15 กรกฎาคม 2557

จ่ายเงินเพื่อรักษาเกาะเสม็ด


เกาะเสม็ดเป็นพื้นที่หนึ่งซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในภาคตะวันออกและมีแนวโน้มของจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นทุกปีในช่วงปี 2544-2549 ยกเว้นในช่วงปี 2550-2551 ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง นอกจากนี้ เกาะเสม็ดกำลังเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมหลายอย่างไม่ต่างจากแหล่งท่องเที่ยวอื่น อาทิ ปัญหาขยะ น้ำเสีย การก่อสร้างอาคาร และการบุกรุกที่ดินอุทยานแห่งชาติ อันเป็นผลเนื่องจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวเกาะเสม็ด มีการเข้ามาลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจบริการที่พักของภาคเอกชนเป็นจำนวนมาก หากปัญหาเหล่านี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และหาทางออกอย่างเร่งด่วนในด้านการจัดการขยะและน้ำเสียอย่างเหมาะสม เกาะเสม็ดจะกลายเป็นแหล่งสะสมมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์

 


งานศึกษาของ รองศาสตราจารย์ ดร.อุดมศักดิ์ ศีลประชาวงศ์ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้ศึกษาเรื่อง “ความเต็มใจจะจ่ายของนักท่องเที่ยวในการจัดการสภาพแวดล้อมของเกาะเสม็ด” และได้ตีพิมพ์งานวิจัยดังกล่าวในวารสาร NIDA Economic Review การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาเชิงสำรวจ โดยอาศัยแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลซึ่งเป็นข้อมูลปฐมภูมิ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษามีจำนวนทั้งหมด 285 ตัวอย่าง  ศึกษามูลค่าความเต็มใจจะจ่ายของกลุ่มตัวอย่างโดยอาศัยวิธี choice experiment และใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องมาประกอบในการสร้างแบบสอบถาม โดยได้ดำเนินการเก็บข้อมูลปฐมภูมิจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างตัวต่อตัวในช่วงเดือนมีนาคม 2553 และกำหนดให้กลุ่มตัวอย่างเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเกาะเสม็ดและมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป การเลือกตัวอย่างจะใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบสุ่มอย่างง่าย

 ในการศึกษานี้ ได้กำหนดตัวแปรคุณลักษณะ 4 ตัวแปรคือ (1) จำนวนนักท่องเที่ยวต่อวัน ( 2) จำนวนห้องพักต่อความยาวหาด 1 กิโลเมตร (3) ปริมาณขยะมูลฝอยบนหาดต่อ 10 ตารางเมตร และ (4) คุณภาพของน้ำทะเล ตัวแปรแต่ละตัวมี 3 ระดับคือ ดีมาก ดี และปานกลาง การลงรหัส effect code จะต้องสร้างตัวแปร 2 ตัวสำหรับแต่ละตัวแปร ดังนี้ ปริมาณนักท่องเที่ยวระดับดีมาก (QE) ปริมาณนักท่องเที่ยวระดับดี (QG) จำนวนห้องพักระดับดีมาก (RE) จำนวนห้องพักระดับดี (RG) ปริมาณขยะมูลฝอย ระดับดีมาก (TE) ปริมาณขยะมูลฝอยระดับดี (TG) คุณภาพน้ำทะเลระดับดีมาก (CE) คุณภาพน้ำทะเลระดับดี (CG) ในที่นี้ตัวแปรในระดับปานกลางจะถูกละไว้

 

ในขณะที่ ตัวแปรราคา (COST) ในที่นี้ คือ ค่าธรรมเนียมการใช้ชายหาด มี 5 ระดับ คือ 0 50 100 200 และ 400 บาทต่อครั้ง ในการสัมภาษณ์แต่ละครั้ง ผู้ตอบคนหนึ่งๆ จะได้รับชุดทางเลือกทั้งหมด 4 ชุดที่ต่างกัน ผู้ตอบจะต้องตอบว่าในแต่ละชุดทางเลือกนั้นจะเลือกทางเลือกใดในบรรดา 3 ทางเลือก ทางเลือกที่ 1 จะถูกกำหนดให้เป็นกรณีฐาน (คุณลักษณะทุกตัวถูกกำหนดให้อยู่ในระดับปานกลาง) ซึ่งเป็นสถานการณ์ปัจจุบันที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมซึ่งจะอยู่ในชุดทางเลือกทุกครั้งเสมอ สำหรับทางเลือกที่ 2 และ 3 เป็นทางเลือกที่แสดงการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น (คุณลักษณะแต่ละตัวมีการเปลี่ยนให้อยู่ในระดับดีและดีมาก)

 ผลการศึกษาพบว่า โดยภาพรวมปัจจัยที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญสำหรับการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของแหล่งท่องเที่ยวบริเวณชายหาดต่างๆบนเกาะเสม็ด คือ ความเป็นธรรมชาติของหาด ความสะอาดของหาด และความใสของน้ำทะเล จากการศึกษามูลค่าความเต็มใจจะจ่ายสำหรับการจัดการแหล่งท่องเที่ยวบริเวณชายหาดบนเกาะเสม็ดโดยอาศัยวิธี choice experiment  พบว่า

 

(1)   นักท่องเที่ยวมีความเต็มใจจะจ่าย 78 บาทต่อคนเพื่อให้ชายหาดมีความเป็นธรรมชาติในระดับดีมาก คือ จำกัดจำนวนห้องพักอยู่ที่ 10 ห้องต่อกิโลเมตรของชายหาด

(2)   นักท่องเที่ยวมีความเต็มใจจะจ่าย 251 บาทต่อคนเพื่อให้ชายหาดมีความสะอาดในระดับดีมาก คือ มีขยะ 1 ชิ้นต่อ 10 ตารางเมตร และ

(3)   นักท่องเที่ยวมีความเต็มใจจะจ่าย 229 บาทต่อคนเพื่อให้น้ำทะเลมีความใสในระดับดีมาก คือ น้ำทะเลใสระดับอก

 
จากมูลค่าความเต็มใจจะจ่ายที่ได้แสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับความสะอาดของชายหาดและน้ำทะเลในแหล่งท่องเที่ยวมากกว่าการรักษาธรรมชาติของหาด ดังนั้น จึงสามารถสรุปได้ว่าแนวทางในการพัฒนาคุณภาพแหล่งท่องเที่ยวบริเวณชายหาดบนเกาะเสม็ดด้วยการจัดแบ่งเขตพื้นที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้านความสะอาดของชายหาดและน้ำทะเลเป็นหลัก จากการศึกษาพบว่าคุณลักษณะสำคัญที่นักท่องเที่ยวต้องการมากที่สุด คือ ความสะอาดของชายหาดและน้ำทะเลซึ่งเป็นคุณลักษณะของสิ่งแวดล้อมโดยตรง ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์พื้นที่บริเวณชายหาดบนเกาะเสม็ดทำได้ใน 2 ลักษณะ คือ

1.        เขตพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว กำหนดให้เป็นพื้นที่สำหรับรองรับกา ขยายตัวของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งอนุญาตให้มีการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานจากภาครัฐและสิ่งก่อสร้างเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวจากภาคเอกชนอย่างเต็มที่ และกำหนดให้เจ้าของธุรกิจ ซึ่งมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการมลพิษและดูแลสภาพแวดล้อม (เช่น การจัดการขยะและการจัดการน้ำเสียอย่างเป็นระบบ)โดยมีการกำหนดมาตรฐานและกำกับดูแลจากหน่วยงานของภาครัฐ ซึ่งบริเวณที่เหมาะสมในการกำหนดให้เป็นเขตพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ได้แก่ จุดขนส่งผู้โดยสารบริเวณท่าเรือ และบริเวณชายหาดที่มีการเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก ซึ่งได้แก่ หาดทรายแก้ว อ่าวพร้าว อ่าวทับทิม และอ่าววงเดือน จากการศึกษาพบว่านักท่องเที่ยวมีความเต็มใจจะจ่ายประมาณ 230-250 บาทต่อครั้งที่จะเข้าไปใช้สถานที่ที่ชายหาดมีความสะอาดที่ปลอดจากขยะมูลฝอยและน้ำทะเลมีความใสมาก ดังนั้นจึงเสนอให้มีการเก็บค่าบริการการจัดการขยะและน้ำเสียจากนักท่องเที่ยวที่พักค้างแรมในเขตพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอัตราคืนละ 20 บาทต่อห้อง (ประมาณร้อยละ 10 ของค่าความเต็มใจจะจ่าย ซึ่งน่าจะเป็นอัตราที่นักท่องเที่ยวพอจะรับได้) เงินดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการจัดการขยะและน้ำเสียอย่างเป็นระบบเพื่อให้สถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นชายหาดมีความสะอาดไร้ขยะมูลฝอยและน้ำทะเลมีคุณภาพดี

2.        เขตพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ กำหนดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีการรักษาสภาพแวดล้อมอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทางด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว มีการควบคุมและดูแลปริมาณการเข้ามาประกอบธุรกิจท่องเที่ยวและกำหนดรูปแบบของกิจกรรมการท่องเที่ยวให้อยู่ในขอบเขตจำกัดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งการจัดการกำหนดเขตพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อาจจำเป็นที่จะต้องเวนคืนที่ดินของเอกชนบางส่วนกลับคืนมาเพื่อจัดสรรให้เป็นรูปแบบใหม่ บริเวณที่เหมาะสมสำหรับการกำหนดให้เป็นเขตพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ควรจะเป็นชายหาดที่ยังคงมีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก ได้แก่ กลุ่มเกาะกุฎี เกาะทะลุ กำหนดให้เกาะกุฎีเป็นพื้นที่สำหรับผู้รักความเป็นส่วนตัว และเน้นความแปลกใหม่ สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีฐานะ ชอบการพักผ่อนแบบเงียบสงบ มีความเป็นส่วนตัวสูง โดยอาจสร้างอาคารรองรับในลักษณะบ้านน้ำ (water home) ที่มีทางเดินเชื่อมต่อกันได้ กลุ่มเกาะทะลุ กำหนดเป็นเกาะสำหรับประสบการณ์การเรียนรู้ทางนิเวศที่มีความโดดเด่น โดยให้มีกิจกรรมพักค้างคืนแบบกางเต็นท์ที่ได้มาตรฐาน การเป็นแหล่งดำน้ำลึกระดับนานาชาติ การพักผ่อนแบบเงียบสงบ และกิจกรรมที่สอดคล้องกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว จากการศึกษาพบว่านักท่องเที่ยวมีความเต็มใจจะจ่ายประมาณ 80 บาทต่อครั้งเพื่อเข้าไปใช้สถานที่ที่มีความเป็นธรรมชาติมาก มีข้อสมมติว่านักท่องเที่ยวส่วนใหญ่พักค้างเฉลี่ยคนละ 2 คืน อาจเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีห้องพัก (lodging tax) ในอัตราคืนละ 40 บาทต่อห้องจากนักท่องเที่ยวเดินทางมาพักแรมในพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์นี้ เงินภาษีที่เก็บนี้จะใช้ในโครงการดูแลสภาพแวดล้อมของพื้นที่นี้ให้คงความเป็นธรรมชาติตลอดไป

 

แนวทางในการจัดการพื้นที่ใช้ประโยชน์แหล่งท่องเที่ยวบริเวณชายหาดทั้ง 2 ลักษณะนี้ อาศัยแนวคิดเกี่ยวกับผู้ใช้บริการเป็นผู้จ่าย (beneficiaries’ pay principle) ซึ่งนักท่องเที่ยวเป็นผู้ได้ประโยชน์จากทรัพยากรจึงต้องจ่ายค่าบริการ นอกจากนี้ยังต้องมีการควบคุมการใช้ทรัพยากรโดยมีภาครัฐเข้าแทรกแซง ซึ่งการกำกับดูแลของภาครัฐนี้ควรที่จะต้องมีการตั้งองค์กรร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเข้าควบคุมดูแลการดำเนินงานของธุรกิจต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีการกำหนดมาตรฐานในการจัดการเอาไว้อย่างชัดเจน มีบทลงโทษตามกฎหมายสำหรับผู้ฝ่าฝืนและใช้กับผู้ประกอบการทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน