ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงของกระแสของการปฏิรูป
และในบรรดากลุ่มการปฏิรูปในด้านต่างๆ นั้น “การปฏิรูปทางการศึกษา” (Education
Reform) เป็นด้านที่มีผู้ให้ความสนใจมากที่สุด (โดยสังเกตได้จากจำนวนผู้เข้าสมัครเป็นกรรมการสภาปฏิรูปที่ผ่านมา)
โดยสาเหตุหลักๆ น่าจะเกิดจากความเป็นห่วงเป็นใยของคนในสังคมที่เห็นว่าตัวชี้วัดทางด้านคุณภาพการศึกษาไทย
(ไม่ว่าจะเป็นตัวชี้วัดจากคะแนนมาตรฐานหรือจากคุณภาพบัณฑิตที่จบไป) ต่างก็มีแนวโน้มที่แย่ลงอย่างต่อเนื่อง
งานศึกษาวิชาการส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับการปฏิรูปในระบบการศึกษาภาคบังคับ
อย่างการศึกษาขั้นพื้นฐานและอุดมศึกษาเป็นสำคัญ โดยงานวิจัยหนึ่งที่นักเศรษฐศาสตร์การศึกษา
(Education
Economics) มักนิยมใช้ในการประเมินความสำคัญของการศึกษาก็คือ
“การคำนวณหาอัตราผลตอบแทนของการศึกษา (Rate of Return in Education) โดยทำการประเมินหาว่าการศึกษาในแต่ละขั้นจะสร้างโอกาสในการหารายได้ของบุคคลคนนั้น(Private
Return) ได้มากน้อยเพียงใด โดยผลการศึกษาทั้งหมดต่างระบุตรงกันว่า “การลงทุนทางการศึกษาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า”เมื่อเปรียบเทียบกับเงินที่ต้องจ่ายไปในช่วงที่เข้ารับการศึกษา
(เช่น ค่าเทอม ค่าหนังสือ ค่าเดินทาง ค่าเครื่องแบบ
รวมไปถึงค่าเสียโอกาสในการออกจากโรงเรียนเพื่อมาทำงาน) และเงินเดือนที่ได้รับตลาดอายุการทำงานเมื่อคนเหล่านั้นมีการศึกษาที่สูงขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลอย่างเจมส์
เฮกแมน(James
Heckman) ได้ระบุว่า ถ้าเปรียบเทียบกับการศึกษาทุกระดับชั้นและให้ข้อคิดเห็นว่า
การศึกษาในระดับอนุบาล (หรือระดับปฐมวัย) เป็นระดับการศึกษาที่ให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุด
โดยเฉพาะผลตอบแทนในทางสังคม (Social Benefit) เช่น
นอกจากจะมีรายได้ที่สูงขึ้นแล้ว
เด็กที่จบจากชั้นอนุบาลยังมีแนวโน้มของการมีทักษะในการควบคุมอารมณ์ที่ดี
มีความสามารถในการหลีกเลี่ยงจากปัญหาทางสังคมและจากภัยอันตรายต่างๆ เป็นต้น
โดยงานศึกษาจำนวนมากในต่างประเทศพบว่า ผลตอบแทนดังกล่าวมีค่าสูงถึง 16-18 เท่า ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นการลงทุนที่มีผลตอบแทนสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการลงทุนในทุกๆ
ประเภท
งานวิจัยชิ้นล่าสุดของผมที่มีชื่อว่า
“เศรษฐศาสตร์การศึกษาปฐมวัย”
ซึ่งเป็นโครงการวิจัยที่ได้รับทุนจากปัญญาสมาพันธ์เพื่อการวิจัยความเห็นสาธารณะแห่งประเทศไทย
ภายใต้การสนับสนุนของซีพี ออลล์(CP
All)ได้ประเมินผลตอบแทนในระยะยาวของการศึกษาอนุบาลโดยใช้ข้อมูลของประเทศไทยพบว่า
การลงทุนในการศึกษาอนุบาลเป็นการสร้างผลได้ในระยะยาว
(Long-Term Benefit) ที่สูงและมีความคุ้มค่าโดยงานศึกษาใช้ข้อมูลรายนักเรียนจากโครงการการสำรวจสมรรถนะการศึกษานานาชาติ
(หรือโครงการ PISA) เพื่อประมาณการผลได้ระยะยาวของการศึกษาในระดับอนุบาลต่อผลสัมฤทธิ์ทางสติปัญญาของเด็กในอนาคต
ผลการศึกษาพบว่า นักเรียนที่ผ่านการศึกษาในระดับปฐมวัยจะมีค่าคะแนนของผลการสอบ
(ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 หรือเมื่อเด็กคนนั้นมีอายุ 15 ปี) ทางด้านการอ่าน(Reading) วิทยาศาสตร์(Science) และคณิตศาสตร์(Mathmatics)
เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 5.2, ร้อยละ 5.4, และร้อยละ 6.7 ตามลำดับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
(เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่ไม่สำเร็จการเรียนอนบาล) นอกจากนี้เมื่อจำแนกตามสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้เรียนพบว่า
นักเรียนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนถึงปานกลางจะเป็นกลุ่มนักเรียนที่จะได้รับผลได้ในระยะยาวจากการเข้าศึกษาในระดับปฐมวัยมากที่สุด
อย่างไรก็ดี
เนื่องจากการศึกษาในระดับอนุบาลของประเทศไทยยังไม่ใช่การศึกษาภาคบังคับ
(โดยถึงแม้จะเป็นการศึกษาฟรีก็ตาม) ดังนั้นจึงมีเด็กไทยจำนวนมากไม่ได้ผ่านการเรียนในระดับอนบาล
โดยปัจจุบันอัตราการลงทะเบียน (Gross
Enrollment Rate) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 78 เท่านั้น การส่งลูกเข้าเรียนในระดับดังกล่าวจึงเป็นทางเลือกของครอบครัวเป็นหลัก
โดยครอบครัวที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีก็จะมีแนวโน้มในการส่งลูกเข้าเรียนมากกว่าครอบครัวที่มีฐานะยากจน
จุดหนึ่งที่น่าสนใจในงานวิจัยนี้พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อโอกาสในการเรียนอนุบาลมากที่สุดกลับเป็น
“ระดับการศึกษาของแม่” โดยแม่ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไป
ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
และในระดับประถมศึกษาจะส่งลูกเข้าเรียนในระดับปฐมวัยมากกว่ามารดาที่ไม่ได้จบการศึกษาใดๆ
เลยอยู่ร้อยละ 7.9, ร้อยละ 5.3, ร้อยละ 2.26, และร้อยละ 3.31 ตามลำดับ ความรู้ของแม่มีบทบาทอย่างสูงต่อการเลี้ยงดูลูก
และให้ความสำคัญกับการศึกษาของลูก โดยความน่าจำเป็นที่จะได้เรียนในระดับชั้นปฐมวัยจะยิ่งจะสูงขึ้นถ้าเด็กนักเรียนคนนั้นมีพ่อที่มีการศึกษาสูง
และอาศัยอยู่พร้อมหน้ากันทั้งพ่อและแม่
งานศึกษานี้ยังคงสนับสนุนว่า
นอกจากการให้การศึกษาแบบถ้วนหน้า(Universal) แล้ว
ภาครัฐยังควรจัดระบบการศึกษาพิเศษโดยกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Target Group for
Special Education) ให้เน้นในกลุ่มเด็กที่มีฐานะยากจน
เด็กที่อาศัยอยู่ห่างไกล หรือเด็กที่ถูกทิ้งให้อยู่กับปู่ย่าตายายในชนบท (Left-Behind
Children) ให้ได้รับโอกาสเข้าศึกษาในระดับอนุบาลนี้ให้มากขึ้น
ทั้งนี้รูปแบบการให้บริการอาจขึ้นอยู่กับบริบทในแต่ละสังคมและชุมชน เช่น
ภาครัฐอาจมอบหมายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่ในการเป็นผู้ให้บริการ
(โดยพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาอนุบาลในองค์กรดังกล่าว)
หรืออาจร่วมมือกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (Nonprofit Organization) ในการเข้าไปช่วยจัดการศึกษาพิเศษนอกห้องเรียน จัดหาครูอาสาเข้ามาช่วยสอน
รวมถึงยังสามารถร่วมมือกับบริษัทหรือองค์กรเอกชนให้มีการจัดการเรียนการสอนพิเศษในระดับชั้นปฐมวัยในที่ทำงานของพ่อแม่
เป็นต้นทั้งนี้
โครงการพิเศษดังกล่าวนอกจากจะช่วยพัฒนาทักษะแก่เด็กเหล่านั้นได้แล้วยังเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยเช่นเดียวกัน
