27 กรกฎาคม 2557

เศรษฐศาสตร์เพื่อป้องกัน “การถูกข่มขืน” (Economics of Rape Prevention)










เหตุการณ์ฆ่าข่มขืนเด็กผู้หญิงวัย 13 ปี ที่เกิดขึ้นในตู้รถไฟ เมื่อเดือนที่ผ่านมาเป็นอีกหนึ่งคดีสะเทือนขวัญที่จุดประเด็นทางสังคมที่ต้องการให้นักโทษในคดีฆ่าข่มขืนได้รับโทษสูงสุดซึ่งก็คือโทษประหารชีวิต (อันนี้ยังไม่รวมประเด็นในเรื่องของการบริหารจัดการการรถไฟแห่งประเทศไทย) โดยคาดหวังว่าโทษที่รุนแรงดังกล่าวจะช่วยให้ (ว่าที่) อาชญากรจะก่อปัญหาการข่มขืนลดน้อยลง

ไม่เฉพาะแต่เพียงในประเทศไทย การข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศเป็นอีกคดีหนึ่งที่เกิดขึ้นในทุกประเทศทั่วโลก โดยจากตัวเลขทางสถิติในแต่ละปีจะมีจำนวนการบังคับข่มขืนเฉลี่ยประมาณ 683,000 ราย ซึ่งคิดเป็น 56,916 รายต่อเดือน หรือ 1,897 รายต่อวัน หรือคิดง่ายๆ ก็คือ ในทุกๆ นาที จะมีจำนวนการบังคับข่มขืนเกิดขึ้นประมาณ 1.3 ราย



นอกจากนี้ ปัญหาการข่มขืนยังมีการศึกษาออกมาในแวดวงวิชาการทั่วโลก ยกตัวอย่างเช่นงานศึกษาของกลุ่มองค์กรในองค์การสหประชาชาติที่มีชื่อ UN Multi-Country Study on Men and Violence เองยังศึกษาถึงประเด็นดังกล่าว โดยได้ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างผู้ชายรวมทั้งสิ้น 10,178 คนใน 6 ประเทศได้แก่ บังคลาเทศ จีน กัมพูชา อินโดนิเซีย ปาปัวนิวกีนี และศรีลังกา โดยถามผู้ชายที่เก็บข้อมูลเหล่านั้นว่า เขาได้เคยทำการบังคับหรือใช้กำลังกับผู้หญิง (หรือผู้ชาย) คนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภรรยา (หรือคู่ขา) ให้มีเพศสัมพันธ์กับตนหรือไม่ (ซึ่งในที่นี้อาจจะมีการล่วงละเมิดทางเพศจริงหรือไม่จริงก็ได้) และเพราะเหตุใดจึงทำเช่นนั้น

ผลที่พบเป็นที่น่าตกใจว่าผู้ชายในประเทศที่สำรวจดังกล่าวมีพฤติกรรมที่เคยบังคับข่มขืนหรือล่วงละเมิดทางเพศในสัดส่วนที่สูงคือ ร้อยละ 11.1 ในบังคลาเทศ, ร้อยละ 20.8 ในกัมพูชา, ร้อยละ 22.7 ในจีน, ร้อยละ 31.9 ในอินโดนิเซีย, และร้อยละ 60.7 ในปาปัวนิวกีนี หรือคิดเป็นค่าเฉลี่ยประมาณร้อยละ 24 ของกลุ่มผู้ชายที่สำรวจได้เคยทำการบังคับหรือใช้กำลังผู้หญิง (หรือผู้ชาย) คนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ภรรยา (หรือคู่ขา) ให้มีเพศสัมพันธ์กับตน โดยยังพบว่าการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นกับกลุ่มตัวอย่างที่มีอายุน้อย (ร้อยละ 42.7 ในช่วงอายุ 15-19 ปี และ ร้อยละ 35.2 ในช่วงอายุ 20-29 ปี ในขณะที่อายุ 30-50 ปีมีสัดส่วนเพียงแค่ร้อยละ 7.1 เท่านั้น)


นอกจากนี้ เมื่อถามถึงสาเหตุของการข่มขืน ผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าสาเหตุมาจากการที่เขาคิดว่าเขามีสิทธิ์ที่จะข่มขืนได้ (Sexual Entitlement) (ร้อยละ 73.3) รองลงมาได้แก่การข่มขืนเพื่อความบันเทิง (ร้อยละ 58.7) การข่มขืนเพื่อล้างแค้น (ร้อยละ 37.9) และการข่มขืนเพราะมีสาเหตุมาจากการเมาสุรา (ร้อยละ 27) นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่า การข่มขืนยังมีโอกาสเกิดขึ้นกับคนที่มีฐานะยากจน มีการศึกษาต่ำ อยู่ในกลุ่มเพื่อที่เป็นนักเลง และเคยเป็นเด็กที่มีปัญหาทางจิตใจ



 แม้วงการวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์เองก็ได้มีการศึกษาถึงประเด็นการข่มขืนและล่วงละเมิดทางเพศด้วยเช่นเดียวกัน โดยงานศึกษาที่ได้รับการอ้างถึงมากที่สุดก็คืองานศึกษาของ Gary Becker นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อว่า Crime and Punishment: An Economic Approach โดยงานศึกษาดังกล่าวได้อธิบายถึงพฤติกรรมของอาชญากรโดยระบุว่า จริงๆ แล้วอาชญากรก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของการเป็นการเป็นตัวแทนทางเศรษฐศาสตร์ (Economic Agent) ที่ต้องมีการวิเคราะห์ถึงต้นทุนและผลได้ (Cost-Benefit Analysis) อยู่ตลอดเวลา และถ้าเราสามารถเข้าใจถึงพฤติกรรมดังกล่าวแล้ว เราก็จะสามารถที่จะใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์นี้ในการป้องกันไม่ให้เกิดการก่ออาชญากรรม ซึ่งรวมไปถึงการถูกข่มขืนและกระทำชำเลาได้ (Economics of Crime Prevention)


Becker ได้อธิบายว่าตัวอาชญากรเองจะทำการวิเคราะห์ผลได้ที่คาดหวัง (Expected Benefit) ที่ตนจะได้รับจากการก่ออาชญากรรมมาเปรียบเทืยบกับต้นทุนหรือบทลงโทษที่คาดหวัง (Expected Cost) จากการก่ออาชญากรรมนั้น โดยถ้าผลได้ที่คาดหวังในการก่ออาชญากรรมมีค่าสูง (ต่ำ) กว่าต้นทุนที่คาดหวัง ก็แสดงว่าอาชญากรคนนั้นจะมีผลได้สุทธิ (Net Gain) ในการประกอบอาชญากรรมที่เป็นบวก (เป็นลบ) ซึ่งจะเป็นแรงผลักให้เกิดการก่ออาชญากรรมเพิ่มขึ้น (ลดลง) โดยผลได้/ต้นทุนที่คาดหวังในการก่ออาชญากรรมนี้เกิดจาก


ผลได้ที่คาดหวังของการก่ออาชญากรรม = ความเป็นไปได้ในการก่ออาชญากรรม  x ผลได้จากการก่ออาชญากรรม และ



ต้นทุนที่คาดหวังของการก่ออาชญากรรม = ความเป็นไปได้ในการถูกจับกุม x บทลงโทษจากการก่ออาชญากรรมนั้นๆ


ดังนั้นในกรณีของการข่มขืนและกระทำชำเลา ความเป็นไปได้ในการก่ออาชญากรรมได้แก่ความยากง่าย (หรือโอกาส) ที่อาชญากรคนนั้นจะสามารถกระทำการข่มขืนผู้หญิง (ผู้ชาย) เช่นอาชญากรจะมีความเป็นไปได้ในการเลือกข่มขืนผู้หญิงผมยาวที่เดินคนเดียวในยามวิกาลมากกว่าผู้หญิงผมสั้นที่เดินทางมาเป็นกลุ่มในตอนกลางวัน ในขณะที่ ผลได้ของการข่มขืนก็คือ “ความสุขที่อาชญากรได้รับจากการข่มขืนทางเพศ” (หรืออาจจะมีผลประโยชน์ในรูปของตัวเงินจากทรัพย์สินติดมาด้วย)

ส่วนในด้านต้นทุน ความเป็นไปได้ในได้รับการลงโทษจากการก่ออาชญากรรมเกิดจากความเป็นไปได้สูง/ต่ำที่อาชญากรคนนั้นจะถูกจับกุม ในขณะที่ต้นทุน/บทลงโทษของการข่มขืนก็ขึ้นอยู่กับว่าการข่มขืนนั้นมีบทลงโทษที่รุนแรงเพียงใด

ดังนั้นแนวทางป้องกันการข่มขืนและกระทำชำเลาก็คือ
  1. การลดผลได้ที่คาดหวัง (Expected Benefits) ของอาชญากรในการก่อคดีข่มขืนลง อันได้แก่
    1. การลดโอกาสของการอาชญากรในการก่อคดีข่มขืน เช่น การที่สุภาพสตรีไม่ควรเดินคนเดียวในที่เปลี่ยว การที่หน่วยงานอย่างการรถไฟไม่อนญาตให้ขายสุรา การติดไฟในที่สาธารณะให้สว่าง เป็นต้น
    2. การลดผลได้จากการก่ออาชญากรรมจากการก่อคดีข่มขืน เช่น การแต่งตัวมิดชิดเพื่อให้ถอดยอก การไม่พกของมีค่า หรือการฝึกศิลปป้องกันตัว เป็นต้น
  2. การเพิ่มต้นทุนสุทธิของการข่มขืน อันได้แก่
    1. การเพิ่มความเป็นไปได้ของการจับกุมอาชญากร เช่น การเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ การออกตรวจตราพื้นที่ การติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อบันทึกภาพคนร้าย เป็นต้น
    2. การเพิ่มบทลงโทษแก่อาชญากรที่ก่อคดีข่มขืน เช่น การให้มีการประหารชีวิตจริง การไม่ให้มีการลดหย่อนโทษ การเพิ่มจำนวนปีการจำคุก เป็นต้น
ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การประหารชีวิตในคดีฆ่าข่มขืนจึงเป็นเพียงมาตรการหนึ่งของการการเพิ่มบทลงโทษแก่อาชญากรที่ก่อคดีข่มขืนซึ่งอาจส่งผลทำให้ต้นทุนที่คาดเท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นเครื่องมือที่รับประกันว่าคดีการฆ่าข่มขืนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยปัญหาหนึ่งที่การก่อคดีข่มขืนอาจไม่ลดลงก็เนื่องมาจากการที่การก่อคดีข่มขืนนั้นแตกต่างจากการก่ออาชญากรรมประเภทอื่นๆ ตรงที่ว่า การก่ออาชญากรรมประเภทข่มขืนมักเกิดจากความต้องการชั่ววูบ (Instant Gratification) ของอาชญากรคนนั้นซึ่งอาจจะไม่ได้มีการวางแผนในการข่มขืนไว้ล่วงหน้า ซึ่งแตกต่างจากอาชญากรรมประเภทลักขโมยหรือค้ายาเสพติดที่มักมีการวางแผนล่วงหน้ายาว

ดังนั้นการพยายามลดโอกาสของการอาชญากรในการก่อคดีข่มขืนจึงเป็นเรื่องที่ยากกว่าการลดโอกาสในการก่อคดีอาชญากรรมประเภทอื่นๆ มาตรการการเพิ่มบทลงโทษแก่อาชญากรที่ก่อคดีข่มขืนให้ได้รับโทษประหารชีวิตจึงอาจจะไม่สามารถเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาเพียงพอเนื่องจากตัวอาชญากรอาจถูกผลักดันด้วยควมต้องการชั่ววูบมากกว่าที่จะใตร่ตรองอย่างมีเหตุผลถึงบทลงโทษดังกล่าว
ดังนั้นด้วยปัจจัยที่ยากที่จะคาดเดาดังกล่าวข้างต้น จึงต้องเป็นหน้าที่ของผู้หญิง (รวมถึงผู้ชาย) ที่สามารถใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่ได้อธิบายข้างต้นในการลดผลได้ที่อาชญากรจะได้รับการข่มขืนได้ ไม่ว่าจะเป็น การแต่งกายให้มิดชิดขึ้น การไม่ปล่อยผมยาว การไม่พกพาทรัพย์สินที่มีค่ามากติดตัว พร้อมไปกับการลดความน่าจำเป็นในการก่ออาชญากรรมจากการ เลือกที่จะไม่เดินเข้าซอยเปรี่ยวคนเดียว โทรศัพท์ให้คนที่บ้านมารอรับหน้าปากซอย หรือพกพาอาวุธหรือเครื่องป้องกัน เช่นเสปรย์น้ำตา ติดตัวบ้าง เพื่อที่อย่างน้อยมาตรการการป้องกันตัวจากเหตุการณ์ดังกล่าว


อย่างไรก็ดี คดีฆ่าข่มขืนบนรถไฟที่เพิ่งเกิดนั้นคงไม่ใช่คดีสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย คดีนี้เป็นอีกคดีหนึ่งที่เปรียบเสมือนกับไฟไหม้ฟาง ร้อนแรงเป็นกระแสและก็จะถูกลืมหายไป พร้อมกับมีข่าวใหม่ๆ เกิดขึ้นเข้ามาทดแทน