อย่างที่ทราบกันดีว่า
ประเทศไทยเราได้เข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ (Aging Society ) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยถ้าวัดจากคำจำกัดความว่าสังคมผู้สูงอายุคือสังคมที่ประชากรมีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ
10 เป็นต้นไป ซึ่งในขณะนี้ประเทศไทยมีสัดส่วนผู้สูงอายุถึงร้อยละ 15
ของประชากรทั้งหมดแล้ว (จากตัวเลขประชากรประมาณ 64.8 ล้านคน
เป็นผู้สูงอายุประมาณ 9.9 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 15.3 ของประชากร) โดยประมาณร้อยละ 40 ยังคงเป็นผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานอยู่ และประมาณร้อยละ 70 ของกลุ่มผู้สูงอายุที่ทำงานนี้เป็นแรงงานในนอกระบบที่ทำงานในภาคเกษตรกรรม
ซึ่งเป็นแรงงานที่ไม่ได้มีการเกษียนอายุเหมือนกับแรงงานในระบบโดยทั่วไป ทั้งนี้
มิติในการวิเคราะห์ที่สำคัญที่สุดในกรณีของการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุก็คือ
ประเทศไทยควรจะมีระบบการดูแลผู้สูงอายุอย่างไร ใครควรเป็นผู้ดูแล จะนำเงินจากไหนมาดูแล
ควรดูแลด้านอะไรบ้าง เป็นต้น
ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” ร่วมกับ “ศูนย์วิจัยสังคมสูงอายุ” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้ทำการสำรวจผู้สูงอายุไทยที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป กระจายทุกระดับการศึกษาและอาชีพทั่วทุกภูมิภาครวมทั้งสิ้นจำนวน
1,245 คนระหว่างวันที่ 1-3 เมษายน พ.ศ.2557 เกี่ยวกับความต้องการของผู้สูงอายุในการรับบริการและดูแล
ผลการสำรวจพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ (ร้อยละ 53) ระบุว่า หน่วยงานที่เหมาะสมที่สุดในการเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุก็คือ
“สถาบันครอบครัว” รองลงมาร้อยละ
40 ระบุว่า
ควรเป็นหน่วยงานภาครัฐ ในขณะที่เหลือร้อยละ 5 ระบุว่า ควรเป็นหน่วยงานภาคธุรกิจเอกชน
และร้อยละ 2 ได้แก่ วัด มูลนิธิ องค์กรเอกชน
และอื่นๆ โดยในสถาบันครอบครัว ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ (ร้อยละ
33) เห็นว่าผู้ดูแลควรเป็นลูกสาว รองลงมาบอกว่าควรเป็นลูกชาย (ร้อยละ 26) ในขณะที่ร้อยละ 15 ระบุว่าตนควรเป็นผู้ดูแลตัวเอง
โดยระบบการดูแลที่ผู้สูงอายุต้องการจากภาครัฐส่วนใหญ่เป็นเรื่องของ ความบริการทางการแพทย์/รักษาพยาบาล
บริการด้านการฟื้นฟูบำบัดทางกายภาพ รวมถึงสถานที่ออกกำลังกาย และการเดินทาง ตามลำดับ
ทั้งนี้ จากผลการสำรวจจะเห็นได้ว่า
ผู้สูงอายุไทยยังมีความคาดหวังสูงให้สถาบันครอบครัว (โดยเฉพาะลูกหลาน) เป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลเป็นหลัก
ซึ่งความคาดหลังของผู้สูงอายุดังกล่าวน่าจะยังสามารถพอทำได้ในสถานการณ์ปัจจุบันเนื่องจากลูกหลานของผู้สูงอายุเหล่านี้ยังอยู่ในวัยทำงาน
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชากรที่อยู่ในยุคของ Baby Boom (ที่เกิดระหว่างปี
พ.ศ.2589-2507) และยุค General X (ที่เกิดระหว่างปี
พ.ศ.2508-2522)
แต่ทว่า
การหวังพึ่งการดูแลจากสมาชิกในครอบครัวอาจจะมีแนวโน้มลดลงและจะเป็นการยากมากขึ้นในอนาคต
เนื่องจากประชากรรุ่นหลังเริ่มมีลูกลดลงกว่าแต่ก่อนมาก
นอกจากนี้ภาครัฐเองก็ประสบปัญหาในเรื่องของการไม่มีงบประมาณที่มากในการรับผิดชอบในการดูแลผู้สูงอายุได้ทั้งหมด
ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า ในอนาคต
