จากการสำรวจของ
World
Giving Index ในปี ค.ศ.2011 ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับว่าเป็น “ประเทศที่ใจดีสุดในโลกในการบริจาคเงิน
(The Most Generous Country in Donating Money)” (แต่กลับอยู่ในอันดับที่ 86 ของการให้ที่ไม่ใช่ตัวเงิน เช่น
การทำงานอาสาสมัคร) ผลที่พบนี้แสดงได้เห็นถึงพฤติกรรมในการเป็นผู้ให้ (Altruism)
เงินของคนไทย ซึ่งเป็นปัจจัยที่ สะท้อนถึงบทบาทสำคัญของการมีองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร
(Nonprofit Organization) ที่จะต้องทำหน้าที่เป็นผู้รับเงินบริจาค
และนำเงินนั้นไปกระจายให้ตรงตามความต้องการของผู้บริจาคและเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม
โดยทั่วไปแล้ว
องค์กรไม่แสดงหาผลกำไร หรือ องค์กรการกุศลเป็นประเภทหนึ่งขององค์กรที่มีบทบาทเป็นอย่างสูงต่อการพัฒนาประเทศดังนี้
1) ให้บริการที่ภาคเอกชนหรือภาครัฐเองไม่สามารถเป็นผู้ให้บริการได้อย่างทั่วถึง,
2) ช่วยเหลือภาครัฐเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศ,
3)
ช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้แก่ภาคประชาชน, และ
4)
ช่วยในการตรวจสอบถึงความโปร่งใสในการดำเนินนโยบายของภาครัฐ
วิทยาลัยนานาชาติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ซึ่งเป็นคณะแรกของประเทศไทยที่มีการจัดการเรียนการสอนในสาขา Nonprofit Management ได้เร่งเห็นความสำคัญของบทบาทหน้าที่ขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในบริบทสำหรับการพัฒนาประเทสไทย
จึงได้มีการจัดประชุมวิชาการนานาชาติในเรื่อง Philanthropy Studies and
Nonprofit Management for Sustainable Development in Thailand โดยได้นำเสนองานวิจัยในสาขาการจัดการองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรจำนวน
5 ชิ้น
จากผลการศึกษาสรุปคร่าวๆ ของวิจัยทั้ง
5 ชิ้นพบว่า พฤติกรรมการบริจาคและการบริหารจัดการองค์กรการกุศลมีบริบทที่เฉพาะ (Unique) สำหรับประเทศไทย
เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ
ที่มีหลักธรรมคำสอนที่เกี่ยวข้องกับการให้ทาน และความเชื่อในเรื่องของการให้
ดังนั้นการบริจาคส่วนใหญ่ของคนไทยจึงเกี่ยวข้องกับการทางศาสนามากกว่าการให้ประเภทอื่นๆ
ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญในรูปตัวเงิน การตักบาตร หรือการทำสังคทาน
โดยการศึกษายังพบว่ากลุ่มตัวอย่างคนไทยได้บริจาคเงินทางด้านศาสนาที่สูงกว่าการบริจาคที่ไม่ใช่ทางด้านศาสนาถึงกว่าเท่าตัว
โดยเฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่มีการศึกษาน้อย นอกจากนี้ยังพบว่า การทำบุญทางศาสนาจะนำมาซึ่งระดับความสุขที่สูงขึ้นกว่าการทำบุญที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับทางศาสนาด้วยเช่นกัน
ดังนั้น ภาครัฐควรจะมีบทบาทมากขึ้นในการเป็นผู้สนับสนุนการทำนุบำรุงทางศาสนาเนื่องจากผลของการศึกษาพบว่า
การใช้จ่ายของภาครัฐในด้านศาสนาจะส่งผลในการกระตุ้นให้คนไทยอยากที่จะอยากทำบุญทางศาสนามากขึ้น
ในขณะที่ภาครัฐควรที่จะให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการสร้างทุนทางสังคม (Social
Capital) ในชุมชนซึ่งจะเป็นปัจจัยกระตุ้นอีกประการหนึ่งในการสนับสนุนพฤติกรรมในการบริจาคของคนไทย
ทั้งนี้ ยังพบว่า การออกมาตรการเชิญชวนในการทำบุญ
อาจไม่ใช่มาตรการที่จะส่งผลสนับสนุนพฤติกรรมของการให้อย่างยั่งยืน
ดังนั้นนโยบายที่สนับสนุนหรือกระตุ้นพฤติกรรมของการทำบุญหรือการบริจาคควรเป็นนโยบายที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้
ในด้านขององค์กรไม่แสดงหสผลกำไร องค์กรดังกล่าวจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินการโดยควรให้ความสำคัญในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
เช่นโครงสร้างเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบการขององค์กรและนำมาสู่การได้รับเงินบริจาคทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ
ทั้งนี้ผู้จัดการองค์กรไม่แสดงหาผลกำไรควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของเจ้าหน้าที่ในการใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศในการดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุด
