เหตุการณ์ฆ่าข่มขืนเด็กผู้หญิงวัย 13 ปี ที่เกิดขึ้นในตู้รถไฟ เมื่อเดือนที่ผ่านมาเป็นอีกหนึ่งคดีสะเทือนขวัญที่จุดประเด็นทางสังคมที่ต้องการให้นักโทษในคดีฆ่าข่มขืนได้รับโทษสูงสุดซึ่งก็คือโทษประหารชีวิต (อันนี้ยังไม่รวมประเด็นในเรื่องของการบริหารจัดการการรถไฟแห่งประเทศไทย) โดยคาดหวังว่าโทษที่รุนแรงดังกล่าวจะช่วยให้ (ว่าที่) อาชญากรจะก่อปัญหาการข่มขืนลดน้อยลง
ไม่เฉพาะแต่เพียงในประเทศไทย
การข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศเป็นอีกคดีหนึ่งที่เกิดขึ้นในทุกประเทศทั่วโลก
โดยจากตัวเลขทางสถิติในแต่ละปีจะมีจำนวนการบังคับข่มขืนเฉลี่ยประมาณ 683,000 ราย
ซึ่งคิดเป็น 56,916 รายต่อเดือน หรือ 1,897 รายต่อวัน หรือคิดง่ายๆ ก็คือ ในทุกๆ
นาที จะมีจำนวนการบังคับข่มขืนเกิดขึ้นประมาณ 1.3 ราย
นอกจากนี้ ปัญหาการข่มขืนยังมีการศึกษาออกมาในแวดวงวิชาการทั่วโลก
ยกตัวอย่างเช่นงานศึกษาของกลุ่มองค์กรในองค์การสหประชาชาติที่มีชื่อ UN
Multi-Country Study on Men and Violence เองยังศึกษาถึงประเด็นดังกล่าว
โดยได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ชายรวมทั้งสิ้น 10,178 คนใน 6 ประเทศได้แก่
บังคลาเทศ จีน กัมพูชา อินโดนิเซีย ปาปัวนิวกีนี และศรีลังกา โดยถามผู้ชายที่เก็บข้อมูลเหล่านั้นว่า
เขาได้เคยทำการบังคับหรือใช้กำลังกับผู้หญิง (หรือผู้ชาย) คนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภรรยา
(หรือคู่ขา) ให้มีเพศสัมพันธ์กับตนหรือไม่ (ซึ่งในที่นี้อาจจะมีการล่วงละเมิดทางเพศจริงหรือไม่จริงก็ได้)
และเพราะเหตุใดจึงทำเช่นนั้น
ผลที่พบเป็นที่น่าตกใจว่าผู้ชายในประเทศที่สำรวจดังกล่าวมีพฤติกรรมที่เคยบังคับข่มขืนหรือล่วงละเมิดทางเพศในสัดส่วนที่สูงคือ
ร้อยละ 11.1 ในบังคลาเทศ, ร้อยละ 20.8 ในกัมพูชา, ร้อยละ 22.7 ในจีน, ร้อยละ 31.9
ในอินโดนิเซีย, และร้อยละ 60.7 ในปาปัวนิวกีนี หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยประมาณร้อยละ
24 ของกลุ่มผู้ชายที่สำรวจได้เคยทำการบังคับหรือใช้กำลังผู้หญิง (หรือผู้ชาย)
คนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภรรยา (หรือคู่ขา) ให้มีเพศสัมพันธ์กับตน
โดยยังพบว่าการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นกับกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุน้อย (ร้อยละ 42.7
ในช่วงอายุ 15-19 ปี และ ร้อยละ 35.2 ในช่วงอายุ 20-29 ปี ในขณะที่อายุ 30-50
ปีมีสัดส่วนเพียงแค่ร้อยละ 7.1 เท่านั้น)
นอกจากนี้
เมื่อถามถึงสาเหตุของการข่มขืน ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าสาเหตุมาจากการที่เขาคิดว่าเขามีสิทธิ์ที่จะข่มขืนได้
(Sexual
Entitlement) (ร้อยละ 73.3) รองลงมาได้แก่การข่มขืนเพื่อความบันเทิง
(ร้อยละ 58.7) การข่มขืนเพื่อล้างแค้น (ร้อยละ 37.9)
และการข่มขืนเพราะมีสาเหตุมาจากการเมาสุรา (ร้อยละ 27) นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่า
การข่มขืนยังมีโอกาสเกิดขึ้นกับคนที่มีฐานะยากจน มีการศึกษาต่ำ อยู่ในกลุ่มเพื่อที่เป็นนักเลง
และเคยเป็นเด็กที่มีปัญหาทางจิตใจ
แม้วงการวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์เองก็ได้มีการศึกษาถึงประเด็นการข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศด้วยเช่นเดียวกัน
โดยงานศึกษาที่ได้รับการอ้างถึงมากที่สุดก็คืองานศึกษาของ Gary Becker นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อว่า Crime and
Punishment: An Economic Approach โดยงานศึกษาดังกล่าวได้อธิบายถึงพฤติกรรมของอาชญากรโดยระบุว่า
จริงๆ แล้วอาชญากรก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการเป็นการเป็นตัวแทนทางเศรษฐศาสตร์ (Economic
Agent) ที่ต้องมีการวิเคราะห์ถึงต้นทุนและผลได้ (Cost-Benefit
Analysis) อยู่ตลอดเวลา และถ้าเราสามารถเข้าใจถึงพฤติกรรมดังกล่าวแล้ว
เราก็จะสามารถที่จะใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์นี้ในการป้องกันไม่ให้เกิดการก่ออาชญากรรม
ซึ่งรวมไปถึงการถูกข่มขืนและกระทำชำเลาได้ (Economics of Crime Prevention)
Becker ได้อธิบายว่าตัวอาชญากรเองจะทำการวิเคราะห์ผลได้ที่คาดหวัง
(Expected Benefit) ที่ตนจะได้รับจากการก่ออาชญากรรมมาเปรียบเทืยบกับต้นทุนหรือบทลงโทษที่คาดหวัง
(Expected Cost) จากการก่ออาชญากรรมนั้น โดยถ้าผลได้ที่คาดหวังในการก่ออาชญากรรมมีค่าสูง
(ต่ำ) กว่าต้นทุนที่คาดหวัง ก็แสดงว่าอาชญากรคนนั้นจะมีผลได้สุทธิ (Net
Gain) ในการประกอบอาชญากรรมที่เป็นบวก (เป็นลบ) ซึ่งจะเป็นแรงผลักให้เกิดการก่ออาชญากรรมเพิ่มขึ้น
(ลดลง) โดยผลได้/ต้นทุนที่คาดหวังในการก่ออาชญากรรมนี้เกิดจาก
ผลได้ที่คาดหวังของการก่ออาชญากรรม
=
ความเป็นไปได้ในการก่ออาชญากรรม
x ผลได้จากการก่ออาชญากรรม และ
ต้นทุนที่คาดหวังของการก่ออาชญากรรม
= ความเป็นไปได้ในการถูกจับกุม x บทลงโทษจากการก่ออาชญากรรมนั้นๆ
ดังนั้นในกรณีของการข่มขืนและกระทำชำเลา
ความเป็นไปได้ในการก่ออาชญากรรมได้แก่ความยากง่าย (หรือโอกาส)
ที่อาชญากรคนนั้นจะสามารถกระทำการข่มขืนผู้หญิง (ผู้ชาย) เช่นอาชญากรจะมีความเป็นไปได้ในการเลือกข่มขืนผู้หญิงผมยาวที่เดินคนเดียวในยามวิกาลมากกว่าผู้หญิงผมสั้นที่เดินทางมาเป็นกลุ่มในตอนกลางวัน
ในขณะที่ ผลได้ของการข่มขืนก็คือ “ความสุขที่อาชญากรได้รับจากการข่มขืนทางเพศ”
(หรืออาจจะมีผลประโยชน์ในรูปของตัวเงินจากทรัพย์สินติดมาด้วย)
ส่วนในด้านต้นทุน
ความเป็นไปได้ในได้รับการลงโทษจากการก่ออาชญากรรมเกิดจากความเป็นไปได้สูง/ต่ำที่อาชญากรคนนั้นจะถูกจับกุม
ในขณะที่ต้นทุน/บทลงโทษของการข่มขืนก็ขึ้นอยู่กับว่าการข่มขืนนั้นมีบทลงโทษที่รุนแรงเพียงใด
ดังนั้นแนวทางป้องกันการข่มขืนและกระทำชำเลาก็คือ
- การลดผลได้ที่คาดหวัง (Expected Benefits) ของอาชญากรในการก่อคดีข่มขืนลง อันได้แก่
- การลดโอกาสของการอาชญากรในการก่อคดีข่มขืน เช่น การที่สุภาพสตรีไม่ควรเดินคนเดียวในที่เปลี่ยว การที่หน่วยงานอย่างการรถไฟไม่อนญาตให้ขายสุรา การติดไฟในที่สาธารณะให้สว่าง เป็นต้น
- การลดผลได้จากการก่ออาชญากรรมจากการก่อคดีข่มขืน เช่น การแต่งตัวมิดชิดเพื่อให้ถอดยอก การไม่พกของมีค่า หรือการฝึกศิลปป้องกันตัว เป็นต้น