ผู้สูงอายุเหล่านั้นอาจจะจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ในการพึ่งพาตัวเองมากขึ้น
แนวคิดหนึ่งที่ได้รับการถกเถียงกันมานานพอสมควรในเรื่องของการชะลอความรุนแรกของการเข้าสู่สังคมสูงวัยก็คือ
การพยายามขยายอายุการทำงานของผู้สูงอายุไทย
หรือการสร้างโอกาสให้ผู้สูงอายุไทยยังคงมีการทำงานนานขึ้น โดยหวังว่า
การทำงานที่เหมาะสมตามวัยวุฒิและคุณวุฒิจะสร้างประโยชน์ (Benefit) ต่อทั้งตัวผู้สูงอายุเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีขึ้น
และเป็นการสร้างความรู้สึกที่ดีต่อสผู้สูงอายุว่าตนเองยังมีคุณค่า
นอกจากประโยชน์กับตัวผู้สูงอายุเองแล้ว การขยายอายุการทำงานยังสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในด้านของ
การช่วยสร้างรายได้ให้กับประเทศ เพิ่มเงินออม
ประหยัดงบประมาณของภาครัฐ (โดยเฉพาะงบประมาณด้านสวัสดิการสังคม) รวมไปถึงยังช่วยรักษาระดับกำลังแรงงานในประเทศได้โดยเฉพาะในสภาวะการขาดแคลนแรงงาน
อย่างไรก็ดี แนวคิดการขยายอายุการทำงานของผู้สูงอายุนี้ยังคงมีข้อถกเถียงอยู่บ้างว่าอาจจะนำมาสู่ความยุ่งยากหลายๆ
อย่างตามมา ไม่ว่าจะเป็น ประการแรก
การที่ผู้สูงอายุบางรายอาจไม่อยากที่จะทำงานต่อ
โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีเงินออกหรือหลักประกันการเกษียณอายุที่ดีอยู่แล้ว ดังนั้นการขยายอายุการทำงานอาจจะเป็นการทำให้ผู้สูงอายุกลุ่มนี้จำต้องทนทำงานต่อไป
ซึ่งจะกลับกลายเป็นการสร้างความทุกข์ (ที่จะต้องทำงาน)
มากกว่าความสุขที่จะได้รับจากการเกษียณ
ประการที่สอง การจ้างงานผู้สูงอายุอาจจะไม่สามารถจ้างได้กับผู้สูงอายุทุกคน
ขึ้นอยู่กับทักษะ ความพร้อม และสุขภาพร่างกายของตัวผู้สูงอายุเอง
นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับสาขาการผลิต/บริการด้วยว่าสาขาดังกล่าวพร้อมให้ผู้สูงอายุเข้ามาทำงานหรือไม่
(ยกตัวอย่างเช่น สาขาอุตสาหกรรมการผลิตในโรงงานอาจจะไม่เหมาะให้ผู้สูงอายุเข้ามาทำงานมากเหมือนสาขาบริการ)
ดังนั้นการขยายอายุการทำงานจึงอาจไม่สามารถนำมาใช้ได้กับทุกกรณีไป
ประการที่สาม
การจ้างงานที่ไม่เหมาะสมแก่ผู้สูงอายุ อาจเป็นการทำให้ผลิตภาพโดยรวม (Productivity)
ขององค์กรลดลง ทั้งนี้การจ้างงานผู้สูงอายุไม่สามารถจ้างได้เต็มเวลา
(Full Time) เหมือนกับการจ้างงานทั่วไปแต่ต้องมีความยืดหยุ่น
รวมถึงองค์กรยังจำเป็นต้องจัดอาคารสถานที่ให้เอื้อต่อการทำงานของผู้สูงอายุ
(เช่นห้องพยาบาล บุคลากรด้านการพยาบาล ทางเดิน การรับส่ง) ซึ่งอาจจะส่งผลทำให้เกิดค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มและกลายเป็นต้นทุนแก่องค์กร
นอกจากนี้ประโยชน์ที่องค์กรได้รับจากการจ้างงานผู้สูงอายุเองก็อาจจะไม่คุ้มค่าเหมือนกับการจ้างงานคนหนุ่มคนสาว
ซึ่งในกรณีนี้จึงจำเป็นต้องวิเคราะห์เป็นรายบริบทไป
ด้วยเหตุผลดังกล่าว
การขยายอายุการทำงานของผู้สูงอายุจึงยังคงเป็นมิติที่จะต้องมีการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ
เพราะผู้สูงอายุแต่ละคนอาจมีความต้องการที่แตกต่างกัน ตัวสาขาการจ้างงานเองก็มีบริบทที่แตกต่างกัน
อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะมีการขยายอายุการทำงานหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่จำเป็นที่สุดที่ผู้สูงอายุต้องการก็คือ
การที่ตัวผู้สูงอายุเองได้เป็น “คนแก่ที่มีค่า...คนชราที่มีคุณ” และได้รับ “การเห็นคุณค่า”
จากคนในสังคม
