24 พฤศจิกายน 2557

ทำไมระบบการศึกษาไทยจึงให้ความสำคัญเพียงใบปริญญา???



อุดมศึกษามีบทบาทสำคัญต่อการผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถออกสู่ตลาดแรงงาน โดยหน้าที่สำคัญนั้นต้องให้แน่ใจว่า บัณฑิตเหล่านั้นจะ 1) มีทักษะทั่วไป (General Skill) ที่พร้อมสำหรับการทำงานต่างๆ  เช่นทักษะการคำนวณ ทักษะทางด้านภาษา และทักษะทางด้านคอมพิวเตอร์, 2) มีทักษะทางวิชาชีพ (Professional Skills) ที่พร้อมที่จะทำงานในสาขาที่จบออกมา เช่น วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ นักกฎหมาย สถาปนิก เป็นต้น และ 3) มีทักษะทางปัญญาอื่นๆ เช่น มีคุณธรรมจริยธรรม ความสามารถในการทำงานเป็นทีม มีความคิดสร้างสรรค์ และมีความมุ่งมั่น (Non-Cognitive Skill)  โดยในการรับรองทักษะเหล่านั้น สถาบันการศึกษาก็จะจัดพิมพ์ "ใบปริญญา" (Diploma) เพื่อเป็นการส่งสัญญาณ (Signaling) ไปสู่ตลาดว่า นักศึกษาคนนี้ที่สำเร็จการศึกษาแล้วมีคุณภาพที่ดีพอและพร้อมที่จะทำงาน

อย่างไรก็ดี ในบทบาทของผมที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย (ที่สอนมาเป็นระยะเวลานานพอสมควร) สิ่งหนึ่งที่เราทุกคนเห็นได้ชัดก็คือ "ทักษะที่บัณฑิตเหล่านั้นถูกผลิตขึ้นในปัจจุบันอ่อนเต็มที" คุณภาพของนักเรียนนักศึกษาในปัจจุบันแย่ลงกว่าแต่ก่อนมาก เด็กมีความใฝ่รู้ที่จะได้องค์ความรู้จริงๆ ลดลง ไม่มีการเตรียมความพร้อมในการเรียน ไม่ได้มีการหาความรู้นอกห้องเรียนเพิ่มเติม และไม่ได้ใส่ใจว่าจะเรียนเพื่อเอาองค์ความรู้ไปทำอะไร จะสนใจหน่อยก็คือ คำถามไหนออกสอบบ้าง และออกกี่ข้ออะไรบ้าง ในขณะที่ผู้เรียน (ไม่ว่าจะเป็นทั้งระดับปริญญาตรี โท หรือเอก) กลับมาเรียนด้วยวัตถุประสงค์ของการได้รับใบปริญญาเป็นวัตถุประสงค์หลัก ในขณะที่ความรู้ที่ได้จากการเรียนเป็นวัตถุประสงค์รอง

แน่นอนว่า ปัญหาของการให้ความสำคัญเพียงใบปริญญานี้จะไปกล่าวโทษแต่ผู้เรียน (Demand Side) ก็คงไม่ได้ แต่ในฝั่งของผู้ผลิต (Supply Side) อย่างมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาเองก็เป็นอีกตัวการหนึ่งที่สร้างปัญหานี้ออกมาด้วยเช่นเดียวกัน จากคำกล่าวที่ว่า "ถ้าไม่มีผู้ขายก็ไม่มีผู้ซื้อ" การแข่งขันกันระหว่างมหาวิทยาลัยในปัจจุบันส่งผลทำให้เกิดการเปิดคณะและหลักสูตรใหม่ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก มหาวิทยาลัยทุกประเภทเน้นการเปิดการเรียนการสอนที่ไม่สอดคล้องกับ Core Value ของตัวเอง เช่นมหาวิทยาลัยวิจัยไปเปิดหลักสูตรปริญญาตรีภาคพิเศษต่างๆ ในขณะที่ควรจะให้อาจารย์ทำวิจัย ในขณะที่วิทยาลัยชุมชนจำนวนมากที่ควรจะเน้นการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์ในสังคมกลับไปเปิดหลักสูตรปริญญาปริญญาโท/เอกซึ่งคุณภาพของอาจารย์ผู้สอนเองก็ยังไม่พร้อม การแข่งขันและการสูญเสีย Core Value เหล่านี้จึงทำให้การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยเปรียบเสมือนกับการแข่งเร่งผลิตสินค้า (หรือปั๊มใบปริญญา) เพื่อที่จะเป็นผู้กินส่วนแบ่งทางการตลาดการศึกษา อันส่งผลทำให้คุณภาพของการศึกษาลดลงตามลำดับ   

ดังนั้นเมื่อผู้ขายสินค้า (Supplier) มีความต้องการขาย (โดยใส่ใจในคุณภาพลดลง) ในขณะที่ผู้ซื้อสินค้า (Consumer) เองก็ต้องการเรียนเพื่อให้ได้รับใบปริญญา (โดยไม่ได้สร้าง effort มากเพื่อจะให้ได้รับคุณภาพเหล่านั้นเท่าที่ควรเช่นกัน) ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่ดุลยภาพตลาดการอุดมศึกษาในประเทศไทย (Higher Education Market Equilibrium) จึงเต็ทไปด้วยใบปริญญาแต่ขาดซึ่งบัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถที่จะเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน ใบปริญญาที่พิมพ์ออกมาจึงเป็นเพียงกระดาษใบหนึ่งที่ลดความศักดิ์สิทธิ์ในตัวเองลง 

