เกาะเสม็ดเป็นพื้นที่หนึ่งซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาคตะวันออกและมีแนวโน้มของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นทุกปีในช่วงปี
2544-2549 ยกเว้นในช่วงปี 2550-2551 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง นอกจากนี้ เกาะเสม็ดกำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายอย่างไม่ต่างจากแหล่งท่องเที่ยวอื่น
อาทิ ปัญหาขยะ น้ำเสีย การก่อสร้างอาคาร และการบุกรุกที่ดินอุทยานแห่งชาติ อันเป็นผลเนื่องจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวเกาะเสม็ด
มีการเข้ามาลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจบริการที่พักของภาคเอกชนเป็นจำนวนมาก หากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
และหาทางออกอย่างเร่งด่วนในด้านการจัดการขยะและน้ำเสียอย่างเหมาะสม เกาะเสม็ดจะกลายเป็นแหล่งสะสมมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์
งานศึกษาของ
รองศาสตราจารย์ ดร.อุดมศักดิ์ ศีลประชาวงศ์ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้ศึกษาเรื่อง “ความเต็มใจจะจ่ายของนักท่องเที่ยวในการจัดการสภาพแวดล้อมของเกาะเสม็ด”
และได้ตีพิมพ์งานวิจัยดังกล่าวในวารสาร NIDA Economic Review การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาเชิงสำรวจ
โดยอาศัยแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลซึ่งเป็นข้อมูลปฐมภูมิ
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษามีจำนวนทั้งหมด 285 ตัวอย่าง ศึกษามูลค่าความเต็มใจจะจ่ายของกลุ่มตัวอย่างโดยอาศัยวิธี
choice
experiment และใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาประกอบในการสร้างแบบสอบถาม
โดยได้ดำเนินการเก็บข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างตัวต่อตัวในช่วงเดือนมีนาคม
2553 และกำหนดให้กลุ่มตัวอย่างเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเกาะเสม็ดและมีอายุตั้งแต่
18 ปีขึ้นไป การเลือกตัวอย่างจะใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบสุ่มอย่างง่าย
ในขณะที่
ตัวแปรราคา (COST)
ในที่นี้ คือ ค่าธรรมเนียมการใช้ชายหาด มี 5 ระดับ คือ 0 50 100 200
และ 400 บาทต่อครั้ง ในการสัมภาษณ์แต่ละครั้ง ผู้ตอบคนหนึ่งๆ
จะได้รับชุดทางเลือกทั้งหมด 4 ชุดที่ต่างกัน
ผู้ตอบจะต้องตอบว่าในแต่ละชุดทางเลือกนั้นจะเลือกทางเลือกใดในบรรดา 3 ทางเลือก
ทางเลือกที่ 1 จะถูกกำหนดให้เป็นกรณีฐาน
(คุณลักษณะทุกตัวถูกกำหนดให้อยู่ในระดับปานกลาง)
ซึ่งเป็นสถานการณ์ปัจจุบันที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมซึ่งจะอยู่ในชุดทางเลือกทุกครั้งเสมอ
สำหรับทางเลือกที่ 2 และ 3
เป็นทางเลือกที่แสดงการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น
(คุณลักษณะแต่ละตัวมีการเปลี่ยนให้อยู่ในระดับดีและดีมาก)
(1)
นักท่องเที่ยวมีความเต็มใจจะจ่าย 78 บาทต่อคนเพื่อให้ชายหาดมีความเป็นธรรมชาติในระดับดีมาก คือ
จำกัดจำนวนห้องพักอยู่ที่ 10 ห้องต่อกิโลเมตรของชายหาด
(2)
นักท่องเที่ยวมีความเต็มใจจะจ่าย 251 บาทต่อคนเพื่อให้ชายหาดมีความสะอาดในระดับดีมาก คือ มีขยะ 1 ชิ้นต่อ 10
ตารางเมตร และ
(3)
นักท่องเที่ยวมีความเต็มใจจะจ่าย 229 บาทต่อคนเพื่อให้น้ำทะเลมีความใสในระดับดีมาก คือ น้ำทะเลใสระดับอก
1.
เขตพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กำหนดให้เป็นพื้นที่สำหรับรองรับกา
ขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
ซึ่งอนุญาตให้มีการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานจากภาครัฐและสิ่งก่อสร้างเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวจากภาคเอกชนอย่างเต็มที่
และกำหนดให้เจ้าของธุรกิจ
ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการมลพิษและดูแลสภาพแวดล้อม
(เช่น
การจัดการขยะและการจัดการน้ำเสียอย่างเป็นระบบ)โดยมีการกำหนดมาตรฐานและกำกับดูแลจากหน่วยงานของภาครัฐ
ซึ่งบริเวณที่เหมาะสมในการกำหนดให้เป็นเขตพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ได้แก่
จุดขนส่งผู้โดยสารบริเวณท่าเรือ และบริเวณชายหาดที่มีการเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก
ซึ่งได้แก่ หาดทรายแก้ว อ่าวพร้าว อ่าวทับทิม และอ่าววงเดือน จากการศึกษาพบว่านักท่องเที่ยวมีความเต็มใจจะจ่ายประมาณ
230-250
บาทต่อครั้งที่จะเข้าไปใช้สถานที่ที่ชายหาดมีความสะอาดที่ปลอดจากขยะมูลฝอยและน้ำทะเลมีความใสมาก
ดังนั้นจึงเสนอให้มีการเก็บค่าบริการการจัดการขยะและน้ำเสียจากนักท่องเที่ยวที่พักค้างแรมในเขตพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอัตราคืนละ
20 บาทต่อห้อง (ประมาณร้อยละ 10 ของค่าความเต็มใจจะจ่าย
ซึ่งน่าจะเป็นอัตราที่นักท่องเที่ยวพอจะรับได้)
เงินดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการจัดการขยะและน้ำเสียอย่างเป็นระบบเพื่อให้สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นชายหาดมีความสะอาดไร้ขยะมูลฝอยและน้ำทะเลมีคุณภาพดี
2.
เขตพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ กำหนดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีการรักษาสภาพแวดล้อมอย่างเคร่งครัด
โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทางด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
มีการควบคุมและดูแลปริมาณการเข้ามาประกอบธุรกิจท่องเที่ยวและกำหนดรูปแบบของกิจกรรมการท่องเที่ยวให้อยู่ในขอบเขตจำกัดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนจากหน่วยงานภาครัฐ
ซึ่งการจัดการกำหนดเขตพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อาจจำเป็นที่จะต้องเวนคืนที่ดินของเอกชนบางส่วนกลับคืนมาเพื่อจัดสรรให้เป็นรูปแบบใหม่
บริเวณที่เหมาะสมสำหรับการกำหนดให้เป็นเขตพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ควรจะเป็นชายหาดที่ยังคงมีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก
ได้แก่ กลุ่มเกาะกุฎี เกาะทะลุ กำหนดให้เกาะกุฎีเป็นพื้นที่สำหรับผู้รักความเป็นส่วนตัว
และเน้นความแปลกใหม่ สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีฐานะ ชอบการพักผ่อนแบบเงียบสงบ มีความเป็นส่วนตัวสูง
โดยอาจสร้างอาคารรองรับในลักษณะบ้านน้ำ (water home) ที่มีทางเดินเชื่อมต่อกันได้ กลุ่มเกาะทะลุ กำหนดเป็นเกาะสำหรับประสบการณ์การเรียนรู้ทางนิเวศที่มีความโดดเด่น
โดยให้มีกิจกรรมพักค้างคืนแบบกางเต็นท์ที่ได้มาตรฐาน การเป็นแหล่งดำน้ำลึกระดับนานาชาติ
การพักผ่อนแบบเงียบสงบ และกิจกรรมที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ
โดยจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว จากการศึกษาพบว่านักท่องเที่ยวมีความเต็มใจจะจ่ายประมาณ
80 บาทต่อครั้งเพื่อเข้าไปใช้สถานที่ที่มีความเป็นธรรมชาติมาก
มีข้อสมมติว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่พักค้างเฉลี่ยคนละ 2 คืน
อาจเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีห้องพัก (lodging tax) ในอัตราคืนละ
40 บาทต่อห้องจากนักท่องเที่ยวเดินทางมาพักแรมในพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นี้
เงินภาษีที่เก็บนี้จะใช้ในโครงการดูแลสภาพแวดล้อมของพื้นที่นี้ให้คงความเป็นธรรมชาติตลอดไป
แนวทางในการจัดการพื้นที่ใช้ประโยชน์แหล่งท่องเที่ยวบริเวณชายหาดทั้ง
2 ลักษณะนี้ อาศัยแนวคิดเกี่ยวกับผู้ใช้บริการเป็นผู้จ่าย (beneficiaries’
pay principle) ซึ่งนักท่องเที่ยวเป็นผู้ได้ประโยชน์จากทรัพยากรจึงต้องจ่ายค่าบริการ
นอกจากนี้ยังต้องมีการควบคุมการใช้ทรัพยากรโดยมีภาครัฐเข้าแทรกแซง
ซึ่งการกำกับดูแลของภาครัฐนี้ควรที่จะต้องมีการตั้งองค์กรร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน
เพื่อเข้าควบคุมดูแลการดำเนินงานของธุรกิจต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
มีการกำหนดมาตรฐานในการจัดการเอาไว้อย่างชัดเจน มีบทลงโทษตามกฎหมายสำหรับผู้ฝ่าฝืนและใช้กับผู้ประกอบการทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน
