28 ตุลาคม 2557

แจกเงินให้ชาวนา (แบบมีเงื่อนไข)

นโยบายแจกเงินให้แก่ชาวนาจำนวน 3.5 ล้านครัวเรือในวงเงินไม่เกินไร่ละ 1,000 บาท (แต่ไม่เกิน 15,000 บาทหรือ 15 ไร่) ได้รับการอนุมัติจ่ายเงินก้อนแรกไปแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า นโยบายแบบเร็วติดจรวดนี้ได้รับการถกเถียงมากพอสมควร ไม่ว่าจะเป็น ทำไมต้อง 1,000 บาทต่อไร่ มีสูตรการคำนวณหรือตรรกะการคิดมาอย่างไร ทำไมต้องแจกเฉพาะชาวนาในขณะที่จริงๆ แล้วประเทศไทยมีคนจนอยู่ในหลากหลายอาชีพเงินก้อนนี้จะตกไปสู่ชาวนาที่ยากจนจริงๆ หรือ (หรือจะเป็นเพียงเฉพาะเจ้าของที่ดินที่ได้รับ) นโยบายนี้เป็นนโยบายประชานิยมหรือไม่ และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างที่รัฐบาลกล่าวอ้างจริงหรือ




ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะระบุออกมาแล้วว่า นโยบายนี้ “ไม่ใช่นโยบายประชานิยม” แต่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจก็ตาม  แต่วงเงิน 40,000 ล้านบาทก็เป็นวงเงินที่ไม่น้อยที่ภาครัฐน่าจะต้องให้แน่ใจว่าการแจกเงินก้อนนี้ควรจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด จริงๆ แล้วนโยบายการแจกเงินให้กับประชาชน (Cash Transfer) ไม่ใช่นโยบายที่แปลกใหม่อะไร แต่เป็นนโยบายที่ได้มีการกระทำมาแล้วในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ซึงโดยส่วนใหญ่ล้วนต่างเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีงบประมาณจำกัด

แต่สิ่งที่โครงการการแจกเงินในต่างประเทศแตกต่างจากโครงการการแจกเงินให้ชาวนาแบบบ้านเราก็คือ การแจกเงินในต่างประเทศมักจะเป็น “การแจกเงิน (ช่วยเหลือ) แบบมีเงื่อนไข” (Conditional Cash Transfer หรือ CCT) ซึ่งเป็นรูปแบบที่แจกเงินสดให้แก่ครอบครัวยากจน(Poor Household) ที่ผ่านเกณฑ์ประเมิน โดยมีการตั้งเงื่อนไขแก่ผู้รับเงินในการได้รับสิทธิดังกล่าว ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เงื่อนไขเหล่านั้นจะเป็นเงื่อนไขที่เน้นการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Development)  เป็นหลัก เช่น ครัวเรือนต้องพาเด็กอ่อนไปตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอต้องพาเด็กไปรับวัคซีนหรือต้องส่งลูกไปเรียนหนังสือและผ่านการศึกษาในระดับชั้นที่กำหนด เป็นต้น

ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ (Efficiency) การกำหนด “กลุ่มเป้าหมาย” ผู้ที่สมควรจะได้รับเงินเป็นเรื่องที่สำคัญมาก (Targeting) ซึ่งจำเป็นต้องใช้หลักการคำนวณทางวิชาการที่เชื่อถือได้ ซึ่งมีหลากหลายวิธีขึ้นอยู่กับว่าวิธีใดจะเหมาะกับบริบทของประเทศนั้นๆ เช่นวิธีการ Mean-Testคำนวณระดับรายได้ขั้นต่ำ,Community-Based Targeting, กำหนดว่าจ่ายเฉพาะผู้หญิงที่มีลูก, หรือแบบUniversal เป็นต้น)

หลังจากได้กลุ่มเป้าหมายแล้ว อีกกระบวนการหนึ่งที่จำเป็นสำหรับการทำ CCT ก็คือ  “การติดตามและประเมินผล” (Monitoring and Evaluationหรือ M&E) เพื่อดูว่าการจ่ายเงินนี้ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย (ที่มีฐานะยากจน) ที่กำหนดไว้หรือไม่ สามารถช่วยลดความยากจนและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจได้จริงหรือไม่ และกลุ่มเป้าหมายมีการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้หรือไม่

โครงการการแจกเงิน (ช่วยเหลือ) แบบมีเงื่อนไข(CCT) นี้มีการทำส่วนใหญ่ในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา โดยทำครั้งแรกที่ประเทศบราซิลในชื่อโครงการ BolsaFamiliaในช่วงต้นปี 1990 และขยายมาสู่ชิลี(โครงการ Solidario) เม็กซิโก (โครงการ Oportunidades) กัวเตมาลา (โครงการ Mi Familia Progresa) นิคารากัว(โครงการ FISE) ปานามา (โครงการ Red de Oportunidades) โคลัมเบีย (โครงการ Familiasen Acción) ฮอนดูรัส (โครงการ PRAF II) จาไมก้า(โครงการ PATH) อินโดนิเซีย (โครงการ NasionalPemberdayaanMasyarakat) ฟิลิปปินส์ (โครงการ Pantawid Pamilyang Pilipino Program) เปรู (โครงการ Juntos) ตุรกี (โครงการ SartlıNakitTransferi) อียิปต์ (โครงการ Minhet El-Osra) และกัมพูชา (โครงการ Cambodia Education Sector Support Project)

งานศึกษาวิจัยจำนวนมากได้ทำการประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการ CCT ข้างต้นและพบว่าการจ่ายเงินแบบมีเงื่อนไขเป็นการจ่ายเงินที่คุ้มค่าและช่วยลดความยากจนได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างไรก็ดี งานศึกษาอีกจำนวนหนึ่งพบว่า โครงการ CCT อีกหลายโครงการก็ไม่ประสบความสำเร็จล้วนมีปัจจัยมาจาก ความล่าช้าของการจ่ายเงิน การเปลี่ยนแปลงรัฐบาล การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ผิดพลาดและไม่ได้ยากจนจริง หรือการเชื่อมโยงตัวโครงการไปสู่ผลลัพธ์ทางการเมือง เป็นต้น




อย่างไรก็ดี เนื่องจากรัฐบาลได้ให้เหตุผลแล้วว่าการแจกเงินให้แก่ชาวนาไร่ละ 1,000 บาทนี้ไม่ได้เป็นการหาผลทางการเมืองและไม่ได้เป็นประชานิยม (เนื่องจากเป็นรัฐบาลเฉพาะการ) ดังนั้นการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (Targeting) ที่แน่ชัด (เช่น ชาวนาที่มีลูก รับจ้างทำนา และยากจนจริง) และกำหนดเงื่อนไขของการรับเงินเพิ่มเติม จึงน่าจะเป็นแนวทางที่น่าสนใจเพื่อให้แน่ใจว่า เงินที่แจกไปนั้นจะคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีฐานะยากจนจริง (หรือให้มีสัดส่วนของคนยากจนให้มากที่สุด) อันจะส่งผลต่อการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ทั้งนี้ถึงแม้ว่าการกำหนดเงื่อนไขการรับเงินจะทำให้ “ประชาไม่นิยม” ในตัวรัฐบาล (ซึ่งอจตามมาด้วยเสียงว่าขานจากคนที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเป้าหมาย) อยู่บ้าง แต่ถ้ารัฐบาลไม่ได้คำนึงถึง “คะแนนเสียง” ตั้งแต่แรกเริ่มอยู่แล้ว ก็ไม่น่าที่จะต้องใส่ใจกับการที่ประชาจะไม่นิยมดังกล่าว แต่ดำเนินโครงการเพื่อที่จะสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศ