ความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ยังไม่สามารถหาทางออกร่วมกันได้อย่างเป็นรูปธรรม
ต่างฝ่ายต่างยึดมั่นอยู่ในจุดยืนของตัวเอง และเชื่อมั่นว่าจุดยืนของตัวเองนั้นถูกต้องโดยอ้างถึงการที่ตนเป็นเสียงส่วนใหญ่
และแสดงออกในสื่อต่างๆ ว่าตัวเองนั้น “เป็นผู้แทนของคนส่วนใหญ่ในประเทศ” ในเหตุผลที่แตกต่างกัน
สิ่งเหล่านี้จึงเป็นที่มาของคำศัพท์/คำนิยามใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น “1
เสียงไม่เท่ากับ 1 เสียง” , “Respect My Vote”, “Respect My Tax”, “ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”, “เลือกตั้งแล้วค่อยปฏิรูป” “สภาประชาชน” และอื่นๆ
อีกมาก
ตัวผมเองเป็นนักวิจัยทางเศรษฐศาสตร์ที่ถูกสอนมาให้เชื่อในเรื่องของการวิเคราะห์ทางสถิติ
ผมเชื่อในเรื่องของตัวเลขที่มาจากการสำรวจที่ถูกต้องตามหลักสถิติและสะท้อนผลสำรวจที่มาจากจากองค์ความรู้ของผู้ให้การสำรวจนั้นจริงๆ
นอกจากนี้ผมยังเชื่อในเรื่องของความเป็นกลางในการวิเคราะห์จากข้อมูลมากกว่าการกล่าวอ้างแบบลอยๆ
จากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
แต่น่าเสียดายว่า
ในส่วนตัวผมเองกลับยังไม่เห็นการสำรวจที่มาจากกลุ่มตัวอย่างในระดับประเทศ (National
Representative) อย่างแท้จริง ดังนั้นทางเลือกที่รองมาก็คือการวิเคราะห์โดยดูผลสำรวจในลักษณะของการสำรวจความคิดเห็น
(หรือ Poll) ซึ่งเป็นการสุ่มสำรวจแบบคร่าวๆ
ที่เป็นกลุ่มตัวแทนของประเทศ ผ่านกลุ่มตัวอย่างจำนวนเพียงหลักพันคน
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ “นิด้าโพลล์” (ซึ่งโดยส่วนตัวที่ทำงานในนี้
ผมเห็นว่าเป็นการสำรวจที่เป็นกลาง ถูกต้องในการสุ่มตัวอย่าง และเชื่อถือได้) ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นทางการเมืองของคนไทยอย่างต่อเนื่อง
โดยการสำรวจครั้งแรกระหว่างวันที่ 8-9
มกราคมในเรื่องของจุดยืนทางการเมืองของคนไทยจำนวนกลุ่มตัวอย่าง 1,250 คนพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 69.36 ไม่สนับสนุนกลุ่มใดเลย
รองลงมาร้อยละ 13.6 ระบุว่าสนับสนุนกลุ่ม กปปส. ร้อยละ 8.96 ระบุว่าสนับสนุนกลุ่ม
นปช. (คนเสื้อแดง) ร้อยละ 2.24 ระบุว่าสนับสนุนกลุ่มพันธมิตร
(คนเสื้อเหลือง) และที่เหลือเป็นกลุ่มอื่นๆ หรือไม่แน่ใจ โดยพบว่าการสนับสนุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีการแปรผันไปตามภาคเป็นอย่างมาก
โดยกลุ่มที่สนับสนุน กกปส.ส่วนใหญ่มาจากภาคใต้ (ร้อยละ 37.2
ของกลุ่มที่สนับสนุนทั้งหมด) รองลงมาได้แก่ภาคกลาง (ร้อยละ 11.2) และ กทม. (ร้อยละ
10.4) ตามลำดับ ในขณะที่ผู้ให้การสนับสนุนกลุ่ม นปช
ส่วนใหญ่อยู่ภาคเหนือและภาคอิสาน ผลสำรวจนี้แสดงให้เห็นว่าความเห็นทางการเมืองของคนไทยยังมีการเหลื่อมล้ำในเชิงภูมิภาค
(Regional
Disparity) ที่สูงมาก
การแสดงออกจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้นจึงยังไม่ใด้เป็นตัวแทนของคนในประเทศอย่างแท้จริงตามที่กล่าวอ้าง
ในการสำรวจครั้งที่
2
สำรวจเฉพาะกับคนกรุงเทพจำนวน 1,975 ตัวอย่างในเรื่องของการเข้าร่วมประท้วงกับกลุ่ม
กกปส. คปท.
กปท. โดยพบว่า คนกรุงเทพส่วนใหญ่ ร้อยละ 71.04
ระบุว่า ไม่เคยเข้าร่วมในการชุมนุมกับกลุ่ม กปปส. คปท. กปท. เลย ขณะที่ ร้อยละ 28.96 ระบุว่า เคยเข้าร่วม
โดยการชุมนุมใหญ่ (D-Day)
ที่คนเข้าร่วมมากที่สุดคือการชุมนุมในวันที่ 9 ธันวาคม 2556 (ร้อยละ
31.26) รองลงมาได้แก่วันที่ 22 ธันวาคม 2556 (ร้อยละ 29.85) และวันที่ 24
พฤศจิกายน 2556 (ร้อยละ 28.81) ตามลำดับ สำหรับการเข้าร่วมปิดกรุงเทพในวันที่
13-15 มกราคม 2557 ที่ผ่านมานั้นพบว่า คนกรุงเทพจำนวนเพียงร้อยละ 19.9
เท่านั้นที่เข้าร่วมการปิดประเทศในวันดังกล่าว โดยผลการสำรวจนี้พบว่า คนกรุงเทพส่วนหนึ่ง
(แต่ไม่ทั้งหมด) เท่านั้นที่มีการแสดงออกทางการเมืองจากการเข้าร่วมชุมนุม
และยังมีอีกจำนวนมากที่ไม่ได้เห็นด้วยอะไรกับการปิดกรุงเทพ โดยเมื่อวิเคราะห์สัดส่วนการเข้าร่วมในแต่ละครั้งพบว่า
การเข้าร่วมมาจากสาเหตุที่ต่างวาระกันไป โดยจะพบว่า การเข้าร่วมที่มีสัดส่วนสูงที่สุด
(ร้อยละ 31.26) เกิดจากความต้องการให้รัฐบาลของคุณยิ่งลักษณ์ประกาศยุบสภาในวันที่
9 ธันวาคม 2556 ในขณะที่ยังมีคนจำนวนน้อยลงที่เห็นด้วยกับการปิดกรุงเทพในวันที่
13-15 มกราคม (ร้อยละ 19.9) ผลที่พบจากการสำรวจนี้ระบุถึงความจำเป็นที่ กกปส.จะต้องแยกให้ชัดว่า
คนที่เห็นด้วยกับการคัดค้านพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมหรือเห็นด้วยให้ควรมีการยุบสภา
อาจจะไม่ใช่คนที่เห็นด้วยกับการปิดกรุงเทพและการขัดขวางการเข้าไปเลือกตั้งล่วงหน้าที่ผ่านมาเสมอไป
และอาจมีความต้องการที่จะให้มีการเลือกตั้งก่อนก็เป็นได้ ในขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยเองก็ควรจะทราบว่า
คน 15 ล้านคนที่เลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศในการเลือกตั้งคราวก่อนนั้นก็ไม่จำเป็นว่าเขาจะเห็นด้วยกับการออกพระราชบัญญัติเงินกู้
การประกาศนิรโทษกรรมแบบสุดซอย หรือเห็นด้วยกับระบอบทักษิณเสมอไปเช่นเดียวกัน
ในการสำรวจครั้งที่
3
เรื่องข้อคิดเห็นกับการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งหรือปฏิรูปหลังเลือกตั้ง
โดยสำรวจระหว่างวันที่ 16-18 มกราคม 2557 กับกลุ่มตัวอย่างทั้งประเทศ 1,250
ตัวอย่างพบว่า ร้อยละ 38.88 ต้องการให้เลือกตั้งก่อน, ร้อยละ 38.4
ต้องการให้มีการปฏิรูปก่อน ร้อยละ 13.44 ไม่แน่ใจ ในขณะที่ร้อยละ 9.28
ต้องการให้ทำควบคู่กันไป โดยประชาชนส่วนใหญ่ (ประมาณร้อยละ 51.36) เห็นด้วยกับการจัดตั้งสภาประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศไทย
และประมาณร้อยละ 53.76
เห็นด้วยกับการมีนายกรัฐมนตรีคนกลางเข้ามาบริหารประเทศในช่วงวิกฤตนี้
ผลที่พบนี้สามารถเห็นพ้องต้องกันได้ว่า ประเทศไทยต้องการปฏิรูป
(ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังเลือกตั้งเพราะมีคะแนนพอๆ กัน) ที่เกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมจากคนกลางให้มากที่สุด
ไม่ใช่ระบบการปฏิรูปที่เกิดขึ้นจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นอกจากนี้ การนำเสนอรูปแบบการปฏิรูปที่ยังล่องลอยไม่แน่ชัดเองก็ยังทำให้มีกลุ่มจำนวนถึงร้อยละ
13.44 ที่ยังไม่แน่ใจว่าจะเลือกด้านใดดี ผลสำรวจที่พบนี้จึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายควรต้องหาจุดยืนร่วมกันโดยเห็นพ้องว่าประเทศจะทำการปฏิรูป
โดยต้องกำหนดรูปแบบการปฏิรูปร่วมกันให้แน่ชัด อะไรจะทำก่อนเลือกตั้ง อะไรจะทำหลังเลือกตั้ง
และแต่ละเรื่องมีระยะเวลาเท่าไร การปฏิรูปเป็นคำที่ฟังแล้วสวยหรู แต่ไม่ใช่การอฏิรูปทุกเรื่องจะสามารถทำได้ในระยะเวลาแค่
1-2 ปี
ในการสำรวจครั้งที่
4
ในเรื่องของการเข้าร่วมการชุมนุมทางการเมืองของคนไทยโดยสำรวจระหว่างวันที่ 16-19
มกราคมของกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 2,007 คน พบว่า ประชาชน ร้อยละ 80.87 ระบุว่า ไม่เคยเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม
กปปส./กลุ่ม คปท. / กลุ่ม กปท. ขณะที่ ร้อยละ 19.13 ระบุว่า เคยเข้าร่วมชุมนุม
โดยในกลุ่มผู้ร่วมชุมนุมส่วนใหญ่ ร้อยละ 61.20 ระบุว่า ได้เข้าร่วมชุมนุมในพื้นที่เขตกรุงเทพมหานคร ขณะที่ ร้อยละ 50.78 ระบุว่าได้เข้าร่วมชุมนุมในพื้นที่ต่างจังหวัด โดยเข้าร่วมเฉลี่ยต่อคนอยู่ที่ประมาณ
5 ครั้ง โดยประมาณร้อยละ 90 ระบุว่าตนได้ความรู้มากขึ้นจากการเข้าร่วมชุมนุม
ผลการสำรวจนี้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของระบอบการเมืองไทยที่มีจำนวนของคนชั้นกลางของประเทศเพิ่มมากขึ้นและเริ่มมีบทบาทมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
ผู้ที่ต้องการให้เกิดการปฏิรูปส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีความรู้ดีและรักความก้าวหน้า
เฉกเช่นกับสมัยก่อนที่การปฏิวัติล้วนเกิดขึ้นจากกลุ่มนักศึกษา ดังนั้น การพยายามสร้างความรู้ความเข้าใจ
ลดความเหลื่อมล้ำทางข้อมูลข่าวสาร
การนำเสนอรูปแบบนโยบายที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศในระยะยาวอย่างแท้จริง รวมไปถึงการสร้างค่านิยมว่าการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นเรื่องที่ผิด
จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำเพื่อนำมาสู่ระบบการเลือกตั้งที่มีคุณภาพ อันจะนำมาสู่การได้ผู้แทนที่มีคุณภาพต่อไป
ทั้งนี้ ถ้าการสำรวจความต้องการของคนในประเทศเป็นสิ่งที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติ
(ซึ่งแนะนำว่าสำนักสถิติแห่งชาติน่าจะพิจารณาทำเรื่องนี้) จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่
การเดินเข้าคูหาเลือกตั้งจึงจะเป็นการแสดงผลการเลือกที่เหมาะสมที่สุด และแสดงถึงการมีอยู่ของกระบวนการทางประชาธิปไตย
การเลือกตั้งเป็นการแสดงว่าจุดยืนที่แท้จริงของแต่ละท่านเป็นอย่างไร (ไม่ว่าจะ Vote Yes หรือ Vote No)
แต่น่าเสียดายที่ ว่ารูปแบบการเลือกตั้งนั้นยังคงถูกจำกัดให้ต้องเลือกพรรค/คนที่จะเป็นผู้แทนมาบริหารประเทศเท่านั้น
แต่ยังไม่สามารถเปิดโอกาสที่จะเลือกอะไรได้มากกว่านั้น
(เช่น เลือกคน/พรรคที่จะมาปฏิรูป เลือกรูปแบบการปฏิรูป หรือเลือกเรื่องที่จะปฏิรูป)
ตัวผมเองเห็นด้วยว่าเลือกตั้งไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่การเลือกตั้งก็ยังเป็นกระบวนการที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด
(อย่างน้อยก็ในระดับสากล) ถ้าเลือกมาแล้วยังได้รัฐบาลที่ขาดการยอมรับ
(เหมือนที่ผ่านมา) แต่อย่างน้อยเงิน 3800 ล้านที่ใช้จัดการเลือกตั้ง (ที่สูญเปล่า)
นี้ก็คุ้มค่าที่จะถูกนำมาบันทึกเป็นกรณีศึกษาว่า การเลือกตั้งไม่ใชทางออกเสมอไปและยังไม่ใช่สิ่งที่สะท้อนถึงจุดยืนของคนไทยอย่างแท้จริง
ความแตกแยกของสังคมในขณะนี้ประทุถึงขีดสุด
เราต้องถูกบังคับทางอ้อมให้ต้องเห็นชอบกับทางใดทางหนึ่งอย่างชัดเจน
มีทางเลือกอื่นๆ อีกไหมให้กับคนที่เกลียดระบบทักษิณแบบเข้าไส้ ไม่ชอบรัฐบาลชุดปัจจุบัน
ไม่ชอบนโยบาบประชานิยมที่ขาดความรับผิดชอบต่อการคลังของประเทศ ไม่เห็นด้วยกับการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม
ไม่เห็นด้วยกับการรีบกู้เงิน 2.2 ล้านๆ ไม่เห็นด้วยกับโครงการรับจำนำข้าว เกลียดการคอรัปชั่น
แต่ขณะเดียวกัน ก็ไม่เห็นด้วยกับการปิดประเทศและสร้างความเดือนร้อนให้กับผู้อื่น
ไม่เห็นด้วยกับการขัดขวางการเลือกตั้ง ไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติและใช้ความรุนแรง (จากผลการสำรวจ)
คนเหล่านี้ต่างหากคือคนส่วนใหญ่ของประเทศ
