุว่า ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากไม่ทราบว่าคุณทักษินได้มีการโกงกินประเทศไปมากน้อยขนาดไหน ยังมีคนจำนวนมากตั้งคำถามว่า “คุณทักษิณโกงตรงไหน” ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังตามไม่ทันถึงเรื่องคอรัปชั่นเชิงนโยบาย และยังมีคนอีกจำนวนมากที่มีทัศนคติว่าการโกงกินประเทศเป็นเรื่องธรรมดาของให้เศรษฐกิจดีเป็นใช้ได้ และยังมีคนอีกที่เคารพรักพระเจ้าอยู่หัวอีกจำนวนมากไม่ทราบถึงขบานการล้มเจ้า  

ในปัจจุบัน การรับทราบข้อมูลข่าวสารของประชาชนมาจากสื่อดั้งเดิมอย่างสื่อโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือสื่อวิทยุเป็นนั้นสามารถเชื่อถือได้ยากขึ้นเต็มที การรับผังจากช่อง ASTV หรือ Bluesky ก็เป็นเพียงการรับฟังแค่ด้านใดด้านหนึ่ง สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เองก็เริ่มที่จะมีบทบาทมากขึ้น แต่ก็ยังไม่แพร่หลายเพียงพอไปสู่คนทั้งประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบ Internet รวมถึงยังไม่มีระบบการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าสื่อสังคมออนไลน์นั้นจะถูกต้องเสมอไปหรือไม่   

ดังนั้น ถ้าทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันแล้วว่าประเทศจำเป็นต้องมีการปฏิรูป เราจึงสามารถเริ่มปฏิรูปจากเรื่องง่ายๆ ได้ก่อนการเลือกตั้ง ในด้านของการจัดสรรข้อมูลข่าวสารให้ทั่วถึง การสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การแก้กฎหมายเพื่อป้องกันการซื้อเสียง เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายที่ขัดแย้ง (เช่นเสื้อแดง vs กกปส และ/หรือ ประชาธิปัตต์ได้เข้ามาอยู่ในกรรมการปฏิรูป (อาจจะใช้สูตรที่ในสัดส่วน 1/3 ที่เหลือเป็นคนกลางตามที่ทีดีอาร์ไอเสนอมาก็ได้) ในขณะที่การปฏิรูปขนาดใหญ่ยังจำเป็นต้องมีการทำหลังการเลือกตั้งอีกมาก เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นคงไม่สามารถจะแก้ได้ในระยะเวลาอันสั้น
 

โดยส่วนตัวผมเห็นว่า ในทุกวันนี้ ทุกฝ่ายเริ่มทำตามใจของตัวเองและเกินเลยในขอบเขตของกฎหมายประชาธิปไตยที่แต่ละคนเชื่อ แต่ลืมที่จะคิดถึงจารีตและความถูกต้องในสังคม เช่น การให้เด็กขึ้นเวทีประท้วงด่าทอด้วยคำหยาบ ถึงจะไม่ใช่สิ่งที่ผิดกฎหมายแต่มันผิดจารีตและความดีงามในสังคม การออกมาประท้วงเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกรอบของกฎหมาย แต่ถ้าทำให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างที่เกิดขึ้นมาก็ผิดทั้งกฎหมายและจารีต แน่นอนว่ากฎระเบียบเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีเพื่อเป็นการกำหนดกรอบในการใช้ชีวิตขจองสังคม ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายธรรมดา ไปจนถึงกฎหมายสูงสุดอย่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่อย่าลืมว่า กฎหมายหรือกฎระเบียบเหล่านั้น (โดยเฉพาะกฎหมายที่บิดเบี้ยวตามที่กล่าวไว้ข้างต้น) ไม่ควรที่จะอยู่เหนือไปกว่าความถูกต้องและความดีงามในสังคม สวัสดีปีใหม่ 2557 ครับ