27 มกราคม 2557

สำรวจ “จุดยืนทางการเมือง” ของคนไทย”




ความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ยังไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม ต่างฝ่ายต่างยึดมั่นอยู่ในจุดยืนของตัวเอง และเชื่อมั่นว่าจุดยืนของตัวเองนั้นถูกต้องโดยอ้างถึงการที่ตนเป็นเสียงส่วนใหญ่ และแสดงออกในสื่อต่างๆ ว่าตัวเองนั้น “เป็นผู้แทนของคนส่วนใหญ่ในประเทศ” ในเหตุผลที่แตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้จึงเป็นที่มาของคำศัพท์/คำนิยามใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น “1 เสียงไม่เท่ากับ 1 เสียง” , “Respect My Vote”, “Respect My Tax”, “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”, “เลือกตั้งแล้วค่อยปฏิรูป” “สภาประชาชน” และอื่นๆ อีกมาก  

ตัวผมเองเป็นนักวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ที่ถูกสอนมาให้เชื่อในเรื่องของการวิเคราะห์ทางสถิติ  ผมเชื่อในเรื่องของตัวเลขที่มาจากการสำรวจที่ถูกต้องตามหลักสถิติและสะท้อนผลสำรวจที่มาจากจากองค์ความรู้ของผู้ให้การสำรวจนั้นจริงๆ นอกจากนี้ผมยังเชื่อในเรื่องของความเป็นกลางในการวิเคราะห์จากข้อมูลมากกว่าการกล่าวอ้างแบบลอยๆ จากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง   

แต่น่าเสียดายว่า ในส่วนตัวผมเองกลับยังไม่เห็นการสำรวจที่มาจากกลุ่มตัวอย่างในระดับประเทศ (National Representative) อย่างแท้จริง ดังนั้นทางเลือกที่รองมาก็คือการวิเคราะห์โดยดูผลสำรวจในลักษณะของการสำรวจความคิดเห็น (หรือ Poll) ซึ่งเป็นการสุ่มสำรวจแบบคร่าวๆ ที่เป็นกลุ่มตัวแทนของประเทศ ผ่านกลุ่มตัวอย่างจำนวนเพียงหลักพันคน 

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ “นิด้าโพลล์” (ซึ่งโดยส่วนตัวที่ทำงานในนี้ ผมเห็นว่าเป็นการสำรวจที่เป็นกลาง ถูกต้องในการสุ่มตัวอย่าง และเชื่อถือได้)  ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นทางการเมืองของคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยการสำรวจครั้งแรกระหว่างวันที่ 8-9 มกราคมในเรื่องของจุดยืนทางการเมืองของคนไทยจำนวนกลุ่มตัวอย่าง 1,250 คนพบว่า  ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 69.36 ไม่สนับสนุนกลุ่มใดเลย รองลงมาร้อยละ 13.6 ระบุว่าสนับสนุนกลุ่ม กปปส. ร้อยละ 8.96 ระบุว่าสนับสนุนกลุ่ม นปช. (คนเสื้อแดง) ร้อยละ  2.24 ระบุว่าสนับสนุนกลุ่มพันธมิตร (คนเสื้อเหลือง) และที่เหลือเป็นกลุ่มอื่นๆ หรือไม่แน่ใจ โดยพบว่าการสนับสนุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีการแปรผันไปตามภาคเป็นอย่างมาก โดยกลุ่มที่สนับสนุน กกปส.ส่วนใหญ่มาจากภาคใต้ (ร้อยละ 37.2 ของกลุ่มที่สนับสนุนทั้งหมด) รองลงมาได้แก่ภาคกลาง (ร้อยละ 11.2) และ กทม. (ร้อยละ 10.4) ตามลำดับ ในขณะที่ผู้ให้การสนับสนุนกลุ่ม นปช ส่วนใหญ่อยู่ภาคเหนือและภาคอิสาน ผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่าความเห็นทางการเมืองของคนไทยยังมีการเหลื่อมล้ำในเชิงภูมิภาค (Regional Disparity) ที่สูงมาก การแสดงออกจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้นจึงยังไม่ใด้เป็นตัวแทนของคนในประเทศอย่างแท้จริงตามที่กล่าวอ้าง

ในการสำรวจครั้งที่ 2 สำรวจเฉพาะกับคนกรุงเทพจำนวน 1,975 ตัวอย่างในเรื่องของการเข้าร่วมประท้วงกับกลุ่ม กกปส. คปท.  กปท. โดยพบว่า คนกรุงเทพส่วนใหญ่  ร้อยละ 71.04  ระบุว่า ไม่เคยเข้าร่วมในการชุมนุมกับกลุ่ม กปปส.  คปท.  กปท.  เลย ขณะที่ ร้อยละ 28.96  ระบุว่า เคยเข้าร่วม โดยการชุมนุมใหญ่ (D-Day) ที่คนเข้าร่วมมากที่สุดคือการชุมนุมในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 (ร้อยละ 31.26) รองลงมาได้แก่วันที่ 22 ธันวาคม 2556 (ร้อยละ 29.85) และวันที่ 24 พฤศจิกายน 2556 (ร้อยละ 28.81) ตามลำดับ สำหรับการเข้าร่วมปิดกรุงเทพในวันที่ 13-15 มกราคม 2557 ที่ผ่านมานั้นพบว่า คนกรุงเทพจำนวนเพียงร้อยละ 19.9 เท่านั้นที่เข้าร่วมการปิดประเทศในวันดังกล่าว โดยผลการสำรวจนี้พบว่า คนกรุงเทพส่วนหนึ่ง (แต่ไม่ทั้งหมด) เท่านั้นที่มีการแสดงออกทางการเมืองจากการเข้าร่วมชุมนุม และยังมีอีกจำนวนมากที่ไม่ได้เห็นด้วยอะไรกับการปิดกรุงเทพ โดยเมื่อวิเคราะห์สัดส่วนการเข้าร่วมในแต่ละครั้งพบว่า การเข้าร่วมมาจากสาเหตุที่ต่างวาระกันไป โดยจะพบว่า การเข้าร่วมที่มีสัดส่วนสูงที่สุด (ร้อยละ 31.26) เกิดจากความต้องการให้รัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ประกาศยุบสภาในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 ในขณะที่ยังมีคนจำนวนน้อยลงที่เห็นด้วยกับการปิดกรุงเทพในวันที่ 13-15 มกราคม (ร้อยละ 19.9) ผลที่พบจากการสำรวจนี้ระบุถึงความจำเป็นที่ กกปส.จะต้องแยกให้ชัดว่า คนที่เห็นด้วยกับการคัดค้านพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมหรือเห็นด้วยให้ควรมีการยุบสภา อาจจะไม่ใช่คนที่เห็นด้วยกับการปิดกรุงเทพและการขัดขวางการเข้าไปเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมาเสมอไป และอาจมีความต้องการที่จะให้มีการเลือกตั้งก่อนก็เป็นได้ ในขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเองก็ควรจะทราบว่า คน 15 ล้านคนที่เลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศในการเลือกตั้งคราวก่อนนั้นก็ไม่จำเป็นว่าเขาจะเห็นด้วยกับการออกพระราชบัญญัติเงินกู้ การประกาศนิรโทษกรรมแบบสุดซอย หรือเห็นด้วยกับระบอบทักษิณเสมอไปเช่นเดียวกัน

ในการสำรวจครั้งที่ 3 เรื่องข้อคิดเห็นกับการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งหรือปฏิรูปหลังเลือกตั้ง โดยสำรวจระหว่างวันที่ 16-18 มกราคม 2557 กับกลุ่มตัวอย่างทั้งประเทศ 1,250 ตัวอย่างพบว่า ร้อยละ 38.88 ต้องการให้เลือกตั้งก่อน, ร้อยละ 38.4 ต้องการให้มีการปฏิรูปก่อน ร้อยละ 13.44 ไม่แน่ใจ ในขณะที่ร้อยละ 9.28 ต้องการให้ทำควบคู่กันไป โดยประชาชนส่วนใหญ่ (ประมาณร้อยละ 51.36) เห็นด้วยกับการจัดตั้งสภาประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย และประมาณร้อยละ 53.76 เห็นด้วยกับการมีนายกรัฐมนตรีคนกลางเข้ามาบริหารประเทศในช่วงวิกฤตนี้ ผลที่พบนี้สามารถเห็นพ้องต้องกันได้ว่า ประเทศไทยต้องการปฏิรูป (ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังเลือกตั้งเพราะมีคะแนนพอๆ กัน) ที่เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมจากคนกลางให้มากที่สุด ไม่ใช่ระบบการปฏิรูปที่เกิดขึ้นจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นอกจากนี้ การนำเสนอรูปแบบการปฏิรูปที่ยังล่องลอยไม่แน่ชัดเองก็ยังทำให้มีกลุ่มจำนวนถึงร้อยละ 13.44 ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกด้านใดดี ผลสำรวจที่พบนี้จึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายควรต้องหาจุดยืนร่วมกันโดยเห็นพ้องว่าประเทศจะทำการปฏิรูป โดยต้องกำหนดรูปแบบการปฏิรูปร่วมกันให้แน่ชัด อะไรจะทำก่อนเลือกตั้ง อะไรจะทำหลังเลือกตั้ง และแต่ละเรื่องมีระยะเวลาเท่าไร การปฏิรูปเป็นคำที่ฟังแล้วสวยหรู แต่ไม่ใช่การอฏิรูปทุกเรื่องจะสามารถทำได้ในระยะเวลาแค่ 1-2 ปี

ในการสำรวจครั้งที่ 4 ในเรื่องของการเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองของคนไทยโดยสำรวจระหว่างวันที่ 16-19 มกราคมของกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 2,007 คน พบว่า ประชาชน ร้อยละ 80.87 ระบุว่า ไม่เคยเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม กปปส./กลุ่ม คปท. / กลุ่ม กปท.  ขณะที่ ร้อยละ 19.13 ระบุว่า เคยเข้าร่วมชุมนุม โดยในกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.20 ระบุว่า ได้เข้าร่วมชุมนุมในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร ขณะที่ ร้อยละ 50.78 ระบุว่าได้เข้าร่วมชุมนุมในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยเข้าร่วมเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ประมาณ 5 ครั้ง โดยประมาณร้อยละ 90 ระบุว่าตนได้ความรู้มากขึ้นจากการเข้าร่วมชุมนุม ผลการสำรวจนี้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของระบอบการเมืองไทยที่มีจำนวนของคนชั้นกลางของประเทศเพิ่มมากขึ้นและเริ่มมีบทบาทมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ผู้ที่ต้องการให้เกิดการปฏิรูปส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีความรู้ดีและรักความก้าวหน้า เฉกเช่นกับสมัยก่อนที่การปฏิวัติล้วนเกิดขึ้นจากกลุ่มนักศึกษา ดังนั้น การพยายามสร้างความรู้ความเข้าใจ ลดความเหลื่อมล้ำทางข้อมูลข่าวสาร การนำเสนอรูปแบบนโยบายที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศในระยะยาวอย่างแท้จริง รวมไปถึงการสร้างค่านิยมว่าการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นเรื่องที่ผิด จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อนำมาสู่ระบบการเลือกตั้งที่มีคุณภาพ อันจะนำมาสู่การได้ผู้แทนที่มีคุณภาพต่อไป

ทั้งนี้ ถ้าการสำรวจความต้องการของคนในประเทศเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติ (ซึ่งแนะนำว่าสำนักสถิติแห่งชาติน่าจะพิจารณาทำเรื่องนี้) จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ การเดินเข้าคูหาเลือกตั้งจึงจะเป็นการแสดงผลการเลือกที่เหมาะสมที่สุด และแสดงถึงการมีอยู่ของกระบวนการทางประชาธิปไตย การเลือกตั้งเป็นการแสดงว่าจุดยืนที่แท้จริงของแต่ละท่านเป็นอย่างไร (ไม่ว่าจะ Vote Yes หรือ Vote No) แต่น่าเสียดายที่ ว่ารูปแบบการเลือกตั้งนั้นยังคงถูกจำกัดให้ต้องเลือกพรรค/คนที่จะเป็นผู้แทนมาบริหารประเทศเท่านั้น   แต่ยังไม่สามารถเปิดโอกาสที่จะเลือกอะไรได้มากกว่านั้น (เช่น เลือกคน/พรรคที่จะมาปฏิรูป เลือกรูปแบบการปฏิรูป หรือเลือกเรื่องที่จะปฏิรูป) ตัวผมเองเห็นด้วยว่าเลือกตั้งไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่การเลือกตั้งก็ยังเป็นกระบวนการที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด (อย่างน้อยก็ในระดับสากล) ถ้าเลือกมาแล้วยังได้รัฐบาลที่ขาดการยอมรับ (เหมือนที่ผ่านมา) แต่อย่างน้อยเงิน 3800 ล้านที่ใช้จัดการเลือกตั้ง (ที่สูญเปล่า) นี้ก็คุ้มค่าที่จะถูกนำมาบันทึกเป็นกรณีศึกษาว่า การเลือกตั้งไม่ใชทางออกเสมอไปและยังไม่ใช่สิ่งที่สะท้อนถึงจุดยืนของคนไทยอย่างแท้จริง


ความแตกแยกของสังคมในขณะนี้ประทุถึงขีดสุด เราต้องถูกบังคับทางอ้อมให้ต้องเห็นชอบกับทางใดทางหนึ่งอย่างชัดเจน มีทางเลือกอื่นๆ อีกไหมให้กับคนที่เกลียดระบบทักษิณแบบเข้าไส้ ไม่ชอบรัฐบาลชุดปัจจุบัน ไม่ชอบนโยบาบประชานิยมที่ขาดความรับผิดชอบต่อการคลังของประเทศ ไม่เห็นด้วยกับการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ไม่เห็นด้วยกับการรีบกู้เงิน 2.2 ล้านๆ ไม่เห็นด้วยกับโครงการรับจำนำข้าว เกลียดการคอรัปชั่น แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่เห็นด้วยกับการปิดประเทศและสร้างความเดือนร้อนให้กับผู้อื่น ไม่เห็นด้วยกับการขัดขวางการเลือกตั้ง ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติและใช้ความรุนแรง (จากผลการสำรวจ) คนเหล่านี้ต่างหากคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