- การเพิ่มต้นทุนสุทธิของการข่มขืน อันได้แก่
- การเพิ่มความเป็นไปได้ของการจับกุมอาชญากร เช่น การเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ การออกตรวจตราพื้นที่ การติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อบันทึกภาพคนร้าย เป็นต้น
- การเพิ่มบทลงโทษแก่อาชญากรที่ก่อคดีข่มขืน เช่น การให้มีการประหารชีวิตจริง การไม่ให้มีการลดหย่อนโทษ การเพิ่มจำนวนปีการจำคุก เป็นต้น
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า
การประหารชีวิตในคดีฆ่าข่มขืนจึงเป็นเพียงมาตรการหนึ่งของการการเพิ่มบทลงโทษแก่อาชญากรที่ก่อคดีข่มขืนซึ่งอาจส่งผลทำให้ต้นทุนที่คาดเท่านั้น
แต่ไม่ได้เป็นเครื่องมือที่รับประกันว่าคดีการฆ่าข่มขืนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัญหาหนึ่งที่การก่อคดีข่มขืนอาจไม่ลดลงก็เนื่องมาจากการที่การก่อคดีข่มขืนนั้นแตกต่างจากการก่ออาชญากรรมประเภทอื่นๆ
ตรงที่ว่า การก่ออาชญากรรมประเภทข่มขืนมักเกิดจากความต้องการชั่ววูบ (Instant
Gratification) ของอาชญากรคนนั้นซึ่งอาจจะไม่ได้มีการวางแผนในการข่มขืนไว้ล่วงหน้า
ซึ่งแตกต่างจากอาชญากรรมประเภทลักขโมยหรือค้ายาเสพติดที่มักมีการวางแผนล่วงหน้ายาว
ดังนั้นการพยายามลดโอกาสของการอาชญากรในการก่อคดีข่มขืนจึงเป็นเรื่องที่ยากกว่าการลดโอกาสในการก่อคดีอาชญากรรมประเภทอื่นๆ มาตรการการเพิ่มบทลงโทษแก่อาชญากรที่ก่อคดีข่มขืนให้ได้รับโทษประหารชีวิตจึงอาจจะไม่สามารถเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาเพียงพอเนื่องจากตัวอาชญากรอาจถูกผลักดันด้วยควมต้องการชั่ววูบมากกว่าที่จะใตร่ตรองอย่างมีเหตุผลถึงบทลงโทษดังกล่าว
ดังนั้นการพยายามลดโอกาสของการอาชญากรในการก่อคดีข่มขืนจึงเป็นเรื่องที่ยากกว่าการลดโอกาสในการก่อคดีอาชญากรรมประเภทอื่นๆ มาตรการการเพิ่มบทลงโทษแก่อาชญากรที่ก่อคดีข่มขืนให้ได้รับโทษประหารชีวิตจึงอาจจะไม่สามารถเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาเพียงพอเนื่องจากตัวอาชญากรอาจถูกผลักดันด้วยควมต้องการชั่ววูบมากกว่าที่จะใตร่ตรองอย่างมีเหตุผลถึงบทลงโทษดังกล่าว
ดังนั้นด้วยปัจจัยที่ยากที่จะคาดเดาดังกล่าวข้างต้น
จึงต้องเป็นหน้าที่ของผู้หญิง
(รวมถึงผู้ชาย) ที่สามารถใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ได้อธิบายข้างต้นในการลดผลได้ที่อาชญากรจะได้รับการข่มขืนได้
ไม่ว่าจะเป็น การแต่งกายให้มิดชิดขึ้น การไม่ปล่อยผมยาว การไม่พกพาทรัพย์สินที่มีค่ามากติดตัว
พร้อมไปกับการลดความน่าจำเป็นในการก่ออาชญากรรมจากการ
เลือกที่จะไม่เดินเข้าซอยเปรี่ยวคนเดียว โทรศัพท์ให้คนที่บ้านมารอรับหน้าปากซอย
หรือพกพาอาวุธหรือเครื่องป้องกัน เช่นเสปรย์น้ำตา ติดตัวบ้าง เพื่อที่อย่างน้อยมาตรการการป้องกันตัวจากเหตุการณ์ดังกล่าว
อย่างไรก็ดี
คดีฆ่าข่มขืนบนรถไฟที่เพิ่งเกิดนั้นคงไม่ใช่คดีสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย
คดีนี้เป็นอีกคดีหนึ่งที่เปรียบเสมือนกับไฟไหม้ฟาง ร้อนแรงเป็นกระแสและก็จะถูกลืมหายไป
พร้อมกับมีข่าวใหม่ๆ เกิดขึ้นเข้ามาทดแทน
