ในช่วงเดือนที่ผ่านมา
สังคมไทยได้เกิดการขัดแย้งทางความคิดอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การขัดแย้งทางความคิดนี้เกิดขึ้นกับคนทุกกลุ่ม
ตั้งแต่รากแก้วจนถึงเศรษฐี ตั้งแต่ไพร่จนถึงอำมาตย์ และตั้งแต่เด็กไปจนถึงคนชรา คำว่า
“ประชาธิปไตย” เป็นคำที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นในการพูดคุย ถกเถียง รวมทั้งถูกใช้เป็นสาเหตุของการสนับสนุนความคิดของแต่ละฝ่าย
เวทีเสวนาจำนวนมากได้ถูกจัดขึ้นเพื่อกระตุกต่อมความคิดโดยนักวิชาการ
(โดยเฉพาะทางนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่) ที่พยายามตีความกฎหมายเล่มเดียวกันไปในแนวทางที่แตกต่างกัน
เช่น ควรนิรโทษกรรมหรือไม่ ควรยุบสภาหรือไม่ ควรเลือกตั้งเมื่อไร
ควรปฏิรูปก่อนหรือหลังเลือกตั้งดี มาตราไหนใช้ได้และมาตราไหนใช้ไม่ได้ แต่การตีความที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้นำมาซึ่งทางออกที่ทุกฝ่ายยอมรับ
ตรงกันข้ามกลับดูเหมือนว่าจะยิ่งเป็นการจุดประเด็นของความแตกต่างทางความคิดให้มากยิ่งขึ้น
ประชาธิปไตย
โดยหลักการณ์หมายถึง การมีรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน มีการปกครองที่มีประชาชนเป็นใหญ่
ในฐานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย โดยมีกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยประชาชนจะต้องทำหน้าที่อย่าง
“สุจริต” ในการเลือกผู้แทนที่ตนคิดว่าเหมาะสมเพื่อไปทำหน้าที่ “อย่างสุจริต”
ในการบริหารจัดการประเทศ
แต่ในมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ (ขอเน้นว่าไม่ใช่นิติศาสตร์หรือรัฐศาสตร์)
ถ้าจะเปรียบเทียบประชาธิปไตยเป็นตลาดสินค้าชนิดหนึ่งแล้ว มีความจำเป็นที่ประชาธิปไตยต้องเป็นตลาดที่มีประสิทธิภาพ
(Market
Efficiency) โดยในที่นี้ก็คือตลาดที่ประชาชนมีข้อมูลข่าวสารที่ครบถ้วน
(Perfect Information) ในการเลือกผู้แทนที่เหมาะสม ภายใต้แนวคิดนี้
คนในประเทศจะต้องมีระดับของการเหลื่อมล้ำที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำทางด้านสถานะทางเศรษฐกิจและสังคม
ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ความเหลื่อมล้ำทางความคิดและความเชื่อ
รวมไปถึงความเหลื่อมล้ำในการรับทราบข้อมูลข่าวสาร
แต่ทว่า
ตลาดประชาธิปไตยที่มีอยู่ในปัจจุบันของประเทศไทยนั้น เป็นตลาดที่ไม่มีประสิทธิภาพ
แต่เป็น “ประชาธิปไตยที่เกิดจากข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมมาตร” (Asymmetric Information) โดยข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมมาตรนี้จะนำมาสู่สองปัญหาหลักๆ
ทางเศรษฐศาสตร์ได้แก่
1)
ปัญหาทางเลือกที่บิดเบือน
(Adverse
Selection) โดยผู้เลือก (หรือประชาชน) ไม่ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ดีพอในการเลือกผู้แทนที่ดี
แต่จะเลือกจากข้อมูลที่ตนเองคิดว่าดีหรือได้รับทราบมา เช่น เลือกคน (พรรค) ที่แจกเงินมากกว่า
เลือกคน(พรรค) ตามๆ กันเพื่อน เลือกคน(พรรค) ที่สร้างถนนหนทางหรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ
ให้เห็นเป็นรูปธรรม เลือกคน (พรรค) ที่หาเสียงเก่งหรือมีนโยบายที่โดนใจ หรืออีกหลายสาเหตุของการเลือก