องค์กรไม่แสวงหากำไรควรเข้าไปสนับสนุนในโครงการที่ประชาชนผู้ด้วยโอกาสไม่ได้รับอย่างเท่าเทียมจากภาครัฐหรือภาคเอกชนทั่วไป
นอกจากนี้ยังควรเข้าไปมีบทบาทในการพัฒนาตาข่ายการคุ้มครองทางสังคม (Social Safety Nets) ในกรณีที่ครัวเรือนต้องประสบกับเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดหวัง
(Shock) การเข้าไปเกี่ยวข้องกับการสร้างระบบประกันสังคม (Social
Insurance) ให้กับครัวเรือนที่ยากจนหรือด้อยโอกาสขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในลักษณะเช่นนี้นอกจากจะเป็นการช่วยพัฒนาสังคมโดยตรงแล้ว
แต่ยังมีบทบาทในการช่วยรัฐต่อการลดความเหลื่อมล้ำในประเทศและสร้างการพัฒนาอย่างทั่วถึง
(Inclusive Growth) ให้กับประเทศไทยในระยะยาว
เนื่องจาก
วัดถือได้ว่าเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มีความสำคัญมากที่สุดในประเทศไทย
ประกอบกับพฤติกรรมในการให้ส่วนใหญ่ของคนไทยจะเป็นการทำบุญทางพุทธศาสนา
วัดควรที่จะมีบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาระบบตาข่ายการคุ้มครองทางสังคมให้กับคนไทย
ยกตัวเช่น วัดควรเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการการฌาปนกิจศพให้กับประชาชนโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย
โดยเฉพาะกับครัวเรือนที่มีฐานะยากจน (หรือมีการศึกษาน้อย)
ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาที่พบว่า
คนกลุ่มนี้เองก็เป็นผู้ที่บริจาคหลักให้กับทางวัดในโอกาสต่างๆ เช่น การทำบุญ
การตักบาตร หรือการทำสังคทาน
นอกจากบทบาทในการดำเนินโครงการเพื่อพัฒนาสังคมแล้ว
องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรยังจำเป็นต้องให้แน่ใจว่า
เงินบริจาคที่เข้ามาในองค์กรนั้นถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด
เทคนิคการประเมินโครงการ (Program Evaluation) หรือการประเมินผลกระทบของโครงการ
(Impact Evaluation) จึงเป็นกระบวนการที่มีความสำคัญเพื่อให้แน่ใจว่าเงิน
1 บาทที่จ่ายออกไปนั้นสร้างความคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างแท้จริง
แต่เนื่องจากประเมินโครงการในลักษณะนี้จำเป็นต้องใช้เทคนิคความรู้เฉพาะ
องค์กรไม่แสดงหาผลกำไรที่ขาดผู้ทำการประเมินในลักษณะนี้จึงควรร่วมมือกับบุคลากรของมหาวิทยาลัยในการทำหน้าที่เป็นผู้ประเมินว่าโครงการที่องค์กรได้ทำไปนั้นมีประสิทธิภาพและสร้างประโยชน์อย่างแท้จริง
นอกจากการประเมินผลกระทบของการใช้เงินแล้ว
รัฐบาลควรกำหนดมาตรการในการกำกับดูแล(Governance)
ประสิทธิภาพของการใช้เงินขององค์กรไม่แสดงหาผลกำไรอย่างเคร่งครัดและโปร่งใส
ยังมีองค์กรไม่แสดงหาผลกำไรเป็นจำนวนมาก (เช่นวัดและองค์กรการกุศลต่างๆ)
ยังไม่ได้มีการเปิดเผยสถานะของการใช้เงินบริจาคที่ได้รับมากเท่าที่ควร
ในภาพรวม
การจัดการองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในประเทศไทย จำเป็นต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ
4 ประการได้แก่
- 1) เป็นองค์กรที่มีการระดมเงินทุนและการได้มาซึ่งเงินบริจาคอย่างมีประสิทธิภาพ (Effective Fund Raising)
- 2) เป็นองค์กรที่มีการพัฒนาศักยภาพและโครงสร้างพื้นฐานของงองค์กรอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทางด้าน ICT หรือการพัฒนาทักษะในด้านต่างๆ ของผู้บริหารโครงการเป็นต้น (High Performance Organization)
- 3) เป็นองค์กรที่มีการดำเนินโครงการเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาสวัสดิการทางสังคมและสร้างโอกาสให้กับผู้ด้อยโอกาสอย่างแท้จริง (Reducing Inequality)
- 4) เป็นองค์กรที่มีการประเมินผลกระทบอย่างต่อเนื่องเพื่อให้แน่ใจว่าเงินบริจาคที่ได้รับนั้นถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลสูงสุด รวมไปถึงการเป็นองค์กรที่โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ (Program Evaluation, Transparency, and Accountability)
วัตถุประสงค์ทั้งสี่ประการนี้
เปรียบเสมือนกับล้อขับเคลื่อนรถยนต์ทั้ง 4 ล้อที่จะต้องมีความสมดุล
เพื่อที่จะทำให้การจัดการองค์กรไม่แสดงหาผลกำไรในประเทศไทยมีทั้งความยั่งยืน