อย่างไรก็ดี ในส่วนตัวผมเห็นเพิ่มเติมว่า ไม่เฉพาะเพียงแต่ผู้ขายและผู้ซื้อ (การศึกษา) เท่านั้นที่เป็นสาเหตุที่ทำให้คุณภาพบัณฑิตตกต่ำ แต่นายจ้าง/ผู้ว่าจ้างก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องร่วมรับผิดชอบด้วยเช่นเดียวกัน  สาเหตุเนื่องจากในปัจจุบันที่การจ่ายเงินเดือนในตลาดแรงงานไทย (โดยเฉพาะในส่วนราชการ) ยังเป็น "การจ่ายตามวุฒิการศึกษา" แต่ไม่ใช่เป็นการ "จ่ายตามทักษะ" โดยสมมติง่ายๆ ว่ามีบัณฑิตคนหนึ่งจบปริญญาตรีเข้าทำงานสายราชการแห่งหนึ่ง เงินเดือนที่ได้รับเริ่มต้นจะเป็นฐานเงินเดือนในระดับปริญญาตรีในสายราชการ พอทำงานไปเงินเดือนก็ได้ปรับขึ้นทุกๆ ปี แต่ทั้งนี้ พอมีเด็กจบใหม่คนหนึ่งเข้ามาทำงานจบปริญญาโท (หรือปริญญาเอก) ผลปรากฎก็คือ เด็กคนนั้นกลับได้เงินเดือนที่สูงกว่าเราที่ทำงานมานาน ทักษะที่เรียนรู้จากการทำงานถูกตีมูลค่าต่ำกว่าวุฒิการศึกษาที่เด็กคนนั้นเรียนจบมา ดังนั้นถ้าถามย้อนกลับไป ถ้าเราจะต้องเลือกที่จะเข้าทำงานที่บริษัทนี้ เราควรที่จะเข้าทำงานตอนปริญญาตรีดี หรือเรียนๆ ไปก่อนให้ได้วุฒิปริญญาสูงขึ้นและค่อยสมัครเพื่ออัพเงินเดือน

ในขณะที่การจ่ายเงินเดือนในต่างประเทศจะแตกต่างจากบ้านเรา ประเทศที่พัฒนาแล้ว จะให้ความสำคัญกับการจ่ายเงินเดือน "ตามทักษะและตามความรู้ความสามารถ" มากกว่าตามวุฒิ ยกตัวอย่างเช่น มีบัณฑิตที่จบในสายอาชีวะสาขาการเชื่อม เข้าทำงานในโรงงานจนกระทั่งมีความชำนาญเป็นช่างเชื่อมที่มีความรู้ความสามารถ ตลาดแรงงานในต่างประเทศจะให้ช่างเชื่อมคนนี้ได้รับเงินเดือนไม่ต่ำกว่าพวกที่จบปริญญาตรีหรือโทที่ไม่มีความสามารถเท่า และถ้าชำนาญมากๆ ช่างเชื่อมคนนี้จะได้สามารถเทียบคุณวุฒิได้ถึงในระดับศาสตราจารย์ (สาขาการเชื่อม) ได้เลยทีเดียว

จากข้อมูลจากการสำรวจสภาวะการทำงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ (รูปข้างล่าง) แรงงานไทยที่จบในระดับสูงขึ้นจะได้รับค่าจ้างที่สูงขึ้น แต่แรงงานที่จบในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทจะได้รับค่าจ้างที่เพิ่มสูงกว่าระดับอื่นๆ เป็นอย่างมาก ในขณะที่ระดับการศึกษาที่ขาดแคลนอย่างอาชีวะศึกษากลับไม่ได้รับค่าตอบแทนที่สูง (หรือจ่ายตามทักษะ) ตามความขาดแคลนที่เกิดขึ้นนั้น

ตามแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อว่า คนเราจะตัดสินใจจากระบบแรงจูงใจที่เกิดขึ้น (People are driven by incentives) ดังนั้นถ้าแรงจูงใจในการได้รับเงินเดือนที่สูงขึ้นมาจาก "การมีใบปริญญา" ไม่ใช่การมีทักษะ จึงไม่น่าแปลกใจที่ผู้เรียนจะมุ่งในการเรียนเพื่อให้ได้รับใบปริญญาตรี (โทหรือเอก) เป็นสำคัญ และไม่น่าแปลกใจว่าทำไมสายอาชีวะศึกษาถึงมีคนเรียนจบมาน้อยลงเรื่อยๆ


ดังนั้น ช่องทางหนึ่งในการช่วยพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศก็คือ ภาคนายจ้างควรให้ความสำคัญต่อการจ่ายเงินเดือนตามทักษะของแรงงานมากขึ้น และลดความสำคัญของวุฒิการศึกษาลง เพื่อให้เกิดความยุติธรรมแก่บัณฑิตที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง และทำให้การเรียนการสอนเป็นการเน้นที่คุณภาพมากกว่าใบปริญญา ไม่เช่นนั้นผู้ที่จะต้องรับเคราะห์กรรมจากปัญหาใบปริญญาล้นเมืองนี้ก็จะเป็นตัวบัณฑิตเองที่หลงไปเรียนอะไรที่ไม่มีคุณภาพ ได้ปริญญามา แต่ปรากฏว่าหางานทำไม่ได้ (หรือยอมทำงานที่ต่ำกว่าคุณวุฒิของตน)