ซึ่งการเลือกที่บิดเบือนนี้จะทำให้นักการเมือง ที่แต่ก่อนอาจจะเป็นนักการเมืองที่ดีมีความจริงใจที่ต้องการพัฒนาประเทศจริงๆ
จะต้องปรับสภาพมาเป็น “นักการเมืองเลวๆ” ที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน
ดังนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจที่เราจะได้ยินว่า “ช่วงเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็นพรรคไหนก็ซื้อเสียงทุกพรรค”
2)
ปัญหาจริยธรรมวิบัติ
(Moral Hazard) โดยเมื่อนักการเมืองเลวๆ เหล่านั้นหลังจากได้รับการเลือกตั้งมาแล้ว ก็ได้อ้างสิทธิ์อ้างเสียงของผู้ที่เลือกตนเข้ามา
ดำเนินการบริหารประเทศหรือออกนโยบายที่เอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องหรือกลุ่มทุนที่ให้การสนับสนุนพรรคเป็นหลัก
โดยนโยบายเหล่านั้นกลับไม่ได้สร้างประโยชน์ (ในระยะยาว) ต่อประชาชนหรือต่อประเทศอย่างแท้จริง แต่มีวัตถุประสงค์ในทางอื่น เช่น
หวังผลเลือกตั้ง ตอบสนองต่อนายทุนพรรค หรือตอบสนองต่อตำแหน่งของตัวเองในพรรค
(หรือในรัฐบาล) เป็นต้น โดยผู้ที่เลือกหล่านั้นกลับถูกใช้เป็นเครื่องมือในการออกนโยบายที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว
เช่นนโยบายจำนวนข้าวเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร (แต่จริงๆ
เงินแทบไม่ถึงเกษตรกรที่ยากจนจริง) นโยบายรถคันแรกบ้านหลังแรก (แต่จริงๆ กลับเป็นนโยบายที่ไปเอื้อประโยชน์กับเจ้าของบริษัทรถยนต์และโครงการอสังหาริมทรัพย์)
ยังไม่รวมไปถึงนโยบายก่อหนี้มหาศาลข้ามชาติภพอย่างการกู้เงินในโครงการ 2.2 ล้านๆ
บาท
สาเหตุของการไร้สมมาตรของประชาธิปไตย
เกิดจากรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศนั้นยังมีความไม่สมบูรณ์และยังไม่เหมาะสมสภาวะของประเทศไทยในปัจจุบันดีพอ
แต่เป็น “รัฐธรรมนูญระบบเผด็จการ” ที่ไม่ได้สร้างความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่รัฐธรรมนูญระบุว่า
1) ผู้แทนที่ได้รับการเลือกตั้งจะต้องสังกัดพรรค, 2) พรรคการเมืองสามารถที่จะไล่/ปลดผู้แทนของตนออกได้
ในกรณีที่ผู้แทนไม่ได้ปฏิบัติตามมติของพรรค, และ 3) นายกต้องสังกัดพรรคการเมือง การระบุเช่นนี้เป็นสาเหตุหลักที่สนับสนุนให้นักการเมืองที่ดีจะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองไปสู่การเป็นนักการเมืองที่เลวโดยปริยาย
ถ้านักการเมืองคนนั้นยังอยากที่จะประกอบอาชีพนี้อยู่ นักการเมืองคนนั้นจะไม่มีอิสรภาพในการทำงานเพื่อตอบสนองต่อความถูกต้องอย่างแท้จริง
แต่จำเป็นต้องกระทำเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของพรรค
หรือต่อระบบนายทุนและพวกพ้องภายในพรรค สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผู้ที่ถูกเลือกขึ้นมาบริหารประเทศไม่ได้เป็นผู้ที่มีความเหมาะสมและมีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง
ด้วยระบบที่เป็นอยู่ดังกล่าว
จึงสามารถกล่าวได้ว่า
ระบบรัฐธรรมนูญและการเป็นประชาธิปไตยที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้จึง “ไม่ใช่ระบอบที่สมบูรณ์ดีพอที่ควรจะถูกเอามายกอ้าง”
แต่จำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไขหรือปฏิรูประบอบที่เป็นอยู่นี้ให้ดีขึ้น ประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพจึงไม่ควรคำนึงถึงแต่ “เสียงส่วนใหญ่ของประเทศ” แต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรต้องให้แน่ใจว่าเสียงส่วนใหญ่ของประเทศนี้มีการเลือกมาจาก
