01 เมษายน 2557

การจัดการองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (Nonprofit Management) เพื่อการพัฒนาประเทศไทย

จากการสำรวจของ World Giving Index ในปี ค.ศ.2011 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับว่าเป็น “ประเทศที่ใจดีสุดในโลกในการบริจาคเงิน (The Most Generous Country in Donating Money) (แต่กลับอยู่ในอันดับที่ 86 ของการให้ที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น การทำงานอาสาสมัคร) ผลที่พบนี้แสดงได้เห็นถึงพฤติกรรมในการเป็นผู้ให้ (Altruism) เงินของคนไทย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของการมีองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (Nonprofit Organization) ที่จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้รับเงินบริจาค และนำเงินนั้นไปกระจายให้ตรงตามความต้องการของผู้บริจาคและเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม

โดยทั่วไปแล้ว องค์กรไม่แสดงหาผลกำไร หรือ องค์กรการกุศลเป็นประเภทหนึ่งขององค์กรที่มีบทบาทเป็นอย่างสูงต่อการพัฒนาประเทศดังนี้ 

1) ให้บริการที่ภาคเอกชนหรือภาครัฐเองไม่สามารถเป็นผู้ให้บริการได้อย่างทั่วถึง, 
2) ช่วยเหลือภาครัฐเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ, 
3) ช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้แก่ภาคประชาชน, และ 
4) ช่วยในการตรวจสอบถึงความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายของภาครัฐ




วิทยาลัยนานาชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ซึ่งเป็นคณะแรกของประเทศไทยที่มีการจัดการเรียนการสอนในสาขา Nonprofit Management ได้เร่งเห็นความสำคัญของบทบาทหน้าที่ขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในบริบทสำหรับการพัฒนาประเทสไทย จึงได้มีการจัดประชุมวิชาการนานาชาติในเรื่อง Philanthropy Studies and Nonprofit Management for Sustainable Development in Thailand โดยได้นำเสนองานวิจัยในสาขาการจัดการองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจำนวน 5 ชิ้น

จากผลการศึกษาสรุปคร่าวๆ ของวิจัยทั้ง 5 ชิ้นพบว่า พฤติกรรมการบริจาคและการบริหารจัดการองค์กรการกุศลมีบริบทที่เฉพาะ (Unique) สำหรับประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ที่มีหลักธรรมคำสอนที่เกี่ยวข้องกับการให้ทาน และความเชื่อในเรื่องของการให้ ดังนั้นการบริจาคส่วนใหญ่ของคนไทยจึงเกี่ยวข้องกับการทางศาสนามากกว่าการให้ประเภทอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญในรูปตัวเงิน การตักบาตร หรือการทำสังคทาน โดยการศึกษายังพบว่ากลุ่มตัวอย่างคนไทยได้บริจาคเงินทางด้านศาสนาที่สูงกว่าการบริจาคที่ไม่ใช่ทางด้านศาสนาถึงกว่าเท่าตัว โดยเฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษาน้อย นอกจากนี้ยังพบว่า การทำบุญทางศาสนาจะนำมาซึ่งระดับความสุขที่สูงขึ้นกว่าการทำบุญที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางศาสนาด้วยเช่นกัน ดังนั้น ภาครัฐควรจะมีบทบาทมากขึ้นในการเป็นผู้สนับสนุนการทำนุบำรุงทางศาสนาเนื่องจากผลของการศึกษาพบว่า การใช้จ่ายของภาครัฐในด้านศาสนาจะส่งผลในการกระตุ้นให้คนไทยอยากที่จะอยากทำบุญทางศาสนามากขึ้น ในขณะที่ภาครัฐควรที่จะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการสร้างทุนทางสังคม (Social Capital) ในชุมชนซึ่งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นอีกประการหนึ่งในการสนับสนุนพฤติกรรมในการบริจาคของคนไทย ทั้งนี้ ยังพบว่า การออกมาตรการเชิญชวนในการทำบุญ อาจไม่ใช่มาตรการที่จะส่งผลสนับสนุนพฤติกรรมของการให้อย่างยั่งยืน ดังนั้นนโยบายที่สนับสนุนหรือกระตุ้นพฤติกรรมของการทำบุญหรือการบริจาคควรเป็นนโยบายที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในด้านขององค์กรไม่แสดงหสผลกำไร องค์กรดังกล่าวจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการโดยควรให้ความสำคัญในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เช่นโครงสร้างเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบการขององค์กรและนำมาสู่การได้รับเงินบริจาคทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ ทั้งนี้ผู้จัดการองค์กรไม่แสดงหาผลกำไรควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของเจ้าหน้าที่ในการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุด

องค์กรไม่แสวงหากำไรควรเข้าไปสนับสนุนในโครงการที่ประชาชนผู้ด้วยโอกาสไม่ได้รับอย่างเท่าเทียมจากภาครัฐหรือภาคเอกชนทั่วไป นอกจากนี้ยังควรเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาตาข่ายการคุ้มครองทางสังคม (Social Safety Nets) ในกรณีที่ครัวเรือนต้องประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดหวัง (Shock) การเข้าไปเกี่ยวข้องกับการสร้างระบบประกันสังคม (Social Insurance) ให้กับครัวเรือนที่ยากจนหรือด้อยโอกาสขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในลักษณะเช่นนี้นอกจากจะเป็นการช่วยพัฒนาสังคมโดยตรงแล้ว แต่ยังมีบทบาทในการช่วยรัฐต่อการลดความเหลื่อมล้ำในประเทศและสร้างการพัฒนาอย่างทั่วถึง (Inclusive Growth) ให้กับประเทศไทยในระยะยาว

เนื่องจาก วัดถือได้ว่าเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีความสำคัญมากที่สุดในประเทศไทย ประกอบกับพฤติกรรมในการให้ส่วนใหญ่ของคนไทยจะเป็นการทำบุญทางพุทธศาสนา วัดควรที่จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาระบบตาข่ายการคุ้มครองทางสังคมให้กับคนไทย ยกตัวเช่น วัดควรเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการการฌาปนกิจศพให้กับประชาชนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะกับครัวเรือนที่มีฐานะยากจน (หรือมีการศึกษาน้อย) ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาที่พบว่า คนกลุ่มนี้เองก็เป็นผู้ที่บริจาคหลักให้กับทางวัดในโอกาสต่างๆ เช่น การทำบุญ การตักบาตร หรือการทำสังคทาน 

นอกจากบทบาทในการดำเนินโครงการเพื่อพัฒนาสังคมแล้ว องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรยังจำเป็นต้องให้แน่ใจว่า เงินบริจาคที่เข้ามาในองค์กรนั้นถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด เทคนิคการประเมินโครงการ (Program Evaluation) หรือการประเมินผลกระทบของโครงการ (Impact Evaluation) จึงเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่าเงิน 1 บาทที่จ่ายออกไปนั้นสร้างความคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง แต่เนื่องจากประเมินโครงการในลักษณะนี้จำเป็นต้องใช้เทคนิคความรู้เฉพาะ องค์กรไม่แสดงหาผลกำไรที่ขาดผู้ทำการประเมินในลักษณะนี้จึงควรร่วมมือกับบุคลากรของมหาวิทยาลัยในการทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินว่าโครงการที่องค์กรได้ทำไปนั้นมีประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์อย่างแท้จริง

นอกจากการประเมินผลกระทบของการใช้เงินแล้ว รัฐบาลควรกำหนดมาตรการในการกำกับดูแล(Governance) ประสิทธิภาพของการใช้เงินขององค์กรไม่แสดงหาผลกำไรอย่างเคร่งครัดและโปร่งใส ยังมีองค์กรไม่แสดงหาผลกำไรเป็นจำนวนมาก (เช่นวัดและองค์กรการกุศลต่างๆ) ยังไม่ได้มีการเปิดเผยสถานะของการใช้เงินบริจาคที่ได้รับมากเท่าที่ควร

ในภาพรวม การจัดการองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศไทย จำเป็นต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ 4 ประการได้แก่
  1. 1)       เป็นองค์กรที่มีการระดมเงินทุนและการได้มาซึ่งเงินบริจาคอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Fund Raising)
  2. 2)       เป็นองค์กรที่มีการพัฒนาศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานของงองค์กรอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทางด้าน ICT หรือการพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ ของผู้บริหารโครงการเป็นต้น (High Performance Organization)
  3. 3)       เป็นองค์กรที่มีการดำเนินโครงการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาสวัสดิการทางสังคมและสร้างโอกาสให้กับผู้ด้อยโอกาสอย่างแท้จริง (Reducing Inequality)
  4. 4)       เป็นองค์กรที่มีการประเมินผลกระทบอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าเงินบริจาคที่ได้รับนั้นถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลสูงสุด รวมไปถึงการเป็นองค์กรที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ (Program Evaluation, Transparency, and Accountability)


วัตถุประสงค์ทั้งสี่ประการนี้ เปรียบเสมือนกับล้อขับเคลื่อนรถยนต์ทั้ง 4 ล้อที่จะต้องมีความสมดุล เพื่อที่จะทำให้การจัดการองค์กรไม่แสดงหาผลกำไรในประเทศไทยมีทั้งความยั่งยืน