“การรับรู้ข่าวสารอย่างถูกต้อง” ดีพอ
สิ่งที่ตัวผมเองประสบพบมา ผมได้สังเกตุว่า ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากไม่ทราบว่าคุณทักษินได้มีการโกงกินประเทศไปมากน้อยขนาดไหน
ยังมีคนจำนวนมากตั้งคำถามว่า “คุณทักษิณโกงตรงไหน” ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังตามไม่ทันถึงเรื่องคอรัปชั่นเชิงนโยบาย
และยังมีคนอีกจำนวนมากที่มีทัศนคติว่าการโกงกินประเทศเป็นเรื่องธรรมดาของให้เศรษฐกิจดีเป็นใช้ได้
และยังมีคนอีกที่เคารพรักพระเจ้าอยู่หัวอีกจำนวนมากไม่ทราบถึงขบานการล้มเจ้า
ในปัจจุบัน การรับทราบข้อมูลข่าวสารของประชาชนมาจากสื่อดั้งเดิมอย่างสื่อโทรทัศน์
หนังสือพิมพ์ หรือสื่อวิทยุเป็นนั้นสามารถเชื่อถือได้ยากขึ้นเต็มที การรับผังจากช่อง
ASTV
หรือ Bluesky ก็เป็นเพียงการรับฟังแค่ด้านใดด้านหนึ่ง
สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) เองก็เริ่มที่จะมีบทบาทมากขึ้น
แต่ก็ยังไม่แพร่หลายเพียงพอไปสู่คนทั้งประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบ
Internet รวมถึงยังไม่มีระบบการตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าสื่อสังคมออนไลน์นั้นจะถูกต้องเสมอไปหรือไม่
ดังนั้น
ถ้าทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันแล้วว่าประเทศจำเป็นต้องมีการปฏิรูป
เราจึงสามารถเริ่มปฏิรูปจากเรื่องง่ายๆ ได้ก่อนการเลือกตั้ง
ในด้านของการจัดสรรข้อมูลข่าวสารให้ทั่วถึง การสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การแก้กฎหมายเพื่อป้องกันการซื้อเสียง
เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายที่ขัดแย้ง (เช่นเสื้อแดง vs กกปส และ/หรือ
ประชาธิปัตต์ได้เข้ามาอยู่ในกรรมการปฏิรูป (อาจจะใช้สูตรที่ในสัดส่วน 1/3
ที่เหลือเป็นคนกลางตามที่ทีดีอาร์ไอเสนอมาก็ได้)
ในขณะที่การปฏิรูปขนาดใหญ่ยังจำเป็นต้องมีการทำหลังการเลือกตั้งอีกมาก
เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นคงไม่สามารถจะแก้ได้ในระยะเวลาอันสั้น
โดยส่วนตัวผมเห็นว่า ในทุกวันนี้ ทุกฝ่ายเริ่มทำตามใจของตัวเองและเกินเลยในขอบเขตของกฎหมายประชาธิปไตยที่แต่ละคนเชื่อ
แต่ลืมที่จะคิดถึงจารีตและความถูกต้องในสังคม เช่น
การให้เด็กขึ้นเวทีประท้วงด่าทอด้วยคำหยาบ
ถึงจะไม่ใช่สิ่งที่ผิดกฎหมายแต่มันผิดจารีตและความดีงามในสังคม
การออกมาประท้วงเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกรอบของกฎหมาย
แต่ถ้าทำให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างที่เกิดขึ้นมาก็ผิดทั้งกฎหมายและจารีต
แน่นอนว่ากฎระเบียบเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีเพื่อเป็นการกำหนดกรอบในการใช้ชีวิตขจองสังคม
ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายธรรมดา ไปจนถึงกฎหมายสูงสุดอย่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่อย่าลืมว่า
กฎหมายหรือกฎระเบียบเหล่านั้น (โดยเฉพาะกฎหมายที่บิดเบี้ยวตามที่กล่าวไว้ข้างต้น)
ไม่ควรที่จะอยู่เหนือไปกว่าความถูกต้องและความดีงามในสังคม สวัสดีปีใหม่ 2557 ครับ
